โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ECB เตือนสงครามอิหร่านอาจกระทบ “ธนาคารยุโรป” ทางอ้อมผ่านเศรษฐกิจ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 15.42 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 08.42 น.

แม้ ECB ชี้ว่าธนาคารยุโรปมีความเสี่ยงตรงต่ออิหร่าน-อิสราเอลต่ำ แต่เตือนว่าราคาพลังงานและเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นอาจกดดันเศรษฐกิจและภาคธนาคาร

วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 13.04 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เจ้าหน้าที่กำกับดูแลระดับสูงของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ว่า ธนาคารในเขตยูโรโซนอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในอิหร่านในระดับจำกัด แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงอยู่ที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งอาจย้อนกลับมากดดันงบดุลของธนาคารในระยะยาว

เปโดร มาชาโด หนึ่งในผู้กำกับดูแลธนาคารระดับสูงของ ECB ให้สัมภาษณ์ว่าความกังวลในขณะนี้ครอบคลุมตั้งแต่ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ไปจนถึงความผันผวนล่าสุดในตลาดการเงินภาคเอกชน พร้อมเตือนว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกรรม การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์แบบซับซ้อน (synthetic securitisation) ควรได้รับการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

ความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจขยายวงได้เพิ่มความกังวลว่า เงินเฟ้ออาจกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง และสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซน ซึ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงเส้นทางการขนส่งสินค้าจากเอเชียผ่านคลองสุเอซ

มาชาโด กล่าวว่า การเปิดรับความเสี่ยงโดยตรงของธนาคารยูโรโซนต่ออิหร่านและอิสราเอลยังอยู่ในระดับต่ำ โดยคิดเป็นเพียง 0.7% ของเงินกองทุนหลักของธนาคารสำหรับสินทรัพย์ เช่น เงินกู้ และประมาณ 0.6% สำหรับหนี้สิน เช่น พันธบัตรธนาคาร

เขาระบุว่า แม้จะรวมประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเข้าไปด้วย การเปิดรับความเสี่ยงดังกล่าวก็ยังอยู่ในระดับจำกัด โดยคิดเป็นต่ำกว่า 1% ของสินทรัพย์รวมของธนาคารที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล

ข้อมูลล่าสุดจาก ECB ระบุว่าธนาคารขนาดใหญ่ในยูโรโซนมีสินทรัพย์รวมกันประมาณ 27.8 ล้านล้านยูโร หรือราว 32.3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าการเปิดรับความเสี่ยงในระดับ 1% จะมีมูลค่าประมาณ 278,000 ล้านยูโร

อย่างไรก็ตามมาชาโดเตือนว่าความเสี่ยงที่สำคัญกว่าอาจมาจาก ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อและทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนลดลง

เขากล่าวว่า หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในระยะยาว อาจทำให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงการจ้างงาน โดยอัตราการว่างงานถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพสินเชื่อของธนาคาร

มาชาโดยังกล่าวถึงความผันผวนล่าสุดในตลาดสินเชื่อภาคเอกชน (private credit) ของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงกองทุนขนาดใหญ่ของ Blackstone โดยระบุว่าขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าความผันผวนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อธนาคารยุโรปโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ECBกำลังเพิ่มการตรวจสอบธุรกรรม synthetic securitisation ซึ่งเป็นโครงสร้างทางการเงินที่ธนาคารถ่ายโอนความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อไปยังนักลงทุนภายนอก ผ่านตราสารอนุพันธ์หรือการค้ำประกัน

ผู้กำกับดูแลต้องการให้แน่ใจว่าความเสี่ยงดังกล่าวจะไม่ย้อนกลับเข้าสู่ระบบธนาคารผ่านช่องทางการเงินทางอ้อม

มาชาโดระบุว่า ECBมีแผนรวบรวมข้อมูลธุรกรรมเหล่านี้ในระดับรายดีล เพื่อประเมินภาพรวมทั้งในด้านมูลค่าธุรกรรมและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระบบการเงิน

ธุรกรรม synthetic risk-transfer เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา โดยข้อมูลระบุว่าใน ครึ่งแรกของปี 2568 มูลค่าธุรกรรมเพิ่มขึ้นถึง 85% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจยุโรป ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...