ทรัมป์ ประกาศ “ชนะสงครามแล้ว” แต่อิหร่านตอบโต้ทันที โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้อิรัก
อิหร่านยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง หลัง ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐ “ชนะสงครามแล้ว” พร้อมเตือนราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งแตะ 200 ดอลลาร์
วันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 10.15 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อิหร่านได้ยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการขนส่งในตะวันออกกลาง โดยมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันสองลำถูกโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้ในน่านน้ำอิรัก ขณะที่ผู้นำทางทหารของอิหร่านเตือนว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อตอบโต้คำกล่าวของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าสหรัฐได้ชนะสงครามแล้ว
สงครามซึ่งเริ่มต้นเมื่อเกือบสองสัปดาห์ก่อนจากการโจมตีทางอากาศร่วมกันของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 2,000 คน และสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานและระบบขนส่งทั่วโลก ความขัดแย้งยังลุกลามไปทั่วภูมิภาคและทำให้หลายประเทศเตรียมระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ เพื่อลดแรงกระแทกจากวิกฤตราคาน้ำมันที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970
กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เปิดเผยว่า มีเด็กมากกว่า 1,100 คนเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ จากความรุนแรงของสงครามครั้งนี้
ระหว่างการปราศรัยในรัฐเคนทักกี ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐได้ชนะสงครามแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องดำเนินการต่อจนกว่าจะจบภารกิจอย่างสมบูรณ์
ด้านตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันซึ่งพุ่งขึ้นเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนจะลดลงมาใกล้ 90 ดอลลาร์ ได้ปรับตัวขึ้นอีกเกือบ 5% ในวันพุธ และยังคงเพิ่มขึ้นต่อในการซื้อขายในเอเชีย ท่ามกลางความกังวลใหม่เกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทาน ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลง และตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวตามทิศทางเดียวกัน
โฆษกกองบัญชาการทหารของอิหร่าน กล่าวเตือนว่าโลกควรเตรียมรับมือราคาน้ำมันที่อาจพุ่งขึ้นถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลโดยระบุว่า เสถียรภาพของราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับความมั่นคงของภูมิภาค ซึ่งสหรัฐเป็นฝ่ายทำให้เกิดความไม่มั่นคง
เจ้าหน้าที่ท่าเรือและบริษัทด้านความปลอดภัยทางทะเลเปิดเผยว่า เรือเร็วติดวัตถุระเบิดของอิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกเชื้อเพลิงสองลำในน่านน้ำอิรัก ทำให้เกิดเพลิงไหม้และมีลูกเรือเสียชีวิตหนึ่งราย หลังจากก่อนหน้านี้มีเรือพาณิชย์อย่างน้อยสามลำถูกโจมตีด้วยอาวุธในอ่าวเปอร์เซีย
นักวิเคราะห์ มองว่า การโจมตีครั้งนี้อาจเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อการประกาศของ สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ที่เสนอให้ระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล เพื่อควบคุมราคาน้ำมัน ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงตลาดพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวว่า การตัดสินใจของ IEA จะช่วยลดราคาน้ำมันได้อย่างมาก ขณะที่ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐ คริส ไรต์ ระบุว่า สหรัฐจะเริ่มระบายน้ำมันจาก คลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) จำนวน 172 ล้านบาร์เรล ตั้งแต่สัปดาห์หน้า
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าเรือจะสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่มีน้ำมันประมาณ หนึ่งในห้าของอุปทานโลก ผ่านเส้นทางนี้
โฆษกกองทัพอิหร่าน ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่านอย่างสมบูรณ์ ขณะที่กลุ่มประเทศ G7 ได้แก่ สหรัฐ แคนาดา ญี่ปุ่น อิตาลี อังกฤษ เยอรมนี และฝรั่งเศส กำลังพิจารณามาตรการจัดกองเรือคุ้มกันเพื่อให้เรือพาณิชย์สามารถเดินเรือในอ่าวเปอร์เซียได้
ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐได้ทำลายเรือรบของอิหร่านไปแล้ว 58 ลำ และอิหร่านกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวระบุว่าอิหร่านได้วาง ทุ่นระเบิดจำนวนหนึ่งในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อน
ขณะเดียวกัน สำนักข่าว ABC รายงานว่า FBI ได้เตือนถึงความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจใช้โดรนโจมตีชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐ แต่ทรัมป์กล่าวว่าเขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามดังกล่าว
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยังเตือนว่าอิหร่านและกลุ่มติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรอาจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของสหรัฐในอิรัก รวมถึงสถานที่ที่ชาวอเมริกันใช้บริการ
เจ้าหน้าที่สหรัฐและอิสราเอล ระบุว่า เป้าหมายของปฏิบัติการทางทหารคือการยุติความสามารถของอิหร่านในการขยายอิทธิพลทางทหารในภูมิภาค และทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดย กองทัพอิสราเอล ระบุว่า ยังมีเป้าหมายทางทหารอีกจำนวนมากที่ต้องโจมตี รวมถึงฐานขีปนาวุธและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์
ในขณะที่ราคาน้ำมันและราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเด็นด้านพลังงานจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของสงครามครั้งนี้
อ้างอิง : www.reuters.com