โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิดรายละเอียด นโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ที่จะแถลงต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย.นี้

MATICHON ONLINE

อัพเดต 06 เม.ย. เวลา 06.21 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. เวลา 14.49 น.

เปิดรายละเอียด คำแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 แถลงต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย.นี้

จากกรณีที่รัฐบาลนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะต้องแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ โดยขณะนี้ร่างนโยบายดังกล่าว นายอนุทิน ได้ร่างนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีจำนวน 19 หน้ากระดาษ มีรายละเอียด ดังนี้

คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันXXX ที่ XX เดือนเมษายน 2569

ตามที่ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้กระผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2569 และแต่งตั้งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2569 นั้น บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินที่ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีความสอดคล้องกับหมวด 5 หน้าที่ของรัฐและหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) เรียบร้อยแล้ว

คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและพี่น้องประชาชนให้ทราบถึงหลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยรัฐบาลภายใต้การนำของกระผมจะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลของกระผมได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การจัดทำมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหากรณีข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาและการปกป้องอธิปไตยของประเทศ การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติดอย่างเข้มข้น การสร้างความปลอดภัยและ การสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว การแก้ปัญหาคอขวดเพื่อกระตุ้น

การลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเร่งเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่ ที่มีศักยภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร การยกเลิกมูลค่าขั้นต่ำและเก็บอากรสินค้านำเข้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศ การผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ การประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน ปี พ.ศ. ๒๕๙๓ (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เร็วขึ้น รวมทั้งการจัดทำประชามติรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง โดยรัฐบาลสามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ติดหล่มให้กลับมาขยายตัวสูงขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว

อย่างไรก็ดี ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงอันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ทำให้การผลิต การขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติของโลกอยู่ในภาวะชะงักงัน ปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลง สวนทางกับความต้องการ ทำให้เกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงและราคาพลังงานโดยมีแนวโน้มที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศและการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และสถานการณ์นี้ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและในทิศทางใด ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับพี่น้องคนไทยผ่านกลไกของรัฐที่มีอยู่ภายใต้อำนาจและหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการ อาทิ การยกระดับบริการกงสุลเพื่อคุ้มครองดูแลคนไทยในต่างประเทศ การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของประเทศ การบริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่สำคัญทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งโดยเฉพาะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนผูกพันกับราคาพลังงาน อาทิ ปุ๋ยเคมี สารเคมีอุตสาหกรรม และวัตถุดิบปิโตรเคมี เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องแบกภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของประเทศ การบริหารสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดปริมาณ การนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าและวัสดุเหลือใช้ ทางการเกษตร ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย รวมทั้งการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานภาครัฐ

เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว รัฐบาลจะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชนโดยบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณและจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากภัยต่างๆ ให้กับ พี่น้องคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยรัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางเพื่อบรรเทาผลกระทบจาก การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำรงชีพและการประกอบอาชีพ การหารือร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนการนำเข้า-ส่งออก เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจหรืออุตสาหกรรมในประเทศที่ได้ผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการพลิกวิกฤติของโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในประเทศและการเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อเพิ่มตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ซึ่งจะช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศในการเป็น“ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก” ขณะเดียวกันรัฐบาลจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ และจะดำเนินการปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

นอกจากภารกิจในการบริหารสถานการณ์เฉพาะหน้าข้างต้นแล้ว จากการประเมินความท้าทายและฉากทัศน์การพัฒนาในระยะต่อไป ประเทศไทยในวันนี้อยู่ในจุดที่กำลังเผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยที่ภัยส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจจากวิกฤตหนี้ครัวเรือน ข้อจำกัดของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและผลิตภาพโดยรวมที่ถดถอย ภัยด้านสังคม จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ อัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำ ปัญหายาเสพติด ความไม่เข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ความเหลื่อมล้ำในสังคม ข้อจำกัดของทุนมนุษย์และระบบสวัสดิการ ภัยด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง และ ภัยด้านความมั่นคง จากการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ระเบียบโลกเดิมที่เคยเกื้อหนุนความมีเสถียรภาพ ด้านความมั่นคงและการค้าเสรี กำลังเปลี่ยนผ่านสู่บริบทใหม่ที่มีความไม่แน่นอนและเต็มไปด้วย ความท้าทาย อาทิ การเก็บภาษีนำเข้าและดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อประโยชน์ของประเทศตน การขัดแย้งด้วยอาวุธ การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ

การเข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในวาระนี้ รัฐบาลจะมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่และขั้วอำนาจของโลกที่ยังไม่มี ความแน่นอนได้อย่างยืดหยุ่นและสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อนำความกินดีอยู่ดีให้คนไทยทุกคน ควบคู่กับการสร้างอนาคตของคนไทยด้วยการเพิ่มศักยภาพคนไทยให้มีความรู้ ความสามารถและมีทักษะที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและสามารถปรับตัวตอบสนองกับสถานการณ์และความเสี่ยงที่ยากจะคาดการณ์ได้

รัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น“ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)”เพื่อสร้างความเข้าใจในภารกิจและทำงานบนเป้าหมายและตัวชี้วัดเดียวกัน โดยยึดความกินดีอยู่ดีของประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก และรัฐบาลจะทำหน้าที่รวมพลังภาคเอกชนและประชาชน เพื่อปลุกพลังในสังคมไทยให้เข้มแข็ง สร้างบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีโลกอย่าง มีเกียรติภูมิ ปกป้องอธิปไตยและส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติ พร้อมทั้งปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการทำงานโดยเฉพาะการให้บริการของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล (Government Digital Transformation) ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องคนไทย ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ

1. สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงวัย วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs โดย

1.1 เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้ โดยการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและเป็นองค์รวม ยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง มีฐานข้อมูลที่ครอบคลุม เข้าถึงและเชื่อถือได้ในทุกประเภทของสถาบันการเงิน บริษัทบริหารสินทรัพย์และสหกรณ์ เพื่อลดปัญหาหนี้สินของคนไทยและช่วยให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการหารายได้และลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ SMEs และดำเนินมาตรการเพื่อลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในการดำเนินชีวิตประจำวัน อาทิ ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าพลังงาน รวมถึง เร่งพัฒนาเชื่อมโยงระบบข้อมูลรายบุคคลของคนไทยตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต เพื่อให้ภาครัฐสามารถออกแบบและจัดสวัสดิการแบบรวมศูนย์ คุ้มครองสิทธิของคนไทยทุกกลุ่มอย่างเป็นระบบ ดำเนินมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละกลุ่มได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

1.2 สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตาม ความต้องการของแต่ละกลุ่ม อาทิ การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสควบคู่กับการพัฒนา ยกระดับทักษะที่จำเป็นและทักษะแห่งอนาคต อาทิ ทักษะความรู้ความเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy) ทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การสร้างระบบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ลูกหนี้ที่มีวินัยในการชำระหนี้สม่ำเสมอ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้กับคนไทยทุกกลุ่ม เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจูงใจ ให้ผู้ประกอบการมีส่วนในการสนับสนุนให้ลูกจ้างหรือพนักงานมีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะใหม่และ เพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อการยกระดับผลิตภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์

1.3 ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบเพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการภาครัฐต่าง ๆ โดยเฉพาะสินเชื่อ ทางการเงินบนต้นทุนที่เหมาะสม ปรับกฎหมายระเบียบและขั้นตอนอนุมัติอนุญาตทำการค้าการลงทุนให้สะดวก โปร่งใส สร้างโอกาสในการหารายได้และลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs อาทิ การให้แต้มต่อกับผู้ประกอบการ SMEs ที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand) ใน การจัดซื้อจัดจ้างและบริการของภาครัฐ การจูงใจให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีส่วนร่วมดูแลและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อขยายตลาดและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ อาทิ ระบบบัญชีออนไลน์ฟรี ระบบประเมินภาระภาษีฟรี ระบบใบกำกับภาษีออนไลน์ (E-invoice) ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์(E-receipt) ระบบการเงินธุรกิจ (PromptBiz)

1.4 ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ โดยกระจายอำนาจการคลังให้ท้องถิ่นตามความพร้อม ผลักดันกฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอนและส่งเสริมให้เกิดภาษีใหม่และค่าธรรมเนียมรวมทั้งเครื่องมือที่จะสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นในการวางแผนและการพัฒนาท้องถิ่น ส่งเสริมการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงนำเทคโนโลยีและงานวิจัยที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์มีคุณภาพและมาตรฐานมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาด สร้างงาน สร้างอาชีพที่มีค่าตอบแทนเหมาะสมและมีสวัสดิการที่มั่นคงในท้องถิ่น

2.ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ อาทิ ดิจิทัลและ AI หุ่นยนต์ (Robotic) เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์และสุขภาพ โดย

2.1 ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บูรณาการข้อมูล และพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วน ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการสนับสนุนให้คนไทยสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะ AI ในทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศในทุกๆ มิติทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการให้บริการของภาครัฐ

2.2 ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศที่มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทของไทยเพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ และสนับสนุนธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่มีการใช้ชิ้นส่วนวัตถุดิบและแรงงานในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมถึงส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน

2.3 ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน โดยพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ นวัตกรรมและการแก้ปัญหาของประเทศ สนับสนุนเทคโนโลยีของไทยในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐหรือ การลงทุนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายในประเทศ และลดการพึ่งพาเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่างประเทศ พร้อมทั้งวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้พึ่งพาเทคโนโลยีสู่ผู้สร้างและผู้ร่วมกำหนดทิศทางเทคโนโลยีในภูมิภาค อาทิ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิจัยหรือทดสอบเทคโนโลยีระดับสูงโดยเริ่มต้นจากอุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบ อาทิ เกษตร อาหาร ยาและเวชภัณฑ์จากธรรมชาติ อุตสาหกรรมชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์ การจูงใจให้รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมของประเทศ การสร้างระบบนิเวศที่จะทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ในทุกระดับ อาทิ พัฒนาตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของธุรกิจนวัตกรรม จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) บ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมรายใหม่(Start-up) ที่มีศักยภาพให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการเตรียม ความพร้อมและกำลังคนสำหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

2.4 เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมวายุภักษ์ เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์และรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในขณะเดียวกันยังช่วยให้เกิดการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสาธารณะ สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ รวมถึงช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์และส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนไทยโดยไม่เป็นภาระงบประมาณหรือภาระภาษีให้แก่ประชาชน

2.5 ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนที่หลากหลายให้กับภาคธุรกิจทุกขนาด ดึงดูด จูงใจผู้ประกอบการ นักลงทุนในและต่างประเทศ สนับสนุนการออมและการเข้าถึงโอกาสต่างๆ ในตลาดเงินตลาดทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินของคนไทยทุกคนผ่านการลงทุนที่มีผลตอบแทนในระยะยาว อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการผลักดันการแก้กฎหมายและปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มศักยภาพให้สามารถส่งเสริม การลงทุนขนาดใหญ่โดยเฉพาะการลงทุนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ยกระดับกลไกการกำกับดูแล มีระบบบริหารจัดการเชื่อมโยงข้อมูลและการให้ความยินยอม เพื่อให้ เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล

3.ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” โดย

3.1สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยโดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลของประเทศ การกำหนดกลไกควบคุมการส่งสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศเพื่อส่งออกโดยไม่มีการสร้างมูลเพิ่มให้ประเทศ อาทิ การปรับกลไกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มงวดและโปร่งใส การผลักดันให้สินค้า บริการ ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของผู้ประกอบการ SMEs เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ ขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการจัดการปัญหานอมินีที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกิจ ในประเทศไทยอย่างไม่ตรงไปตรงมาเพื่อลดผลกระทบกับผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs และการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย ลงโทษผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง

3.2 ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย ด้วยรูปแบบต่างๆ อาทิ การให้สินค้าและบริการไทยเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าในการจัดซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ของภาครัฐจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง การปรับปรุงโครงสร้างภาษีและดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย อาทิ การให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand First) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการไทย

3.3 บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า โดยแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคเพื่อให้สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง เปลี่ยนคู่ค้าเป็นพันธมิตรทางการค้า ยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิมและดำเนินการเชิงรุกในการเปิดตลาดใหม่ ขยายกรอบมูลค่าธุรกิจโดยการเจรจาเพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าให้กับสินค้าและบริการของไทยกับประเทศพันธมิตร เน้นการกระจายตลาดลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศหลักและสร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกรายย่อยโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs

3.4 ส่งเสริมการค้าภาคบริการโดยพัฒนาความสามารถของผู้บริการไทยในสาขาการศึกษา สุขภาพ ดิจิทัลและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้และจัดทำกรอบข้อตกลงด้านการค้าภาคบริการกับประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้างการค้าของประเทศที่มีความหลากหลายและมีภูมิคุ้มกันจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น

4.ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่“เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน”ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน โดย

4.1 สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ศักยภาพของดินและแหล่งน้ำในพื้นที่ พัฒนาการทำการเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนการทำการเกษตร รวมถึงช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยืดหยุ่น ควบคู่กับ การสร้างองค์ความรู้และเทคนิคการเกษตรสมัยใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทานให้แก่เกษตรกรผ่านโครงการดอกเบี้ยคนละครึ่งสำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพัฒนายกระดับทักษะการใช้แม่ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

4.2 พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เชื่อมโยงการผลิตสินค้าเกษตรกับอุตสาหกรรมแปรรูปโดยใช้ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศเป็นตัวกำหนดทิศทาง เพื่อให้ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์ปริมาณน้ำและสภาพอากาศในระดับตำบล พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรที่ไม่สร้างภาระและต้นทุนให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบต่อคุณภาพสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน การปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพ เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน อาทิ การพัฒนาเมล็ดพันธุ ต้นพันธุ์ ปุ๋ยคุณภาพสูงโดยสนับสนุนให้ภาคเกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในด้านปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะปุ๋ย เพื่อลด การพึ่งพาการนำเข้าและสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนให้แก่เกษตรกรตลอดจนดำเนินการจัดการที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงในสิทธิที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม ดำเนินการตรวจสอบและ จัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน

4.3 สร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืนโดยส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่ใช้ผลิตภัณฑ์เกษตรในพื้นที่ พัฒนากลไกที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตไปจำหน่ายในราคาที่เหมาะสมกับสภาวะตลาด อาทิ การยกระดับสหกรณ์การเกษตรสู่การเป็นองค์กรธุรกิจสมัยใหม่ที่มีธรรมาภิบาล เพื่อทำหน้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่การผลิตและร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาช่องทางการตลาด เพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่กลุ่มเกษตรกร รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ปรับปรุงรูปแบบเกษตรพันธะสัญญา (Contract Farming) ที่มีความเป็นธรรมระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ พัฒนาระบบโลจิสติกส์ ภาคการเกษตรให้มีประสิทธิภาพและอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ สร้างความมั่นคงด้านปริมาณและคุณภาพสินค้าเกษตร ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านอาหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดโลก

5. ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง” โดย

5.1 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ โดยออกกฎหมายเพื่อนำภารกิจด้านการท่องเที่ยวเป็นภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมอัตลักษณ์และความหลากหลายทางภาษาที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม และยกระดับบทบาทของวัฒนธรรมไทยในเวทีระหว่างประเทศผ่านขับเคลื่อนการทูตทางวัฒนธรรม เชิงรุก (Cultural Diplomacy) เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการและพัฒนา การท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากความหลากหลายและมั่งคั่ง ทางวัฒนธรรมของประเทศ อันจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

5.2 พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand) โดยนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สร้างความประทับใจ ความทรงจำที่ดีงาม และความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยี่ยมเยือนประเทศไทยซ้ำเสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง โดยเริ่มต้นจากการต่อยอดกับธุรกิจและบริการในสาขาที่ประเทศมีความได้เปรียบ อาทิ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปะวัฒนธรรม วิถีไทยที่คำนึงถึงความยั่งยืน ควบคู่กับการเชื่อมโยงสินค้าและบริการไทยผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยวผนวกสินค้าและบริการไทย อาทิ ผลไม้ อาหาร และสปาให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ท่องเที่ยวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการแปรรูปไปจนถึงธุรกิจชุมชน ทำให้เกิดกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสู่ท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

5.3 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อมในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริม การพัฒนาสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการจัดนิทรรศการ การประชุมและกิจกรรมสันทนาการระดับนานาชาติ อาทิ คอนเสิร์ต กีฬา ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ให้พร้อมรองรับการพักระยะยาวของคนต่างชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการรูปแบบการทำงานและใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) โดยเฉพาะ กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวกับดิจิทัลที่มีรายได้สูง (Digital Nomad)

5.4 สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุน การยกระดับเมืองน่าเที่ยว ผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางและส่งเสริมให้ภาคเอกชนและชุมชนท้องถิ่นร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อมโยงกับสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน และกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน

5.5 ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จัดให้มีระบบประกันภัย ประกันชีวิต ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับระบบให้บริการสาธารณสุขของประเทศ พัฒนาระบบตรวจสอบและรับรองสถานที่ท่องเที่ยวและบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีมาตรฐานตามหลักสากล รวมทั้งปรับปรุงการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพและสร้างความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยวทุกรูปแบบ

ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

6. เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศที่ดำเนินไปในทุกมิติ ครอบคลุมทุกทิศทางและไปให้ไกลกว่าประเทศไทย (Beyond Thailand) เพื่อแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลกอย่างสร้างสรรค์ ยึดมั่นในระบอบพหุภาคีโดยเฉพาะกรอบสหประชาชาติ หลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการและค่านิยมสากล เพื่อให้ไทยมีบทบาทในการนำอาเซียนรับมือกับความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี พ.ศ. 2571

7.เสริมสร้างเสถียรภาพ โดยยึดผลประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้งและรักษาปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วอำนาจในบริบทโลกหลายขั้ว กระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ ขนาดกลางและพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อสร้างทางเลือกและเพิ่มความยืดหยุ่นในการถ่วงดุลระหว่างขั้วอำนาจต่าง ๆ

8. ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเร่งผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. ๒๕๗๑ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและบริการของประเทศสู่ระดับสากล และขับเคลื่อน การทูตวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก รวมทั้งการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และความนิยมไทย

9.ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค โดย

9.1 ป้องกัน เฝ้าระวังและจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจาก ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักรโดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์ และสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาระบบที่สามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล การสร้างกำแพงชายแดนเพื่อจัดการภัยรุกรานแบบเบ็ดเสร็จไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนส่งสินค้า ยาเสพติด แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์การลักลอบเผาป่า การลักลอบทำเหมือง และกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมีบทบาทสร้างสรรค์ในการส่งเสริมเสถียรภาพในภูมิภาค

9.2 มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้

10.สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญกรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ ยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน โดย

10.1 บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น ไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมายรวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬาและสันทนาการ รวมทั้ง จะดำเนินการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพนัน เพื่อควบคุมและลดการอนุญาต การเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด

10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ละเว้นหรือปล่อยปละละเลยให้มียาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบต้องรับโทษ ทั้งทางวินัยร้ายแรงและอาญา โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน

10.3 ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติทุกรูปแบบรวมถึงการฟอกเงินและทุนเทา

11.พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้ มีความพร้อม เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต การจัดหาและปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งจากผู้ผลิตภายในประเทศและภายนอกประเทศจะต้องเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของคนไทย เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศและ สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศ

12.พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร รัฐบาลจะดำเนินโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนนายสิบ ควบคู่กับการจัดทำระบบพัฒนาทักษะตามความสนใจและความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้การรับราชการทหารเป็นเส้นทางการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนและเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว เสริมศักยภาพอาสารักษาดินแดนทั้งการฝึกทักษะและการประสานงานร่วมกับกองทัพ โดยเฉพาะกำลังที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ด้านสังคม

13.เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดย

13.1 พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยมีโอกาสได้เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลาและเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค ให้ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนากลุ่มคนที่มีศักยภาพสูงเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู ใช้ผลการประเมินประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนของครูเป็นหลักในการปรับเพิ่มวิทยฐานะ ให้อิสระในการบริหารจัดการเรียนรู้แก่สถานศึกษาได้ตามความพร้อมของสถานศึกษาและความถนัดของผู้เรียน รวมถึงสร้างเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

13.2 ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับการแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและ การฝึกอบรม โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้และทักษะแห่งอนาคต อาทิ AI และ Robotic พัฒนาระบบเชื่อมโยงการรับรองผลจากการเรียนรู้ทั้งใน-นอกห้องเรียนและระบบออนไลน์-ออฟไลน์ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ระบบธนาคารหน่วยกิต ระบบการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพหรือทักษะที่สามารถใช้ในการทำงานได้อย่างแท้จริงพร้อมทั้งขยายโอกาสการพัฒนาทักษะผ่านเครือข่ายสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงจูงใจให้ผู้ประกอบการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงวัย คนพิการ เด็กและเยาวชน ผู้ที่หลุดออกจากระบบ เพื่อลดข้อจำกัดแรงงานในระบบและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

13.3 พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย ส่งเสริมคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนให้เข้าถึงกีฬาในระดับต่างๆ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพทางกาย และจิตใจที่ดีซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล มีวินัยและเคารพในกติกา สนับสนุน การใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนานักกีฬา สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาศูนย์ฝึกกีฬาและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงส่งเสริมการจัดการแข่งขันกีฬาในระดับสากลเพื่อยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ ควบคู่กับ การปรับระบบการบริหารจัดการองค์กรกีฬา ระบบสวัสดิการและสวัสดิภาพของนักกีฬาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อจูงใจให้คนไทยมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการก้าวสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับคนไทยและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

14.พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดย

14.1 ปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลและเชื่อมโยงข้อมูลคนไทย สิทธิการรักษาพยาบาล และประวัติการรักษาพยาบาลเข้าด้วยกันภายใต้การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่เคร่งครัด เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม อีกทั้งยังช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผนการจัดบริการระบบสาธารณสุขจากข้อมูลที่มีได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างความสมดุลระหว่างการรักษาสุขภาพเชิงป้องกันและการรักษาพยาบาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้จ่ายเงินงบประมาณในภาพรวม

14.2 ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และยกระดับความโปร่งใสใน การบริหารจัดการเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบประกันสังคม พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบ การประกันตนให้สามารถจูงใจให้นายจ้างและแรงงานนอกระบบเข้าในระบบประกันสังคม

14.3 ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้า การใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ อาทิ การแพทย์ทางไกล ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแพทย์แผนไทย การวิจัยและเทคโนโลยีทางการแพทย์ อาทิ ชีววัตถุ และเครื่องมือแพทย์ รวมถึงสนับสนุนให้มีการลงทุนผลิตยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ในประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตยา อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ภายในประเทศ

15. สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย โดย

15.1 พัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางสังคมผ่านกลไกที่เป็นรูปธรรม

15.2 สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัยเพื่อให้ผู้สูงอายุและประชากรทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตนเองได้และมีส่วนร่วมในสังคม พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) เพื่อผู้สูงวัยและโดยผู้สูงวัย อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยในการดำรงชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ การส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือกิจการเพื่อรองรับสังคมสูงวัย การส่งเสริมการสร้างรายได้ การออมและการใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุ การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้

15.3 จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่ และดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิงในชุมชนเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวสามารถประกอบอาชีพได้ พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอเพื่อให้ผู้เสพสามารถเข้ารับการบำบัดรักษา ซึ่งจะช่วยคืนคนดีกลับสู่สังคม โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนและส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

16. บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล เร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติและกักเก็บน้ำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้ทั้งภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมมีน้ำใช้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ควบคู่กับการยกระดับการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความรับผิดชอบที่ชัดเจนและบูรณาการการทำงานร่วมกัน มีความยืดหยุ่นใน การบริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนเร่งพัฒนาระบบการแจ้งเตือนภัยและบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีเอกภาพบนฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสามารถให้การช่วยเหลือ/เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงทีและ มีประสิทธิภาพ

17.พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือนเพื่อสร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ โดยออกแบบกลไกการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ มีความยั่งยืนทางการคลังและสามารถให้ความคุ้มครองและเยียวยาผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม เมื่อเกิดภัยพิบัติ รวมทั้งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของครัวเรือนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาพรวม

18. ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. ๒๕๙๓ (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดย

18.1 พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการเพาะปลูกที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และส่งเสริมการทำเกษตรที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ (Zoning by Agri-map) โดยสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อต้นทุนต่ำสำหรับ การปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ผลผลิตมีความสม่ำเสมอทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ การกำจัดเศษวัสดุทางการเกษตรที่มีต้นทุนต่ำ และการพัฒนาอุตสาหกรรมถ่านชีวภาพ (Biochar) เพื่อการส่งออก

18.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้รองรับสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน (Direct PPA) สนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน/ชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาพรวมของประเทศและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคการขนส่งและอุตสาหกรรม

18.3 ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการขนส่งที่จัดซื้อรถสมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำทดแทน การผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศที่มีคุณภาพและราคาถูก การพัฒนาระบบขนส่งทางราง ทางน้ำและระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองที่มีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่งที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ

18.4 จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว อาทิ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … จัดทำระบบฐานข้อมูลเพื่อรองรับการให้สินเชื่อทางการเงินสีเขียวเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินต้นทุนต่ำ จัดทำระบบการตรวจวัดและประเมินปริมาณการปล่อย การลดและการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตของไทยในตลาดสากลได้ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการหารายได้จากคาร์บอนเครดิตให้กับชุมชนและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

18.5 เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก โดยการฟื้นฟูและขยายพื้นที่สีเขียวทั้งในส่วนของพื้นที่ป่าต้นน้ำ พื้นที่ป่าชายเลน พื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่นันทนาการในเขตเมืองผ่านกลไกการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาชน

19.การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล เร่งจัดสรรที่ดินทำกินควบคู่กับการสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ชุมชน เพื่อลดการบุกรุกและรักษาพื้นที่ป่า จัดทำผังเมืองที่สนับสนุนการใช้ประโยชน์ที่ดินตามศักยภาพและทรัพยากรในพื้นที่ และบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

20.ราชการทันใจ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่“ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐ ปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน ๑๘๐ วัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การดำรงชีวิตและการประกอบธุรกิจ ลดต้นทุนและภาระแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ อันจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวม และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี

21.การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานให้ชัดเจน ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ให้เหลือบทบาท “ผู้ควบคุม”เพียงเท่าที่จำเป็น ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ Work from Anywhere เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เร่งรัดให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลดิจิทัลควบคู่กับปรับระบบประเมินผลที่มุ่งเน้นผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นหลัก รวมถึงเป็นการประเมินที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตลอดจนดำเนินการลดรายจ่ายของภาครัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง อาทิ การลงทุนในสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น การศึกษาดูงานต่างประเทศ

22.การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

22.1 ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายลำดับรองที่กำหนดกระบวนงานและขั้นตอนต่าง ๆ จำนวนกว่าเจ็ดพันฉบับ ซึ่งสร้างภาระงบประมาณและภาระแก่ประชาชน โดยจะลดกระบวนงานและขั้นตอนที่ไม่จำเป็นให้ได้มากที่สุดและสามารถให้บริการแก่ประชาชนด้วยดิจิทัลมากที่สุด ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็นอันเป็นบ่อเกิดของการทุจริตคอร์รัปชันด้วย

22.2 เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น อาทิ กฎหมายเลื่อยโซ่ยนต์ กฎหมายควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง กฎหมายความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค

22.3 ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่ อาทิ กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการค้าทางดิจิทัล กฎหมายว่าด้วยโรงแรมเพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน การแก้ไขหรือออกกฎหมายหรือมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐจัดเก็บข้อมูลที่มีโครงสร้างและสามารถอ่านได้ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (Machine Readable) และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันเพื่อให้สามารถใช้ AIวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อยกระดับการบริหารงานภาครัฐภายใต้การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ที่เคร่งครัด ปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลสามารถทำหน้าที่สนับสนุน การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจัดทำกฎหมายเพื่อนำภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสังคมกลับเข้าเข้าสู่งบประมาณแผ่นดินเพื่อรักษาวินัยทางการเงินการคลัง

22.4 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้พัสดุหรือบริการที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล ไม่คำนึงถึงราคาต่ำสุดอย่างเดียว และสนับสนุนการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การจ้างงานและการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ เพิ่มมาตรการจัดการกับคู่สัญญาของภาครัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งส่งเสริมการใช้วัสดุครุภัณฑ์ที่เอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมในประเทศ ตลอดจนแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD

22.5 การเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น รัฐบาลจะกำหนดให้หน่วยงานของรัฐผู้เสนอกฎหมายใหม่ต้องจัดทำรายงานประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากกฎหมายใหม่อย่างจริงจังว่าจะนำไปสู่การทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นและมีส่วนช่วยเพิ่มความสามารถใน การแข่งขันของผู้ประกอบการและประเทศในภาพรวม คุ้มค่า รวมถึงได้สัดส่วนกับงบประมาณ ที่ต้องใช้ในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ตลอดจนต้องจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องที่ครอบคลุม เพื่อให้กฎหมายที่ตราขึ้นจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเพียงเท่าที่จำเป็นและไม่เป็นภาระแก่คนดีที่จะปฏิบัติตามกฎหมายอีกต่อไป

22.6 กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาทบทวน ปรับปรุง และเสนอร่างกฎหมาย ในกรณีร่างกฎหมายว่าด้วยการเงินที่มีการรับฟังความคิดเห็นในหลักการและ ร่างกฎหมายครบถ้วนแล้ว รัฐบาลมีนโยบายที่จะเสนอผลการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับหลักการต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน 60 วัน

23.แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยกำหนดมาตรการ ทางจริยธรรมและประพฤติมิชอบเพื่อให้ปลอดจากการทุจริต ปฏิรูประบบกระบวนการอนุมัติ อนุญาต ให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดขั้นตอนและดุลพินิจที่ไม่จำเป็น รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลสาธารณะให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของ OECD บูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐ เชื่อมข้อมูลขนาดใหญ่และใช้ AI เป็นเครื่องมือตรวจจับและประมวลผล เพื่อลดโอกาสและความเสี่ยงของการเกิดทุจริต ตลอดจนกำกับ ติดตาม และเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยมีตัวชี้วัดที่ระดับดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยให้ปรับตัวดีขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 162 โดยจะผลักดันการพัฒนาตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ในช่วงเวลาของการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง อาทิ การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ การคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิในสังคม การจัดสรรคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” ซึ่งจะช่วยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการยกเครื่องประเทศให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และมีคุณภาพ เพื่อนำความก้าวหน้ามาสู่ประเทศ นำความกินดีอยู่ดีให้คนไทยทุกคนได้ตามเป้าหมาย โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

1.ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เร่งสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ลงทุนเพื่ออนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ตลอดจนพัฒนากฎหมายระเบียบ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

2.ด้านการผลิต การค้าและบริการ เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิต ภาคเกษตร เกษตรแปรรูป พัฒนาและเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ และผลักดัน SMEs ให้เติบโตและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าระดับประเทศ รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

3.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี พ.ศ. ๒๕๙๓ (ค.ศ. 2050) เพื่อให้กับคนไทยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถแข่งขันภายใต้กติกาใหม่ของโลก

4.ด้านสังคมและสวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน และสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางการคลังและการคุ้มครองทางสังคม

5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ยกระดับสถานะและบทบาทไทยในเวทีโลก รักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพในบริบทโลกหลายขั้ว และเสริมความมั่นคงภายใน–ชายแดน–กองทัพ ให้พร้อมรับภัยคุกคามสมัยใหม่
รัฐบาลจะมอบหมายผู้รับผิดชอบหลักในแต่ละกลุ่มยุทธศาสตร์ ทำหน้าที่กำหนด

ทิศทางและขับเคลื่อนการดำเนินงาน กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันกำหนดผลลัพธ์หลักที่สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่มี ความท้าทายและวัดผลได้อย่างชัดเจน และรัฐบาลจะดำเนินการติดตามความก้าวหน้าเพื่อวิเคราะห์และแก้ไขอุปสรรคเชิงระบบ เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมายและรายงานความก้าวหน้าต่อพี่น้องประชาชนอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลจะดำเนินการโดยยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้งภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังและการเสริมสร้างเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจโดยการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ อาทิ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก และจะใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดด้วยความรอบคอบ กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้เกิด การบริหารสินทรัพย์ของภาครัฐให้มีความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน และลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว

ท้ายที่สุดนี้ กระผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนว่าความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย โดยรัฐบาลพร้อมที่จะเติมเต็มและทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนและนำพาประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาที่เต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและ เป็นพลังขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศในระยะยาว

กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทย ตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย

ขอบคุณครับ

อ่านข่าว : เปิดคำแถลงนโยบายรัฐบาล อนุทิน 2 ชู 5 นโยบายหลักขับเคลื่อนประเทศ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดรายละเอียด นโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ที่จะแถลงต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย.นี้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...