โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิด 6 คำตอบ PDPA สะท้อนทิศทางกำกับข้อมูลไทย สู่สมดุล ‘สิทธิส่วนบุคคล-ความปลอดภัยสาธารณะ-การพัฒนาประเทศ’

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 มีนาคม 2569 เวลา 2.52 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากการวางรากฐานกฎหมาย ไปสู่การสร้างความชัดเจนและแนวปฏิบัติที่ใช้ได้จริงในภาคส่วนต่าง ๆ ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้เผยแพร่สรุปการตอบข้อหารือตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) เพิ่มเติมจำนวน 6 ฉบับ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการตีความกฎหมายในบริบทที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งด้านการแพทย์ ความปลอดภัยสาธารณะ การให้บริการภาครัฐ และงานวิจัยเพื่อสาธารณะ ตลอดจนการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยงานของรัฐเพื่อการดำเนินภารกิจตามกฎหมายอันเป็นประโยชน์สาธารณะในระบบบริการสาธารณสุข

2 มี.ค. 2569 - การเผยแพร่สรุปการตอบข้อหารือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำอธิบายทางกฎหมายเท่านั้น แต่สะท้อนบทบาทของ PDPC ในฐานะ “Policy Interpreter” ที่ช่วยกำหนดทิศทางการใช้ข้อมูลของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า แนวทางตอบข้อหารือดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญของ PDPA ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของประชาชนกับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์สาธารณะและประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เกี่ยวข้อง

“PDPA ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจำกัดการใช้ข้อมูล แต่เป็นการกำหนดกรอบให้การใช้ข้อมูลเป็นไปอย่างรับผิดชอบ โปร่งใส และเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูล การตอบข้อหารือจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้องค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสามารถนำกฎหมายไปใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละภาคส่วน” พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าว

6 กรณีศึกษา สะท้อนโจทย์ใหม่ของการกำกับข้อมูลไทย

1. ความโปร่งใสวิชาชีพแพทย์ กับสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อหารือกรณีแพทยสภาเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลการลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม สะท้อนโจทย์สำคัญของระบบวิชาชีพที่ต้องสร้างความโปร่งใสเพื่อคุ้มครองผู้รับบริการ ขณะเดียวกันต้องไม่ละเมิดสิทธิของบุคลากรทางการแพทย์เกินสมควร ทั้งยังมีหลักการที่สอดคล้องและเชื่อมโยงกันระหว่าง PDPA กับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ

กรณีนี้สะท้อนแนวโน้มว่า การกำกับข้อมูลในอนาคตจะต้องพิจารณาความสมดุลระหว่าง “ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ” กับ “สิทธิส่วนบุคคล” มากขึ้น โดยเฉพาะในวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน

2. ภาครัฐกับโจทย์ Data Governance ยุคดิจิทัล

ข้อหารือของกรมการขนส่งทางบก สะท้อนความท้าทายของหน่วยงานของรัฐที่ต้องเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในการให้บริการประชาชน ขณะเดียวกันต้องดำเนินการภายใต้กรอบ PDPA

แนวโน้มนี้ตอกย้ำความสำคัญของการขับเคลื่อนงานด้าน data governance ของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งต้องมีทั้งระบบกำกับดูแลข้อมูล การบริหารความเสี่ยง และการสร้างความโปร่งใสในการใช้ข้อมูลของประชาชน

3. ความปลอดภัยสาธารณะกับการใช้ข้อมูลสุขภาพที่มีความอ่อนไหว

ข้อหารือของกรมสุขภาพจิตเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง ถือเป็นหนึ่งในกรณีที่มีความอ่อนไหว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อมูลสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพจิต ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ค่อนข้างมาก

กรณีนี้สะท้อนแนวทางการกำกับดูแลข้อมูลที่ต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักสิทธิส่วนบุคคลและประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัยสาธารณะ (public safety) อย่างรอบคอบ โดยต้องมีฐานกฎหมายที่ชัดเจน และมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการใช้ข้อมูลเกินความจำเป็นหรือผิดวัตถุประสงค์ อันจะเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

4. งานวิจัยและข้อมูลนิรนาม กลไกสำคัญของนโยบายสาธารณะ

ข้อหารือของศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์และศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุของอุบัติเหตุจราจรและแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหานี้ สะท้อนความสำคัญของการใช้ข้อมูลเพื่อการศึกษาวิจัยหรือสถิติ ในการพัฒนาองค์ความรู้และนโยบายความปลอดภัยสาธารณะ

นอกจากนี้ สรุปการตอบข้อหารือดังกล่าวยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับหลักการและเทคนิคในการใช้ข้อมูลนิรนาม (anonymization) ที่สอดคล้องกับ PDPA อันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้สามารถใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ของหน่วยงานและประโยชน์สาธารณะได้ โดยไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

5. ระบบสุขภาพดิจิทัลกับการแบ่งปันข้อมูลอ่อนไหว

ข้อหารือของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับการจัดทำข้อตกลงการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (Data Sharing Agreement) กับหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น สะท้อนโจทย์สำคัญของการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในระบบบริการสาธารณสุขยุคดิจิทัล ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลอ่อนไหวและต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ

กรณีนี้ตอกย้ำว่า “ข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูล” เป็นหนึ่งในมาตรการเชิงองค์กรที่ช่วยกำหนดวัตถุประสงค์ เงื่อนไขการใช้ข้อมูล หน้าที่ความรับผิดชอบ และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้ชัดเจน เพื่อให้การบูรณาการข้อมูลทำได้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน

6. การจัดทำข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ

ข้อหารือของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่หารือเรื่องการจัดทำข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Sharing Agreement) ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สะท้อนความจำเป็นในการทำงานร่วมกันในภารกิจด้านการให้บริการสาธารณสุขและการบริหารจัดการกองทุนประกันสุขภาพที่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลการให้บริการ

กรณีนี้ชี้ว่า การจัดทำข้อตกลงระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (data controller) ด้วยกัน เป็น “มาตรการทางเลือก” เพื่อให้วัตถุประสงค์ วิธีการ และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายมีความชัดเจน แต่หากการจัดทำข้อตกลงเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติภารกิจ หน่วยงานยังสามารถกำหนดมาตรการอื่นที่เหมาะสมและให้การคุ้มครองได้เช่นเดียวกัน โดยหัวใจยังคงอยู่ที่การจำกัดวัตถุประสงค์ในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล (purpose limitation) ตามความจำเป็น การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างรอบคอบ

จาก Compliance สู่ Governance : ทิศทางใหม่ของ PDPA ไทย

การเผยแพร่ข้อหารือทั้ง 6 ฉบับ สะท้อนให้เห็นว่าการบังคับใช้ PDPA ของไทยกำลังพัฒนาเข้าสู่ระยะที่เน้น “Data Governance” มากขึ้น ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างระบบบริหารจัดการข้อมูลอย่างยั่งยืนในระดับองค์กรและระดับประเทศ

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางสากลที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นด้านข้อมูล หรือ Trust-based Digital Economy ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล

พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าวว่า สคส. มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสามารถรองรับการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล

“การกำกับดูแลข้อมูลในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องกฎหมาย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล การสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิและการใช้ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศในระยะยาว” พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าวปิดท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...