5 ไพ่กฎหมายของทรัมป์ หากศาลสูงสุดคว่ำมาตรการภาษี
แม้ศาลสูงสุดสหรัฐชี้การใช้กฎหมายฉุกเฉินเก็บภาษีของโทรัมป์ขัดกฎหมาย แต่สงครามภาษีอาจยังไม่จบ เพราะระบบกฎหมายเปิดช่องทางสำรองไว้อีกอย่างน้อย 5 เส้นทาง
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าอนาคตของแกนหลักในแคมเปญภาษีศุลกากรของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังขึ้นอยู่กับการตัดสินของ Supreme Court of the United States ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาว่า ทรัมป์มีอำนาจหรือไม่ในการใช้อำนาจตามกฎหมายฉุกเฉินที่ไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้าง
ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นตัดสินว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต เมื่ออ้างกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 เพื่อรองรับภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ต่อประเทศคู่ค้า รวมถึงภาษีเฉพาะต่อจีน แคนาดา และเม็กซิโก อย่างไรก็ตาม ภาษีเหล่านี้ยังคงมีผลบังคับใช้ระหว่างที่กระบวนการทางกฎหมายดำเนินต่อไป
ประเด็นสำคัญคือ หากศาลสูงสุดวินิจฉัยว่า IEEPA ไม่สามารถใช้เป็นฐานกฎหมายสำหรับการเก็บภาษีศุลกากรได้ นั่นไม่ได้หมายความว่าสงครามภาษีของทรัมป์จะสิ้นสุดลง เพราะระบบกฎหมายการค้าของสหรัฐยังเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารสามารถใช้กฎหมายฉบับอื่นเป็นทางเลือกสำรอง เพียงแต่แต่ละเส้นทางมาพร้อมเงื่อนไข ข้อจำกัด และต้นทุนทางการเมืองที่แตกต่างกัน
ทางเลือกกฎหมาย 5 เส้นทาง หาก IEEPA ใช้ไม่ได้ ไพ่สำรองของทรัมป์ในสงครามภาษี
เส้นทางแรกคือ Section 232 ภายใต้กฎหมาย Trade Expansion Act ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ โดยไม่มีเพดานอัตราภาษีหรือระยะเวลา แต่ต้องเริ่มจากการสอบสวนของกระทรวงพาณิชย์ก่อน มาตรานี้เคยถูกใช้กับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และชิ้นส่วนรถยนต์ จุดแข็งคืออำนาจกว้างและเปิดช่องให้ตั้งกำแพงภาษีในระดับสูงได้ ทว่าออกแบบมาเพื่อใช้กับรายอุตสาหกรรม มากกว่าการเก็บภาษีแบบครอบคลุมทั้งประเทศคู่ค้า
อีกทางหนึ่งคือ Section 201 ภายใต้ Trade Act of 1974 ซึ่งใช้เมื่อการนำเข้าเพิ่มขึ้นจนก่อให้เกิดหรือเสี่ยงก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อผู้ผลิตในประเทศ มาตรานี้ต้องผ่านการสอบสวนของคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐ (ITC) และมีกรอบชัดเจน ทั้งในด้านอัตราภาษีที่เพิ่มได้ไม่เกิน 50% และระยะเวลาที่จำกัด จุดเด่นคือมีกระบวนการรองรับตามกฎหมายค่อนข้างชัดเจน แต่ข้อจำกัดสำคัญคือความยืดหยุ่นต่ำกว่ากรณี IEEPA
เส้นทางที่ทรัมป์คุ้นเคยมากที่สุดคือ Section 301 ซึ่งให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เรียกเก็บภาษีเพื่อตอบโต้ประเทศที่เลือกปฏิบัติทางการค้าหรือฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างประเทศ มาตรานี้ไม่มีเพดานอัตราภาษี และเคยถูกใช้เป็นฐานหลักในการขึ้นภาษีสินค้าจีนครั้งใหญ่ในปี 2561 จุดแข็งคือความยืดหยุ่นสูงและสามารถใช้เป็นเครื่องมือกดดันเชิงยุทธศาสตร์ได้ แต่ก็ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนและเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อน
อีกหนึ่งทางเลือกที่แทบไม่เคยถูกใช้มาก่อนคือ Section 122 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีเก็บภาษีเพื่อแก้ปัญหาดุลการชำระเงินระหว่างประเทศหรือภาวะขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง มาตรานี้สามารถใช้ได้ค่อนข้างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอการสอบสวนจากหน่วยงานอื่น แต่ถูกจำกัดเพดานภาษีไว้ที่ 15% และมีอายุเพียง 150 วัน หากจะขยายเวลาต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
เส้นทางสุดท้ายคือ Section 338 ภายใต้กฎหมาย Smoot-Hawley Tariff Act ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีสูงสุด 50% ต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อการค้าสหรัฐฯ โดยไม่ต้องมีการสอบสวนล่วงหน้า แม้มาตรานี้จะเปิดช่องให้ดำเนินการได้ทันที แต่ไม่เคยถูกใช้จริงมาก่อน และหากนำมาใช้ย่อมมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกท้าทายทางกฎหมาย
ใครคุมอำนาจภาษี ระหว่างสภากับทำเนียบขาว
หัวใจของคดีนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่ภาษีชุดใดชุดหนึ่ง แต่คือคำถามเชิงโครงสร้างว่า ใครควรเป็นผู้ถืออำนาจสูงสุดในการกำหนดภาษีศุลกากร โดยรัฐธรรมนูญสหรัฐระบุชัดว่าอำนาจดังกล่าวเป็นของสภาคองเกรส ทว่าในทางปฏิบัติ สภาได้โอนอำนาจบางส่วนให้ฝ่ายบริหารผ่านกฎหมายหลายฉบับตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
หากศาลสูงสุดตีความว่า IEEPA ใช้ไม่ได้ นั่นเท่ากับส่งสัญญาณจำกัดขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร แต่หากศาลเปิดทางให้ใช้ IEEPA ต่อไป ก็จะเป็นการขยายพลังของทำเนียบขาวในการใช้นโยบายการค้าเชิงฝ่ายเดียวอย่างมีนัยสำคัญ
นัยต่อเศรษฐกิจโลก
ไม่ว่าผลคำตัดสินจะออกมาในทิศทางใด สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ สหรัฐยังมองภาษีศุลกากรเป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ หาก IEEPA ถูกคว่ำ ทรัมป์ยังมีเครื่องมือกฎหมายอื่นรองรับ หาก IEEPA ผ่าน อำนาจฝ่ายบริหารจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ทั้งสองกรณีสะท้อนว่า ยุคของความไม่แน่นอนด้านการค้าโลกยังไม่สิ้นสุด และประเทศคู่ค้าทั่วโลกต้องเตรียมรับมือกับนโยบายสหรัฐ ที่สามารถเปลี่ยนทิศได้รวดเร็วและคาดเดาได้ยาก