โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"สงครามตะวันออกกลาง" กระทบความมั่นคงพลังงานไทยมากขึ้น ต้องเตรียมรับมือก่อนล่มทั้งระบบ

PPTV HD 36

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 05.14 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 05.03 น.
นักวิชาการ ชี้

สถาบันวิจัยพลังงาน ร่วมกับ สถาบันวิจัยสังคม สถาบันการขนส่ง สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ผลกระทบ ทางรอด และการปรับตัวของพลังงานไทย” ในงานภายใต้วิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์บูรณาการ 9 สถาบันวิจัยหลักแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “ความมั่นคงทางพลังงานไทยภายใต้วิกฤตการณ์โลก : ถอดรหัสความเสี่ยง สู่แผนรับมือของชาติ”

โดยนายเรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล ที่ปรึกษาประจำสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วิกฤตพลังงานที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง

ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความมั่นคงของโลก จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนของปีที่ผ่านมาจากการโจมตีระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งมีสาเหตุรากฐานมาจากความขัดแย้งทางศาสนา การแย่งชิงทรัพยากร และปัญหานิวเคลียร์

ในช่วงแรกนั้นสงครามกินเวลาเพียง 12 วันและราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นไปที่ประมาณ 80 เหรียญสหรัฐก่อนจะปรับตัวลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้สร้างปัญหาต่อห่วงโซ่อุปทาน เมื่อเวลาผ่านไป 8 เดือน สถานการณ์ได้ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบในเดือนมีนาคม โดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมมือกันโจมตี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานขึ้นไปถึง 119 เหรียญสหรัฐภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ และทำให้เกิดปัญหาการสะดุดตัวของอุปทานการขนส่งขึ้นอย่างแท้จริง

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ ได้ประเมินสถานการณ์ว่า อุปทานพลังงานไม่ได้หายไปจากโลก แต่เกิดภาวะชะงักงันของระบบโลจิสติกส์ ในขณะที่ประเทศไทย มีความเสี่ยงสูงมากหากเกิดปัญหาความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากปริมาณก๊าซและน้ำมันของโลกประมาณ 20% ต้องเดินทางผ่านช่องแคบนี้ สำหรับประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90% เพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำมันสำเร็จรูป โดยสัดส่วน 50-60% ของน้ำมันดิบที่นำเข้านั้นเดินทางมาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งของไทยถูกออกแบบมาให้รองรับและเหมาะสมกับลักษณะของน้ำมันดิบจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นหลัก ส่วนก๊าซธรรมชาตินั้น ไทยสามารถผลิตเองได้ 60% และจำเป็นต้องนำเข้าประมาณ 40% โดยมีเพียง 20-30% ของส่วนที่นำเข้าที่เดินทางผ่านตะวันออกกลาง

แนวทางการรับมือและยุทธศาสตร์ทางรอดสำหรับวิกฤตนี้ นายเรืองศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นเพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง นอกจากนี้ยังต้องมีการบริหารจัดการพอร์ตการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวอย่างรัดกุมด้วยการเน้นทำสัญญาระยะยาวเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของราคาในตลาดจร

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการพิจารณาจัดทำคลังสำรองปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ โดยอาจประยุกต์ใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ท้ายที่สุดคือการยกระดับการปฏิบัติงานของภาครัฐให้เกิดขึ้นจริง โดยต้องเร่งแก้ไขปัญหาความทับซ้อนในการทำงานระหว่างกระทรวงต่างๆ เพื่อให้การสั่งการเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งของเราถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับลักษณะของน้ำมันดิบจากพื้นที่นั้นเป็นหลัก นั่นหมายความว่าความเสี่ยงด้านพลังงานของไทยกว่าครึ่งหนึ่งผูกติดอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ โอกาสที่เราจะเผชิญปัญหาอุปทานสะดุดจึงมีสูงถึง 50% หากเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น"

ด้านนายบวร ทรัพย์สิงห์ ผู้อำนวยการศูนย์ Social Innovation สถาบันวิจัยสังคม ได้ขยายภาพถึงผลกระทบในมิติทางสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักจะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกและฟื้นตัวได้ช้าที่สุดเมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน

แรงงานกลุ่มนี้เผชิญกับความไม่มั่นคงทางการจ้างงาน ทั้งในด้านรายได้ ชั่วโมงการทำงานที่ไม่แน่นอน และขาดความคุ้มครองทางสวัสดิการ กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือแรงงานที่ต้องใช้พลังงานเป็นต้นทุนหลักในการประกอบอาชีพโดยตรง ได้แก่ ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่มีจำนวนรวมประมาณ 8 แสนคน ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างที่มีประมาณ 1-4 แสนคน และกลุ่มไรเดอร์ส่งอาหารที่มีจำนวนตั้งแต่ 3 แสนไปจนถึง 1 ล้านคน รวมถึงกลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่ต้องใช้ก๊าซหุงต้มในการประกอบอาหารอีกกว่า 4 แสนคน เมื่อเกิดวิกฤตราคาพลังงานแพง แรงงานเหล่านี้มีความเปราะบางสูงเนื่องจากไม่สามารถปรับขึ้นค่าบริการหรือค่าโดยสารได้ตามกลไกตลาดเสรี เพราะมีข้อจำกัดจากการควบคุมของหน่วยงานรัฐอย่าง กรมการขนส่งทางบกและข้อกำหนดด้านราคาของแพลตฟอร์มต้นสังกัด

ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าไรเดอร์หนึ่งคนจำเป็นต้องใช้น้ำมันถึง 3-4 ลิตรต่อวันในการขับขี่ระยะทาง 80-160 กิโลเมตร ทำให้ภาระต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับข้อเสนอแนะในการรับมือนั้น ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการจัดสรรพลังงานให้กับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและกลุ่มที่มีความจำเป็นทางสังคม เช่น รถพยาบาลและรถตำรวจเป็นลำดับแรก ควบคู่ไปกับการตรึงราคาอาหารผ่านการช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยเพื่อป้องกันไม่ให้ค่าครองชีพของประชาชนพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่เจ้าของแพลตฟอร์มควรมีบทบาทในการสนับสนุนให้แรงงานรวมกลุ่มเพื่อเจรจาและสะท้อนปัญหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างตรงจุด

"ในวิกฤตเช่นนี้ สิ่งสำคัญคือประชาชนจะต้องยอมรับความจริงและปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ เราไม่สามารถเป็นเพียงผู้เรียกร้องจากรัฐบาลได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมด้วยการช่วยกันประหยัดพลังงานหรือลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ในขณะเดียวกัน ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าของแพลตฟอร์มต่างๆ ก็จำเป็นต้องรับฟังเสียงสะท้อนจากคนทำงานและแรงงานนอกระบบ จะเป็นการหาทางออกและเยียวยาผลกระทบได้อย่างตรงจุดที่สุด"

ขณะที่นางสาวอรณิชา อนุชิตชาญชัย นักวิจัยชำนาญการ สถาบันการขนส่ง ได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แยกไม่ออกระหว่างระบบขนส่งและพลังงาน โดยระบุว่า ภาคคมนาคมขนส่งถือเป็นภาคส่วนที่บริโภคพลังงานสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายทั้งหมด

ในสัดส่วนดังกล่าวเป็นการบริโภคพลังงานสำหรับการขนส่งทางถนนสูงถึง 80% ซึ่งพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยหลัก แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีการตื่นตัวเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า แต่ในความเป็นจริงสัดส่วนการใช้งานยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับระบบภาพรวม เช่น รถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีมากกว่า 8 หมื่นคน แต่มีการเปลี่ยนมาใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไม่ถึง 200 คัน ในแต่ละวันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันปริมาณมหาศาลสูงถึง 150 ล้านลิตร ซึ่งเทียบเท่ากับการนำรถบรรทุกของเหลวขนาด 2 หมื่นลิตรจำนวน 7,500 คันมาจอดเรียงต่อกันเป็นระยะทางยาวถึง 75 กิโลเมตร หรือเทียบเท่ากับปริมาตรน้ำในสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิกถึง 60 สระ

สาเหตุที่ระบบขนส่งของไทยมีความเปราะบางมากเป็นเพราะต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง ทำให้เมื่อเกิดวิกฤตระดับโลกและประชาชนเกิดความตื่นตระหนกจนแห่ไปกักตุนน้ำมัน จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนและกระทบต่อต้นทุนระบบโลจิสติกส์ในภาพรวมทันที ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่เพียงกระทบแค่ค่าเดินทาง แต่ยังลุกลามไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากเม็ดพลาสติก ทำให้สินค้าอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอาจต้องพิจารณาลดกำลังการผลิตลง

การปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้สามารถเริ่มต้นได้จากการลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น เช่น การประยุกต์ใช้มาตรการทำงานจากที่บ้าน รวมถึงการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด โดยรัฐควรเข้ามามีบทบาทในการช่วยอุดหนุนส่วนต่างราคาเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ประกอบอาชีพรับจ้างสามารถเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ท้ายที่สุดคือความจำเป็นในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้ครอบคลุมและเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เพื่อลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล

"ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชีวิตของระบบขนส่งไทยกำลังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ มันเหมือนกับเราเอาชีวิตไปฝากไว้กับเพื่อนที่มีความผันผวนสูงและอารมณ์แปรปรวนตลอดเวลาตามสถานการณ์โลก เมื่อพลังงานโลกเกิดความไม่แน่นอน ระบบขนส่งของเราจึงกลายเป็นจุดที่เปราะบางที่สุดและพร้อมจะส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังต้นทุนการใช้ชีวิตของทุกคนในทันที"

ขณะเดียวกัน นางสาวแทนวรรณ โตโพธิ์กลาง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ได้อธิบายถึงกระบวนการทำงานและการเตรียมความพร้อมของภาครัฐว่า การบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วนจากทั้งภาคประชาชนและเอกชน เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างแม่นยำและรวดเร็ว กระทรวงพลังงานได้นำบทเรียนจากวิกฤตราคาพลังงานในช่วงปี 2564-2566 มาปรับปรุงการทำงาน

ซึ่งในอดีตรัฐเคยใช้มาตรการเปลี่ยนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเหลวไปเป็นทางเลือกอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่า จนสามารถประหยัดงบประมาณของประเทศไปได้นับแสนล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงยังได้ดำเนินการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง โดยแบบจำลองสถานการณ์ล่าสุดได้ครอบคลุมไปถึงความขัดแย้งที่รุนแรงจนส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งการซักซ้อมดังกล่าวทำให้กระทรวงสามารถเตรียมมาตรการรับมือไว้ได้ล่วงหน้าถึง 63 มาตรการ เมื่อเกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดขึ้นจริง กระทรวงพลังงานมีความพร้อมในการเปิดศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ด้านพลังงานเพื่อรวบรวมข้อมูลและสั่งการได้อย่างทันท่วงที เช่น การประกาศระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง การดำเนินการตรึงราคาน้ำมันดีเซล และการขอความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน

สำหรับทิศทางในระยะยาว ภาครัฐกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนที่นำทางสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อมุ่งเน้นพลังงานสะอาดและการพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลวผ่านการทำสัญญาระยะยาวจากแหล่งอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนนโยบายที่แม่นยำยังคงต้องการข้อมูลสนับสนุนเชิงวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำมาประกอบการออกแบบนโยบายการจัดสรรเงินอุดหนุนที่คุ้มค่าที่สุด ในขณะเดียวกันภาคประชาชนก็สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาได้ทันทีด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับข้อมูลความต้องการใช้ไฟฟ้ารายวันของประเทศ

"ภาครัฐไม่สามารถคิดแทนประชาชนหรือภาคเอกชนได้โดยเด็ดขาด การตัดสินใจกำหนดนโยบายหรือมาตรการอุดหนุนใดๆ จะต้องวางรากฐานอยู่บนตัวเลขและข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำ เราต้องการการสนับสนุนจากภาควิชาการอย่างมาก แม้รัฐจะมีอำนาจในการจัดการเรื่องภาษีและกฎหมาย แต่การจะคำนวณว่าควรใช้เงินอุดหนุนระยะสั้นเท่าใดจึงจะเกิดความคุ้มค่าและสมดุลที่สุดนั้น ต้องอาศัยฉากทัศน์และการวิเคราะห์ตัวเลขที่ชัดเจน เพื่อให้การรับมือวิกฤตเกิดประสิทธิภาพสูงสุด"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิเคราะห์ ชี้ อิหร่าน ใช้โดรนป่วนช่องแคบฮอร์มุซได้อีกหลายเดือน

ค่าเงินบาท สัปดาห์นี้อ่อนค่า ท่ามกลางความตึงเครียดตะวันออกกลาง กดดันราคาน้ำมัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "สงครามตะวันออกกลาง" กระทบความมั่นคงพลังงานไทยมากขึ้น ต้องเตรียมรับมือก่อนล่มทั้งระบบ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...