โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

โครงสร้างก๊าซใหม่ดันต้นทุนอุตฯพุ่ง 46% ส่อกระทบค่าไฟ-แข่งขันถดถอย

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงต้นทุนภาคอุตสาหกรรมปี 2569 ว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนราคาก๊าซจากมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน

โดยกพช.นัดดังกล่าวมีมติปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ แยกราคาก๊าซตามลักษณะการใช้งาน และมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.2569 ส่งผลให้มีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซเป็นรูปแบบ Energy Pool Price ตามลักษณะผู้ใช้ก๊าซ ประกอบด้วย

  • ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้า ภาคขนส่ง (NGV) และภาคอุตสาหกรรม จะใช้ราคา Pool Price ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของก๊าซจาก 3 แหล่ง ได้แก่ อ่าวไทย เมียนมา และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า

  • ราคาก๊าซธรรมชาติที่เข้าและออกจากโรงแยกก๊าซ รวมถึงก๊าซที่ใช้ผลิตก๊าซหุงต้ม (LPG) ใช้ต้นทุนเท่ากับราคาเฉลี่ยของก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย

ทั้งนี้ ราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ที่เข้าโรงแยกก๊าซจะมีราคาสูงกว่าราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่นำมาคำนวณใน Pool Price อยู่ที่ 10% ซึ่งโรงแยกก๊าซธรรมชาติเป็นผู้รับภาระส่วนต่างราคา และเปิดโอกาสให้ทบทวนโครงสร้างราคาได้ หากสถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติเปลี่ยนแปลงหรือมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ

โครงสร้างก๊าซใหม่ดันต้นทุนอุตฯพุ่ง 46% ส่อกระทบค่าไฟ-แข่งขันถดถอย

โครงสร้างราคาก๊าซแบบใหม่ส่งผลให้กลุ่มผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมทั่วไป แบกรับต้นทุนสูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยส่วนต่าง 91 บาท/MMBTU คิดเป็นสัดส่วน 46% ที่สูงกว่าราคาก๊าซของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

สำหรับราคาที่แตกต่างดังกล่าวอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและค่าไฟฟ้าในภาพรวม โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะสงครามจะยิ่งทำให้ส่วนต่างราคาเพิ่มมากขึ้นไปอีก ค่าไฟฟ้าจะแพงมากขึ้นกระทบประชาชนและกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังคงใช้ราคาก๊าซที่อ่าวไทยจึงไม่ได้มีส่วนร่วมรับภาระราคาก๊าซที่สูงขึ้น ดังนี้

  • กลุ่มผลิตไฟฟ้า กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป และกลุ่ม NGV ใช้ก๊าซที่ราคา 287 บาท/MMBTU

  • กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ก๊าซที่ราคา 196 บาท/MMBTU ซึ่งเป็นราคาจากก๊าซอ่าวไทย

แหล่งข่าวกล่าวต่อไปอีกว่า แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากโครงสร้างราคาก๊าซจาก Single Pool Price ที่ใช้ระหว่างปี 2567-2568 ซึ่งกำหนดให้กลุ่มผลิตไฟฟ้า กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป กลุ่ม NGV และกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ก๊าซที่ราคาเท่ากันที่ 282 บาท/MMBTU

แหล่งข่าวจากวุฒิสภา ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้มีการหารือถึงผลกระทบจากโครงสร้างราคาก๊าซ โดยคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหาราคาค่าไฟฟ้า คณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา ได้ประชุมวันที่ 16 มีนาคม 2569 เพื่อพิจารณาศึกษาและติดตามการปรับใช้โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติตามมติ กพช.วันที่ 28 พฤศจิกายน 2569

ซึ่งในการหารือดังกล่าวได้ตรวจสอบหลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติทุกภาคส่วน โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมทั่วไปและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อสอบถามข้อมูลการปรับโครงสร้างราคาก๊าซที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างราคาครั้งนี้

การประชุมครั้งดังกล่าวมีการเสนอความเห็นเปรียบเทียบโครงสร้างราคาก๊าซที่บังคับใช้ปี 2559 ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไปและกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า รับต้นทุนสูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยมีส่วนต่าง 91 บาท/MMBTU คิดเป็น 46% สูงกว่าราคาก๊าซของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

อย่างไรก็ดี มีข้อเสนอให้คงการใช้โครงสร้าง Single Pool Price ที่ใช้อยู่ในปี 2567-2568 ต่อไปที่ทุกกลุ่มใช้ก๊าซที่ราคาเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงภาระที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมต่อต้นทุนก๊าซสำหรับอุตสาหกรรมทั่วไปและก๊าซสำหรับการผลิตไฟฟ้าที่เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ

โครงสร้างก๊าซใหม่ดันต้นทุนอุตฯพุ่ง 46% ส่อกระทบค่าไฟ-แข่งขันถดถอย

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ส่งผลให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วไปมีความกังวลต่อราคาก๊าซที่สูงขึ้น โดยได้มีการประเมินผลกระทบเสนอสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ดังนี้

  • ต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นจากการกำหนดโครงสร้างราคาใหม่ทำให้ต้นทุนก๊าซสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปสูงขึ้น เพราะต้องแบกรับสัดส่วน LNG นำเข้าที่มีราคาสูงกว่าและผันผวนมากกว่า
  • ต้นทุนไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้นทำให้ศักยภาพการแข่งขันลดลง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านพยายามตรึงราคาพลังงานเพื่อดึงดูดการลงทุน
  • ความเสี่ยงต่อการย้ายฐานการการผลิตจากนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วไปที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้
  • การสร้างมูลค่าเพิ่มจาก Wet Gas ไม่ควรเกิดขึ้นจากการแลกกับต้นทุนภาคอุตสาหกรรมทั่วไปที่สูงขึ้น ซึ่งควรตั้งราคาก๊าซให้เป็นราคาเดียวกัน (Single Pool Gas) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วไปต้องการให้รัฐบาลคงหลักการ Single Pool Gas ที่ใช้ราคาแก๊ซจากทุกแหล่งมาถัวเฉลี่ยกัน ประกอบด้วย อ่าวไทย เมียนมา และ LPG นำเข้า เพื่อให้ต้นทุนเฉลี่ยต่ำที่สุดสำหรับค่าไฟฟ้าประชาชนและภาคอุตสาหกรรม

กลุ่มอุตสาหกรรม ส.อ.ท.ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก กลุ่มอุตสาหกรรมหลังคาและอุปกรณ์ กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม กลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เนื่องจากทั้ง 7 กลุ่มใช้ก๊าซในกระบวนการผลิต จึงกังวลผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลกระทบต่อเนื่องถึงค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...