รู้จักเทรนด์ Sleep Tourism พร้อมเทคนิคจัดทริปง่ายๆ ด้วยตัวเอง ที่ทำให้ได้นอนพักผ่อน พักกายแบบ 100%
เคยเป็นไหม ลาพักร้อนไปเที่ยวทั้งที แต่พอกลับมาถึงบ้านกลับรู้สึกเหนื่อยล้ากว่าเดิม เพราะตารางเที่ยวที่อัดแน่นตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จนร่างกายแทบไม่ได้พักผ่อนจริงๆ
อาการแบบนี้ที่ทำให้โลกแห่งการเดินทางยุคใหม่ ก่อกำเนิดเทรนด์ที่เรียกว่า “Sleep Tourism” หรือการท่องเที่ยวเพื่อการนอนหลับขึ้นมา
ยุคที่คนทำงานเผชิญกับภาวะหมดไฟ (Burnout) และพักผ่อนไม่เพียงพอ การจัดกระเป๋าออกเดินทางเพื่อไป “นอนหลับให้สนิท” กลายเป็นความหรูหรา รูปแบบใหม่ที่หลายคนโหยหา
ไทยรัฐออนไลน์จะพาไปทำความรู้จักเทรนด์นี้ให้ลึกซึ้งขึ้น พร้อมเทคนิคจัดทริป Sleep Tourism ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ที่รับประกันว่าจะได้ชาร์จแบตชีวิตกลับมาเต็ม 100% อย่างแน่นอน
Sleep Tourism คืออะไร ทำไมคนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อไปนอน
Sleep Tourism คือ การท่องเที่ยวที่ยึดเอาการพักผ่อนและการนอนหลับอย่างมีคุณภาพเป็นเป้าหมายหลักของทริป แทนที่จะตื่นเช้าไปเช็กอินแลนด์มาร์ก หรือตระเวนกินร้านดังจนจุก นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะเลือกใช้เวลาส่วนใหญ่ในที่พัก ปล่อยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตามธรรมชาติ เป็นการหนีจากความวุ่นวาย ความเครียดสะสม และหน้าจอสมาร์ทโฟน เพื่อกลับมาโฟกัสที่นาฬิกาชีวภาพของตัวเองอีกครั้ง
เทคนิคจัดทริป Sleep Tourism ด้วยตัวเอง ฉบับมือใหม่
ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินหลักแสนเพื่อเข้าพักในคลินิกการนอนหลับหรือรีสอร์ตหรูระดับโลกเสมอไป แค่ปรับวิธีคิดและวางแผนตาม 5 ขั้นตอนนี้ ก็สามารถสร้างทริปฮีลใจด้วยตัวเองได้แล้ว
- เลือกจุดหมายปลายทางที่ “เงียบสงบ”เป็นหลัก
หัวใจสำคัญของการนอนหลับคือสภาพแวดล้อม ลองตัดเมืองท่องเที่ยวที่วุ่นวายหรือย่านแสงสีเสียงออกไป แล้วมองหาสถานที่ที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ เช่น รีสอร์ตบนภูเขาที่อากาศเย็นสบายตลอดปี โฮมสเตย์ริมแม่น้ำที่ห่างไกลชุมชน หรือพูลวิลล่าส่วนตัวที่ไม่มีเสียงรถยนต์พลุกพล่าน เสียงของธรรมชาติ เช่น เสียงคลื่น ลมพัดใบไม้ หรือเสียงนกร้อง จะช่วยกล่อมประสาทให้ผ่อนคลายได้ดีที่สุด
- ลงทุนกับ “ห้องพักและเตียงนอน”ให้มากที่สุด
เมื่อเป้าหมายหลักคือการนอน งบประมาณส่วนใหญ่ของทริปนี้จึงควรทุ่มไปที่คุณภาพของที่พัก ก่อนจองให้อ่านรีวิวหรือสอบถามทางโรงแรมเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเตียงและเครื่องนอน มีคุณภาพดีไหม บางโรงแรมระดับ 4-5 ดาวจะมี Pillow Menu หรือเมนูหมอนให้เลือกตามสรีระ ห้องพักควรมีผ้าม่านกันแสง (Blackout Curtains) แบบ 100% เพื่อไม่ให้แสงแดดยามเช้ามารบกวนการหลั่งเมลาโทนิน และหลีกเลี่ยงห้องพักที่อยู่ใกล้ลิฟต์ สระว่ายน้ำ หรือห้องอาหาร
- ออกแบบตารางเที่ยวแบบ “Un-Itinerary”
กฎเหล็กของทริปนี้คือ “ห้ามตั้งนาฬิกาปลุก” ปล่อยให้ร่างกายตื่นเองตามธรรมชาติเมื่อสร่างจากความเหนื่อยล้า ไม่ต้องจองคิวร้านอาหารที่ต้องรีบตื่นไปต่อแถว ไม่ต้องมีเช็กลิสต์ว่าต้องไปคาเฟ่กี่แห่งในหนึ่งวัน อนุญาตให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตช้าๆ นั่งจิบกาแฟริมระเบียงนานเป็นชั่วโมง หรือนอนงีบหลับตอนบ่ายได้อย่างไม่รู้สึกผิด
- ประกาศกฎ Digital Detox ตัดขาดโลกโซเชียล
แสงสีฟ้าจากหน้าจอคือศัตรูตัวร้ายของการนอนหลับ ลองตั้งกฎกับตัวเองว่าจะปิดการแจ้งเตือนเรื่องงานทั้งหมด และงดเล่นโซเชียลมีเดียอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เปลี่ยนจากการไถฟีดสมาร์ทโฟน มาเป็นการอ่านหนังสือเล่มโปรด ฟังเพลงบรรเลง หรือพอดแคสต์เบาๆ เพื่อเตรียมสมองให้พร้อมเข้าสู่โหมดพักผ่อน
- หากิจกรรมกล่อมเกลา
เพิ่มกิจกรรมที่ช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและระบบประสาทเข้าไประหว่างทริป เช่น การแช่น้ำอุ่นในอ่าง การนวดสปาผ่อนคลายอโรม่า หรือการยืดเหยียดร่างกายเบาๆก่อนนอน
การจัดทริป Sleep Tourism ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือการแสดงความรักต่อตัวเองในรูปแบบที่ยั่งยืนที่สุด เพราะการพักผ่อนที่มีคุณภาพ คือรากฐานสำคัญที่ทำให้มีพลังกลับไปลุยงานและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้จักเทรนด์ Sleep Tourism พร้อมเทคนิคจัดทริปง่ายๆ ด้วยตัวเอง ที่ทำให้ได้นอนพักผ่อน พักกายแบบ 100%
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- 3 วิธีแก้ง่วงขณะขับรถ รับรองหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง
- รู้จักเทรนด์ Sleep Tourism พร้อมเทคนิคจัดทริปง่ายๆ ด้วยตัวเอง ที่ทำให้ได้นอนพักผ่อน พักกายแบบ 100%
- 5 กิจกรรมฮีลใจ ฉบับคนโสด และ Introvert ที่ทำคนเดียวแล้วฟินกว่ามีคู่
- 5 Micro-Habits นิสัยที่เปลี่ยนให้เราดูดีขึ้นโดยไม่รู้ตัว
- ทำไมออกกำลังกายแทบตายแต่น้ำหนักไม่ลงเช็ก 3 ความผิดพลาดที่หลายคนมองข้าม
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath