ดร. เอกนิติ นำทีมไทยแลนด์ รับมือนโยบายภาษีใหม่สหรัฐฯ
ดร. เอกนิติ นำทีมไทยแลนด์ ประชุมวางยุทธศาสตร์รับมือนโยบายภาษีสหรัฐฯ หลังคำตัดสินศาลสูง เร่งรัดส่งออกในกรอบ 150 วัน ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและความเชื่อมั่นเอกชน
2 มีนาคม 2569 เวลา 16.40 น. ที่กระทรวงการคลัง ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประชุมด่วนร่วมกับ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และตัวแทนภาคเอกชน เพื่อกำหนด ยุทธศาสตร์รับมือนโยบายภาษีฉบับใหม่และมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของไทยภายหลังคำตัดสินของศาลสูง
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า การประชุมด่วนร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และตัวแทนภาคเอกชนในครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มอบหมายให้ทั้ง 3 กระทรวงเศรษฐกิจหลัก ร่วมกันบูรณาการเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ
โดยการหารือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อวางกลยุทธ์และกำหนดแนวทางการเจรจากับทางการสหรัฐฯ ในระยะต่อไป ภายหลังจากที่ศาลสูง (Supreme Court) ได้มีคำตัดสินออกมา โดยมีเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมประเมินสถานการณ์ด้วย
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ท่าทีของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก โดยมาตรการเดิมที่อยู่ระหว่างเจรจาในอัตรา 19% ถูกยกเลิกไปแล้ว และมีความเป็นไปได้ที่จะนำอัตรา 10% มาใช้ทดแทนก่อนปรับเพิ่มเป็น 15% ในอนาคต ซึ่งความผันผวนนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยอย่างมาก
"เราต้องหามาตรการรับมือเพราะความไม่แน่นอนมีสูง แม้จะมีการประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 15% ภายใน 150 วัน แต่ท่าทีของสหรัฐฯ ยังไม่ชัดเจน เอกชนต้องการความแน่นอนเพื่อวางแผนการค้า เราจึงต้องระดมข้อมูลเพื่อกำหนดท่าทีและอัตราที่ชัดเจนที่สุด"
นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลยังจำเป็นต้องสะสางประเด็นการเจรจาเดิมที่ยังไม่ได้ข้อยุติ โดยเฉพาะการประสานงานภายในประเทศเกี่ยวกับมาตรการเปิดตลาด ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อกำหนดจุดยืนบนพื้นฐานเดียวกัน
โดยกระทรวงการต่างประเทศพร้อมสนับสนุนการวางกลยุทธ์ระดับชาติ โดยจะใช้เครือข่ายของสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันในการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าแสวงหาพันธมิตรจากหน่วยงานระดับสูงของสหรัฐฯ อาทิ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) กระทรวงการคลัง ทำเนียบขาว และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการรับมือกับมาตรการใหม่ของสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการในระยะสั้นกรอบเวลา 150 วัน เพื่อหาจุดยืนที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
“ในเบื้องต้น ภาครัฐกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้กลยุทธ์การเร่งรัดการส่งออกสินค้า ในช่วง 150 วันนี้ เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ก่อนจะประเมินท่าทีและผลกระทบในระยะต่อไป”
นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือเชิงลึกร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อทำความเข้าใจถึงความคาดหวังของภาคธุรกิจ และประสานมุมมองให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้ได้มาตรการที่เป็นเอกภาพ