“อิหร่าน” ส่งสัญญาณพร้อมหยุดยิง หากสหรัฐ-อิสราเอลรับประกันไม่โจมตีอีกในอนาคต
"อิหร่าน" ใช้ช่องทางการทูตลับผ่านประเทศในยุโรปและตะวันออกกลาง เสนอเงื่อนไขหยุดยิงโดยต้องการหลักประกันจากสหรัฐและอิสราเอลว่าจะไม่โจมตีอีกในอนาคต ขณะที่การสู้รบยังดำเนินต่อเนื่อง
วันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 14.40 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แหล่งข่าวหลายรายเปิดเผยว่า อิหร่านได้ส่งสัญญาณผ่านคนกลางในภูมิภาคว่า หากต้องการให้เกิดการหยุดยิง สหรัฐต้องให้คำรับประกันว่า ทั้งสหรัฐและอิสราเอลจะไม่โจมตีอิหร่านอีกในอนาคต
แหล่งข่าวระบุว่าอิหร่านกังวลเป็นพิเศษว่าอิสราเอลอาจกลับมาโจมตีอีกครั้งหลังสงครามปัจจุบันสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐพร้อมจะให้คำมั่นดังกล่าวหรือไม่ รวมถึงจะสามารถกดดันให้อิสราเอลให้คำรับประกันแบบเดียวกันได้หรือไม่
ทั้งนี้การติดต่อผ่านช่องทางลับเหล่านี้กำลังดำเนินการโดยประเทศในยุโรปและตะวันออกกลางซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง
ด้านMasoud Pezeshkian ประธานาธิบดีอิหร่าน ระบุเมื่อวันพุธว่าหนทางเดียวที่จะยุติสงครามคือการ ยอมรับสิทธิที่ชอบธรรมของอิหร่าน การจ่ายค่าชดเชย และการรับประกันจากนานาชาติว่าจะไม่มีการโจมตีในอนาคต พร้อมเผยว่าได้ส่งสารดังกล่าวไปยังผู้นำของรัสเซียและปากีสถานแล้ว
ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวให้ความเห็นว่าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านยังคงดำเนินต่อไป โดยอ้างคำกล่าวของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าผู้นำคนใหม่ของอิหร่านอาจต้องการเปิดการเจรจาในที่สุด
สงครามระหว่างสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะลดระดับความรุนแรงลง แม้ทรัมป์จะกล่าวว่าสงครามอาจยุติได้ในไม่ช้า เนื่องจากศักยภาพทางทหารของอิหร่านถูกทำลายอย่างหนัก แต่ทั้งสามฝ่ายยังคงประกาศพร้อมสู้รบต่อไปอีกหลายสัปดาห์
ในช่วงที่ผ่านมา อิหร่านยังคงยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีไปยังอิสราเอล รวมถึงประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เช่น Saudi Arabia, United Arab Emirates, Qatar และ Bahrain ขณะเดียวกัน การโจมตีเรือพาณิชย์ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานราว หนึ่งในห้าของโลก เกิดความปั่นป่วนและส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก
นอกจากนี้ซาอุดีอาระเบียยังเพิ่มความพยายามในการติดต่อกับอิหร่านโดยตรงเพื่อพยายามควบคุมสถานการณ์ ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียอื่น ๆ ซึ่งเศรษฐกิจและตลาดการเงินได้รับผลกระทบจากสงคราม ก็กำลังพยายามเปิดการสื่อสารทั้งกับอิหร่านและสหรัฐเช่นกัน
ในอีกด้านหนึ่ง Haitham bin Tariq สุลต่านแห่งโอมาน ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีอิหร่านเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้น โดยประณามการโจมตีของอิหร่านต่อโอมาน หลังโดรนโจมตีถังเก็บเชื้อเพลิงที่ท่าเรือซาลาลาห์ทางตอนใต้ของประเทศ
แม้ในช่วงแรกสหรัฐและอิสราเอลจะส่งสัญญาณว่าต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่าน แต่หลังจากการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด Ali Khamenei ในช่วงต้นของสงคราม อิหร่านยังคงรักษาศักยภาพทางทหารไว้ได้ และได้แต่งตั้ง Mojtaba Khamenei บุตรชายสายแข็งของคาเมเนอีขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ ต่อมาทั้งสหรัฐและอิสราเอลได้ส่งสัญญาณว่า อาจยอมรับเป้าหมายที่จำกัดมากกว่าการโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน เช่น การทำลายโครงการขีปนาวุธและกองทัพเรือของอิหร่าน
อ้างอิง : bloomberg.com