โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เพื่อไทย ย้ำ 'เศรษฐีเงินล้าน' ไม่ใช่แจกเงิน แต่หารายได้เข้าระบบ ตั้งเป้าเพิ่ม 1 แสนล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุรีย์เดช

เพื่อไทยย้ำ ‘เศรษฐีเงินล้าน’ ไม่ใช่แจกเงิน แต่หารายได้เข้าระบบ ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้น 1 แสนล้าน พร้อมเชื่อมโยงทุกนโยบายให้เป็นไปได้

ที่พรรคเพื่อไทย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทยว่า ยืนยันว่าหลักการของนโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องการแจกเงิน แต่เป็นนโยบายที่ใช้เพื่อหาเงิน เพิ่มรายได้จากภาษี ทุกนโยบายของพรรคทุกพรรคล้วนแต่บอกว่าจะใช้เงินอย่างไร แต่ไม่มีพรรคไหนบอกเลยว่าจะหารายได้ได้อย่างไร

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า เราจูงใจให้คนเข้ามาสู่ระบบภาษี อันนี้ไม่ได้ทำเอง แต่เรียนรู้จากที่ไต้หวัน ซึ่งทำมาตั้งแต่ปี 1951 ประมาณ 70 ปีมาแล้ว ปีแรกที่เขาทำสามารถเพิ่มภาษีได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ และทำมาเรื่อย ๆ ตัวเลขภาษีก็เพิ่มอยู่ที่ 20% ประเทศอื่นนำไปใช้บ้างก็ได้ 8-10% ซึ่งเมื่อมีการพิสูจน์แล้วเราเลยเอามาใช้

“ธนาคารโลกรีเสิร์ชแล้วว่า เงินนอกระบบของประเทศไทยมีประมาณ 9 ล้านล้านบาท ขณะที่จีดีพีประเทศไทยอยู่ที่ 18 ล้านล้านบาท แสดงว่าเงินนอกระบบถือเป็น 50% ของจีดีพี หากเราเอาเงินเข้ามาสู่ในระบบได้ เก็บภาษีจากกลุ่มนี้ได้ ก็จะเป็นเงินมูลค่ามหาศาล นี่คือการหาเงิน” นพ.พรหมมินทร์กล่าว

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า นอกเหนือจากนั้นคือเรื่องการจัดการข้อมูลให้เป็นระบบ ข้อมูลเหล่านี้คือคลังข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ หลายคนบอกเรามีอยู่แล้ว แต่มันใช้ไม่ได้ผล ข้อมูลนี้จะละเอียดลงลึกไปยังตัวบุคคล ดูได้ถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายต่าง ๆ หาปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อจะแก้ไขปัญหา นี่คือประโยชน์ที่ 2 ที่จะลงทุนในระบบข้อมูล เอไอจะทำงานได้ดี ก็ต้องมีข้อมูลที่ดี มีความแม่นยำ

“เราตั้งเป้าว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นมา 1 แสนล้าน เอาแค่ VAT ตอนนี้เราเก็บได้ประมาณปีละ 9 แสนกว่าล้าน หากคิดว่าเราได้เพิ่ม 10% เท่ากับว่าได้เพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท งบประมาณแผ่นดิน เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลืออยู่ 20% หรือ 8 แสนล้านบาท ถ้าเพิ่มได้อีก 1 แสนล้านบาทนี่มหาศาลเลย”

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า บางพรรคพูดเรื่องสวัสดิการคนชราที่มี 14 ล้านคนทั่วประเทศ ถ้าเพิ่ม 3 พัน ก็ 4-5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เราจึงไม่ได้พูดถึง เราพูดในสิ่งที่เป็นไปได้ด้วยการจัดหารายได้ในรูปแบบนี้

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ส่วนใครจะมีสิทธิเข้าโครงการนี้ ก็คือคนไทยทุกคนมีสิทธิ ซึ่งการจ่ายเงินล้านนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกที่จับจ่ายใช้สอย ในกลุ่มนี้กันไว้วันละ 5 รางวัล ซื้อ 1 ใบเสร็จ ไม่ต้องมียอดขั้นต่ำ มีสิทธิจับ 5 ครั้ง แล้วก็เพิ่มขึ้นมาในสัดส่วนว่ามีใบเสร็จต่อวันกี่ใบ

นอกจากนี้ อีก 4 รางวัลจะเลือกจากคนที่เสียภาษี คือคนที่ไปยื่นภาษีเงินได้ ซึ่งตอนนี้มีคนยื่นแบบภาษี 8 ล้านคน เสียภาษี 4 ล้านคน แต่คนที่ไม่ได้เสียภาษีก็มีสิทธิลุ้นได้ด้วย ขอเพียงยื่นแบบก็มีสิทธิ ซึ่งเราก็จะได้ข้อมูลว่าใครมีรายได้ มีรายจ่ายอย่างไร

กลุ่มที่สอง ได้แก่ กลุ่มคนสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เราไม่มีปัญหาจ่ายทุกคน แต่เราให้เป็นความหวัง และเอาข้อมูลเป็นระบบ กลุ่มที่ 3 คึอเกษตรกรที่มีอยู่ 40 ล้านคน แต่ทำจีดีพีได้แค่ 8% กลุ่มเหล่านี้จะได้มีความหวัง โดยต้องลงทะเบียน เพื่อให้รู้ว่าเพาะปลูกอะไร เป็นข้อมูลสำหรับเกษตรแม่นยำอีกต่อหนึ่ง และอาสาสมัคร ชรบ.-อสม. ทหารผ่านศึก อาสาทางการเกษตร ที่มีอยู่เป็นล้านคน ทำงานเพื่อสังคม จะได้มีโอกาสลุ้นรางวัล เพราะเราแจกไม่ได้ทั้งหมด

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า เรื่องนี้เราทำได้ทันทีเมื่อเป็นรัฐบาล เพราะให้ความสำคัญมาก ซึ่งจะควบคู่ไปกับคนละครึ่ง ที่เข้ามาดูแลพ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอยที่ยังไม่ได้เข้ามาสู่ระบบภาษี

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะเดินหน้าโครงการได้ จะถูกสกัดเหมือนนโยบายแจกเงินหมื่นดิจิทัลวอลเลตหรือไม่ นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่พบข้อห้ามทางกฎหมายใด ๆ ก่อนนี้รัฐบาลไทยรักไทยเคยทำหวยบนดิน ตอนที่เป็นรัฐบาลไม่ผิด แต่หลังปฏิวัติเอาคดีขึ้นศาล ถ้าไม่มีเรื่องอย่างนี้ก็ไม่น่ามีปัญหา แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่สลาก ไม่ได้ซื้อ เพียงแต่ให้เงินกับกลุ่มประชาชน เหมือนเรื่องเบี้ยคนชรา เพียงแต่เป็นเงินที่ใหญ่ขึ้น และเพื่อเป็นการลงทุนให้ได้ระบบข้อมูล

เมื่อถามว่ามีการโจมตีว่าเป็นนโยบายที่ไม่ได้ยื่น กกต. นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ยื่น กกต.เรียบร้อย เขาอาจจะดูไม่ออก ทุกอย่างเขียนชัดเจน ส่ง กกต.ก็จะเขียนเป็นแนวให้รางวัลคนทำงาน ที่ต้องเขียนคลุม ๆ ไว้ ไม่เช่นนั้นคนอื่นก็ลอกหมด

“ทุกอย่างเราเชื่อมโยงกันหมดกับทุกโครงการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนไทยไร้จน เรียนได้ครบจบได้งาน เพิ่มรายได้จาก 3 แท่งใหญ่ คือภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ไม่ว่าจะเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเชื่อมกับอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตภายในไทย อุตสาหกรรมอีวี หรือภาคบริการ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เวลเนสต่าง ๆ ที่หากเราหารายได้เพิ่มแสนล้าน ก็จะมีเงินไปทำอย่างอื่น นี่คือภาพรวมของนโยบายที่ต้องนำเสนอให้ประชาชนเข้าใจ” นพ.พรหมินทร์กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เพื่อไทย ย้ำ ‘เศรษฐีเงินล้าน’ ไม่ใช่แจกเงิน แต่หารายได้เข้าระบบ ตั้งเป้าเพิ่ม 1 แสนล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...