โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

'ซีอีโอญี่ปุ่น' ประสานเสียงไม่ทิ้งไทย เชื่อมั่นรัฐบาลใหม่ หนุนลงทุน–ศก.ขาขึ้น

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 09.52 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 22.31 น.

ผลสำรวจผู้บริหารบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยสะท้อนความเชื่อมั่นเชิงบวกต่อทิศทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง แม้กระบวนการรับรองผลและการจัดตั้งรัฐบาลยังต้องใช้เวลา โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินว่าเสถียรภาพที่ชัดเจนขึ้นจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองไทยที่อยู่ระหว่างรอความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ นักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นกลุ่มทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในไทย ยังคงแสดงท่าทีเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพในระยะข้างหน้า

นายกลินท์ สารสิน นายกสมาคมไทย-ญี่ปุ่น เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ดีใจที่เห็นพรรคใหญ่ ๆ เข้ามาร่วมรัฐบาล และเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีเสถียรภาพมากกว่าคราวก่อน แม้จะไม่เร่งรัดกรอบเวลาการตั้งรัฐบาลก็ตาม

นายกลินท์ สารสิน นายกสมาคมไทย-ญี่ปุ่น

ทั้งนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นเข้าใจบริบทการเมืองไทยดี และมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลอาจต้องใช้เวลา แต่ไม่ได้สร้างความตื่นตระหนก โดยเชื่อว่าประเทศไทยยังเดินหน้าต่อ และยังไปได้ พร้อมคาดหวังว่าความชัดเจนทางการเมืองจะช่วยเสริมบรรยากาศการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี

โดยจากผลสำรวจซีอีโอบริษัทญี่ปุ่นในไทยช่วงปลายปีที่ผ่านมา เทียบกับมุมมองต้นปีนี้ พบว่าส่วนใหญ่ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจะดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง โดยส่วนใหญ่คาดว่าตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นไป เศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น แม้จะไม่ได้ระบุตัวเลขการเติบโตชัดเจนว่าจะขยายตัวได้เดิน 3% ตามที่พรรคภูมิใจไทยแกนนำจัดตั้งเคยประกาศไว้หรือไม่ แต่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อโอกาสของไทยในภูมิภาค

“ในมุมมองนักลงทุนญี่ปุ่น ไทยยังมีโอกาส มากกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ครบถ้วน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และเครือข่ายธุรกิจญี่ปุ่นที่ปักหลักในไทยมายาวนานกว่า 30-40 ปี เครือข่ายดังกล่าวเอื้อต่อการต่อยอดห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์” นายกลินท์ กล่าว

จุดเด่นอีกด้านคือ คุณภาพชีวิตและความพร้อมในการรองรับผู้บริหารต่างชาติ เรื่อง hospitality การใช้ชีวิตสะดวกสบาย มีความปลอดภัย มีโรงเรียนนานาชาติที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล สามารถนำครอบครัวมาอยู่ได้หมด ขณะที่ไทยยังเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค เดินทางไปมาสะดวก เหมาะเป็นฐานบริหารจัดการธุรกิจอาเซียน

นายลินท์ ยังเปรียบเทียบการลงทุนของญี่ปุ่นในไทย ในเวียดนาม และในอินโดนีเซียว่า หากมองภาพการลงทุนย้อนหลัง 10-20 ปี ญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไทยกลายเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เงินลงทุนใหม่ส่วนหนึ่งไหลไปยังเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงอินโดนีเซียบางส่วน สะท้อนยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงและเกาะกระแสตลาดใหม่

ปัจจุบัน เวียดนามเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกในหลายอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น รวมถึงบริษัทข้ามชาติอื่น ๆ ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร ขณะที่อินโดนีเซียเน้นผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เนื่องจากมีประชากรกว่า 300 ล้านคน ตลาดภายในใหญ่และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีนักลงทุนญี่ปุ่นยังมองว่า “เมืองไทยเป็นประเทศที่ดี ไม่เบี้ยวเขา” และคาดว่าในอนาคตการลงทุนจะกลับมาเพิ่มขึ้น

ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนรุกหนักในไทย แต่ค่ายญี่ปุ่นยังคงยึดกลยุทธ์รถยนต์ไฮบริดเป็นหลัก นายกลินท์ระบุว่า “รถยนต์ Hybrid ญี่ปุ่นในไทยขายดีมาก ยอดไม่ตกเลย” โดยญี่ปุ่นยังไม่เร่งเกม EV เต็มรูปแบบเท่าจีน ทำให้ตลาดไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีและการแข่งขันเชิงนโยบาย

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่นักลงทุนญี่ปุ่นยังจับตา คือเรื่องคอร์รัปชัน แม้ผลสำรวจไม่ได้ระบุชัดถึงดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยที่ลดลง แต่อยู่ในความกังวลระดับปฏิบัติการ โดย concern ในเรื่องการจ่ายเบี้ยใบ้รายทาง แต่ในภาพรวมความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยของนักลงทุนญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับสูง

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ญี่ปุ่นยังไม่ถอยจากไทย แม้จะกระจายการลงทุนไปยังเวียดนามและอินโดนีเซียมากขึ้นในช่วงหลัง การเมืองที่มีเสถียรภาพและนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุนรอบใหม่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคพลังงานใหม่และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความต่อเนื่องเชิงนโยบายและยกระดับความโปร่งใสได้ ไทยยังมีศักยภาพเป็นฐานลงทุนหลักของญี่ปุ่นในอาเซียนต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...