โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

5 ไพ่กฎหมายของทรัมป์ หากศาลสูงสุดคว่ำมาตรการภาษี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 ก.พ. เวลา 14.45 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. เวลา 07.45 น.

แม้ศาลสูงสุดสหรัฐชี้การใช้กฎหมายฉุกเฉินเก็บภาษีของโทรัมป์ขัดกฎหมาย แต่สงครามภาษีอาจยังไม่จบ เพราะระบบกฎหมายเปิดช่องทางสำรองไว้อีกอย่างน้อย 5 เส้นทาง

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าอนาคตของแกนหลักในแคมเปญภาษีศุลกากรของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังขึ้นอยู่กับการตัดสินของ Supreme Court of the United States ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาว่า ทรัมป์มีอำนาจหรือไม่ในการใช้อำนาจตามกฎหมายฉุกเฉินที่ไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้าง

ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นตัดสินว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต เมื่ออ้างกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 เพื่อรองรับภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ต่อประเทศคู่ค้า รวมถึงภาษีเฉพาะต่อจีน แคนาดา และเม็กซิโก อย่างไรก็ตาม ภาษีเหล่านี้ยังคงมีผลบังคับใช้ระหว่างที่กระบวนการทางกฎหมายดำเนินต่อไป

ประเด็นสำคัญคือ หากศาลสูงสุดวินิจฉัยว่า IEEPA ไม่สามารถใช้เป็นฐานกฎหมายสำหรับการเก็บภาษีศุลกากรได้ นั่นไม่ได้หมายความว่าสงครามภาษีของทรัมป์จะสิ้นสุดลง เพราะระบบกฎหมายการค้าของสหรัฐยังเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารสามารถใช้กฎหมายฉบับอื่นเป็นทางเลือกสำรอง เพียงแต่แต่ละเส้นทางมาพร้อมเงื่อนไข ข้อจำกัด และต้นทุนทางการเมืองที่แตกต่างกัน

ทางเลือกกฎหมาย 5 เส้นทาง หาก IEEPA ใช้ไม่ได้ ไพ่สำรองของทรัมป์ในสงครามภาษี

เส้นทางแรกคือ Section 232 ภายใต้กฎหมาย Trade Expansion Act ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ โดยไม่มีเพดานอัตราภาษีหรือระยะเวลา แต่ต้องเริ่มจากการสอบสวนของกระทรวงพาณิชย์ก่อน มาตรานี้เคยถูกใช้กับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และชิ้นส่วนรถยนต์ จุดแข็งคืออำนาจกว้างและเปิดช่องให้ตั้งกำแพงภาษีในระดับสูงได้ ทว่าออกแบบมาเพื่อใช้กับรายอุตสาหกรรม มากกว่าการเก็บภาษีแบบครอบคลุมทั้งประเทศคู่ค้า

อีกทางหนึ่งคือ Section 201 ภายใต้ Trade Act of 1974 ซึ่งใช้เมื่อการนำเข้าเพิ่มขึ้นจนก่อให้เกิดหรือเสี่ยงก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อผู้ผลิตในประเทศ มาตรานี้ต้องผ่านการสอบสวนของคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐ (ITC) และมีกรอบชัดเจน ทั้งในด้านอัตราภาษีที่เพิ่มได้ไม่เกิน 50% และระยะเวลาที่จำกัด จุดเด่นคือมีกระบวนการรองรับตามกฎหมายค่อนข้างชัดเจน แต่ข้อจำกัดสำคัญคือความยืดหยุ่นต่ำกว่ากรณี IEEPA

เส้นทางที่ทรัมป์คุ้นเคยมากที่สุดคือ Section 301 ซึ่งให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เรียกเก็บภาษีเพื่อตอบโต้ประเทศที่เลือกปฏิบัติทางการค้าหรือฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างประเทศ มาตรานี้ไม่มีเพดานอัตราภาษี และเคยถูกใช้เป็นฐานหลักในการขึ้นภาษีสินค้าจีนครั้งใหญ่ในปี 2561 จุดแข็งคือความยืดหยุ่นสูงและสามารถใช้เป็นเครื่องมือกดดันเชิงยุทธศาสตร์ได้ แต่ก็ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนและเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อน

อีกหนึ่งทางเลือกที่แทบไม่เคยถูกใช้มาก่อนคือ Section 122 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีเก็บภาษีเพื่อแก้ปัญหาดุลการชำระเงินระหว่างประเทศหรือภาวะขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง มาตรานี้สามารถใช้ได้ค่อนข้างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอการสอบสวนจากหน่วยงานอื่น แต่ถูกจำกัดเพดานภาษีไว้ที่ 15% และมีอายุเพียง 150 วัน หากจะขยายเวลาต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

เส้นทางสุดท้ายคือ Section 338 ภายใต้กฎหมาย Smoot-Hawley Tariff Act ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีสูงสุด 50% ต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อการค้าสหรัฐฯ โดยไม่ต้องมีการสอบสวนล่วงหน้า แม้มาตรานี้จะเปิดช่องให้ดำเนินการได้ทันที แต่ไม่เคยถูกใช้จริงมาก่อน และหากนำมาใช้ย่อมมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกท้าทายทางกฎหมาย

ใครคุมอำนาจภาษี ระหว่างสภากับทำเนียบขาว

หัวใจของคดีนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่ภาษีชุดใดชุดหนึ่ง แต่คือคำถามเชิงโครงสร้างว่า ใครควรเป็นผู้ถืออำนาจสูงสุดในการกำหนดภาษีศุลกากร โดยรัฐธรรมนูญสหรัฐระบุชัดว่าอำนาจดังกล่าวเป็นของสภาคองเกรส ทว่าในทางปฏิบัติ สภาได้โอนอำนาจบางส่วนให้ฝ่ายบริหารผ่านกฎหมายหลายฉบับตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

หากศาลสูงสุดตีความว่า IEEPA ใช้ไม่ได้ นั่นเท่ากับส่งสัญญาณจำกัดขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร แต่หากศาลเปิดทางให้ใช้ IEEPA ต่อไป ก็จะเป็นการขยายพลังของทำเนียบขาวในการใช้นโยบายการค้าเชิงฝ่ายเดียวอย่างมีนัยสำคัญ

นัยต่อเศรษฐกิจโลก

ไม่ว่าผลคำตัดสินจะออกมาในทิศทางใด สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ สหรัฐยังมองภาษีศุลกากรเป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ หาก IEEPA ถูกคว่ำ ทรัมป์ยังมีเครื่องมือกฎหมายอื่นรองรับ หาก IEEPA ผ่าน อำนาจฝ่ายบริหารจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ทั้งสองกรณีสะท้อนว่า ยุคของความไม่แน่นอนด้านการค้าโลกยังไม่สิ้นสุด และประเทศคู่ค้าทั่วโลกต้องเตรียมรับมือกับนโยบายสหรัฐ ที่สามารถเปลี่ยนทิศได้รวดเร็วและคาดเดาได้ยาก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...