แววกังวล ห่วงใย การรุกคืบ ทาง ความคิด ด้าน 'เสรีนิยม'
บทความพิเศษ
แววกังวล ห่วงใย
การรุกคืบ ทาง ความคิด
ด้าน ‘เสรีนิยม’
ทําไม เบนจามิน เอ. บัทสัน จึงให้ความสนใจต่อเรื่องราวของ “นักเรียนนอก” อย่างเป็นพิเศษ เรื่องราวเหล่านี้สัมพันธ์กับคำถามและคำตอบแห่ง “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม” อย่างไร
ที่สำคัญ มิได้สนใจในปัญหาทาง “การเมือง” อย่างเดียว หากแต่ยังสนใจต่อความรู้สึก “ความคิด” จิตใจด้วย
เขาจึงระบุต่อไปว่า ปัญหาพิเศษที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ คือ ปัญหาเรื่องความรัก และการส่งนักเรียนหญิงไปศึกษา พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงให้คำแนะนำนักศึกษาร่วมรุ่นในอังกฤษว่า
ให้แต่งงานกับสาวไทยและทรงเตือนว่า “พวกที่” เลือกแต่งกับสาวอังกฤษนั้นระวังจะเสียใจภายหลัง” (Bangkok Times, 8 เมษายน 1932)
กระนั้น Batson ยังระบุไว้ในเชิงอรรถด้วยว่า
“อย่างไรก็ตาม พระมารดาของ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ นั้นเป็นชาวรัสเซีย พระองค์เองก็มีหม่อมเป็นชาวอังกฤษ”
ทั้งยังได้อ้างข้อมูลที่ปรากฏใน กจช. ร.7 รล.10/9 เสริม
และทรงคัดค้านพระบรมวงศานุวงศ์ที่เป็นผู้หญิงไปศึกษาในต่างประเทศ ยกเว้นจะมีการควบคุมจากทางครอบครัวอย่างเคร่งครัดที่สุด
ในบันทึกฉบับหลังๆ ได้ทรงกล่าวถึงสภาพที่น่าสะเทือนใจของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ของสยาม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเลือกกรณีผู้หญิงสมัยใหม่และอิทธิพลของตะวันตกว่าเป็นตัวการ และได้ทรงวิจารณ์พ่อแม่ที่เล่าเรียนมาจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก
และทรงแสดงความสลดพระทัยที่คนสมัยนี้ช่างสนใจต่อลัทธิปัจเจกชนนิยมจนสนใจแต่เรื่องของตนเองมากขึ้น
ทำให้ความผูกพันต่อครอบครัวมีน้อยลง
Batson สำแดงหลักฐานผ่านเอกสาร กจช. ร.7 รล.10/5 ว่า
จับตา นักเรียนนอก
จับตา นักเรียนสตรี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่า ถ้าบิดามารดายืนยันให้ลูกสาวของเขาไปตามลำพังพระองค์ก็คงต้องพระราชทานพระบรมราชานุญาต
แต่ “อย่างไม่เต็มพระทัย” (เน้นอย่างชัดเจนในฉบับภาษาไทย)
ทรงให้เหตุผลว่า ในต่างประเทศนั้นเชื้อพระวงศ์ที่เป็นหญิงจะมีอิสระมากทางสังคม ซึ่งเมื่อกลับมายังประเทศไทยจะทำเช่นนั้นไม่ได้
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความรักที่อาจเกิดขึ้นได้
ทรงตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีผู้กล่าวหาว่าพระองค์ขัดขวางการเรียนของเชื้อพระวงศ์ที่เป็นหญิงก็ได้
และทรงสรุปว่า
“ความคิดของข้าพเจ้าอาจจะโบราณ แต่ในขณะนี้ข้าพเจ้ายังเปลี่ยนไม่ได้ ดังนั้น จึงได้แต่แสดงความเห็นไปตามความรู้สึกจริงๆ”
บันทึกนี้เกี่ยวข้องกับเชื้อพระวงศ์ที่เป็นหญิงที่อยู่ในระดับหม่อมเจ้า ซึ่งมีอยู่มากหลายพระองค์ในปีท้ายๆ ของสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ขณะเดียวกันได้มีการยก กจช. สบ.2.42/398 มาเป็นรากฐานพร้อมกับแสดงความเห็นข้อเท็จจริงต่อเนื่องว่า ข้อสังเกตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม 1932 นั้น
เป็นการตอบรายงานของ พระองค์เจ้าธานีนิวัต เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา
ในจดหมายเหตุเกี่ยวกับรายงานของระบบลูกขุนในประเทศญี่ปุ่นที่ส่งมาในปี 1928 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า คงจะยังอีกนานกว่าไทยจะพร้อมที่จะใช้ระบบนี้
เพราะคนไทยยังสนใจแต่เรื่องของพรรคพวกและเรื่องส่วนตัวมากกว่า “เรื่องของส่วนรวม” (กจช. ร.7 ต.21/11)
ในปี 1927 หนังสือพิมพ์ “ศรีเชียงใหม่” ของจังหวัดเชียงใหม่ได้อภิปรายถึงสถานภาพของหญิงไทยสมัยใหม่ และได้ให้ความเห็นชอบแม้จะอย่างระมัดระวังก็ตามว่าหญิงไทยควรจะมีเสรีภาพบ้าง
แต่ก็ได้เตือนว่าให้ระวังการให้เสรีภาพจนเกินควรเอาไว้ (11 พฤษภาคม 1927)
การรุกคืบ ความคิด
แตะพรมแดน ศาสนา
Batson เห็นว่า ไม่เพียงแต่ความผูกพันของคนรุ่นหนุ่มสาวกับครอบครัวจะตกต่ำลงเท่านั้น แม้แต่ด้านศาสนาก็ดูจะเสื่อมลงไปด้วย
เขาอ้าง “ตัวอย่าง” จากสื่อหลายสื่อ
ดูตัวอย่างใน Bangkok Times, 27 February 1926; 14 March 1928; 21 August 1928 และ 4 March 1929 โดยอ้างบทความจาก Samaggi Sara
ว่า มีการเรียกร้องให้ฟื้นฟูและปฏิรูปพระพุทธศาสนาบ่อยครั้ง
บทความจาก Samaggi Sara อีกเรื่องคือ “Religion and Huanok” (อ้างถึงใน Bangkok Times ฉบับ 17 November 1930) ไว้ส่วนหนึ่งว่า
“เราพวกยุคใหม่ไม่เป็นพุทธมามกะที่เคร่งนัก…
ชาวไทยยุคใหม่ไม่สนใจศาสนา ใช่ ชาวไทยสมัยใหม่โดยทั่วไปไม่ใช่เฉพาะพวกหัวนอก”
จากนั้นก็อ้างอิงเอกสาร กจช. ร.7 รล.20/184 ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งว่า พระสงฆ์สมัยใหม่ดูจะสนใจเรื่องทางโลกมากเกินไป บางรูป “สนใจแต่จะหาเงินเท่านั้น”
ในข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งเกี่ยวกับกฎระเบียบ ข้อบังคับทางศาสนาพุทธในประเทศลาวซึ่งฝรั่งเศสครองอยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตั้งข้อสังเกตว่า พวกเขาพยายามกีดกันพวกหลักลอยและพวกที่มีความประพฤติไม่เหมาะสมไม่ให้บวชเป็นพระ
และพวกเขาทำได้สำเร็จพระสงฆ์ของพวกเขาเป็นพระที่ดีมาก
“เหมาะที่จะได้รับความเคารพบูชามากกว่าของเรา” (กจช. ร.7 ต.29/12)
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเขียนคำนำให้ “สาสนคุณ” หนังสือพุทธศาสนาสำหรับเยาวชน นิพนธ์โดย ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งว่า
พระสงฆ์สมัยใหม่ดูจะสนใจเรื่องทางโลกมากเกินไป บางรูป “สนใจแต่จะหาเงินเท่านั้น”
ห่วงใย กังวล วิตก
ปมเงื่อน ทางศาสนา
รัฐบาลได้ตีพิมพ์หนังสือทางพุทธศาสนาหลายฉบับ รวมทั้งพระไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์ด้วย ซึ่งพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเพื่อช่วยส่งเสริมการสอนศีลธรรมในโรงเรียน
สยามในฐานะที่ยังเป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทที่ยังเป็นอิสระอยู่แต่เพียงประเทศเดียวในโลกได้ช่วยเหลือและสนับสนุนกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาในประเทศอื่นๆ อย่างมากมาย
นั่นก็เห็นได้จากที่เชิงอรรถอ้างอิงถึงข้อมูลจาก Bangkok Times ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน 1929 ที่ว่า แม้ว่าพระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะเสื่อมโทรมในระยะนี้ แต่ในปี 1929 มีรายงานว่า
พระสงฆ์ในประเทศศรีลังกาได้ขอให้สงฆ์ไทยเดินทางไปสอนวิธีการบวชที่ถูกต้องให้ ณ ประเทศศรีลังกา
อย่างไรก็ตาม ความห่วงใยและการให้ความสนับสนุนต่อศาสนาพุทธไม่ได้ทำให้ศาสนาอื่นต้องกระทบกระเทือนใดๆ ทั้งสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงย้ำถึงนโยบายของสยามตั้งแต่ดั้งเดิมในเรื่องเสรีภาพทางศาสนาเสมอๆ
และในพระราชดำรัสต่อที่ประชุมลูกเสือในเดือนมิถุนายน 1932 ที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งคงจะเป็นพระราชดำรัสครั้งสุดท้ายของพระองค์
ในฐานะองค์พระประมุขในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แววกังวล ห่วงใย การรุกคืบ ทาง ความคิด ด้าน ‘เสรีนิยม’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly