ECB เตือนสงครามอิหร่านอาจกระทบ “ธนาคารยุโรป” ทางอ้อมผ่านเศรษฐกิจ
แม้ ECB ชี้ว่าธนาคารยุโรปมีความเสี่ยงตรงต่ออิหร่าน-อิสราเอลต่ำ แต่เตือนว่าราคาพลังงานและเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นอาจกดดันเศรษฐกิจและภาคธนาคาร
วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 13.04 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เจ้าหน้าที่กำกับดูแลระดับสูงของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ว่า ธนาคารในเขตยูโรโซนอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในอิหร่านในระดับจำกัด แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงอยู่ที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งอาจย้อนกลับมากดดันงบดุลของธนาคารในระยะยาว
เปโดร มาชาโด หนึ่งในผู้กำกับดูแลธนาคารระดับสูงของ ECB ให้สัมภาษณ์ว่าความกังวลในขณะนี้ครอบคลุมตั้งแต่ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ไปจนถึงความผันผวนล่าสุดในตลาดการเงินภาคเอกชน พร้อมเตือนว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกรรม การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์แบบซับซ้อน (synthetic securitisation) ควรได้รับการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
ความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจขยายวงได้เพิ่มความกังวลว่า เงินเฟ้ออาจกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง และสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซน ซึ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงเส้นทางการขนส่งสินค้าจากเอเชียผ่านคลองสุเอซ
มาชาโด กล่าวว่า การเปิดรับความเสี่ยงโดยตรงของธนาคารยูโรโซนต่ออิหร่านและอิสราเอลยังอยู่ในระดับต่ำ โดยคิดเป็นเพียง 0.7% ของเงินกองทุนหลักของธนาคารสำหรับสินทรัพย์ เช่น เงินกู้ และประมาณ 0.6% สำหรับหนี้สิน เช่น พันธบัตรธนาคาร
เขาระบุว่า แม้จะรวมประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเข้าไปด้วย การเปิดรับความเสี่ยงดังกล่าวก็ยังอยู่ในระดับจำกัด โดยคิดเป็นต่ำกว่า 1% ของสินทรัพย์รวมของธนาคารที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
ข้อมูลล่าสุดจาก ECB ระบุว่าธนาคารขนาดใหญ่ในยูโรโซนมีสินทรัพย์รวมกันประมาณ 27.8 ล้านล้านยูโร หรือราว 32.3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าการเปิดรับความเสี่ยงในระดับ 1% จะมีมูลค่าประมาณ 278,000 ล้านยูโร
อย่างไรก็ตามมาชาโดเตือนว่าความเสี่ยงที่สำคัญกว่าอาจมาจาก ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อและทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนลดลง
เขากล่าวว่า หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในระยะยาว อาจทำให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงการจ้างงาน โดยอัตราการว่างงานถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพสินเชื่อของธนาคาร
มาชาโดยังกล่าวถึงความผันผวนล่าสุดในตลาดสินเชื่อภาคเอกชน (private credit) ของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงกองทุนขนาดใหญ่ของ Blackstone โดยระบุว่าขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าความผันผวนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อธนาคารยุโรปโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ECBกำลังเพิ่มการตรวจสอบธุรกรรม synthetic securitisation ซึ่งเป็นโครงสร้างทางการเงินที่ธนาคารถ่ายโอนความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อไปยังนักลงทุนภายนอก ผ่านตราสารอนุพันธ์หรือการค้ำประกัน
ผู้กำกับดูแลต้องการให้แน่ใจว่าความเสี่ยงดังกล่าวจะไม่ย้อนกลับเข้าสู่ระบบธนาคารผ่านช่องทางการเงินทางอ้อม
มาชาโดระบุว่า ECBมีแผนรวบรวมข้อมูลธุรกรรมเหล่านี้ในระดับรายดีล เพื่อประเมินภาพรวมทั้งในด้านมูลค่าธุรกรรมและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระบบการเงิน
ธุรกรรม synthetic risk-transfer เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา โดยข้อมูลระบุว่าใน ครึ่งแรกของปี 2568 มูลค่าธุรกรรมเพิ่มขึ้นถึง 85% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ
อ้างอิง : www.reuters.com