โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประธานศาลรธน.ชี้ ศาล–สื่อต้องเข้าใจกัน ย้ำศาลมีข้อจำกัด ชวนสร้าง พลเมืองตื่นรู้

The Better

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 07.28 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 07.26 น. • THE BETTER
ประธานศาลรัฐธรรมนูญชี้บทบาทศาลมีข้อจำกัด ต้องมีคำร้องจึงพิจารณาได้ พร้อมหนุนประชาชนตื่นรู้ทางการเมือง และเรียกร้องสื่อเข้าใจการทำงานของศาลในยุคเปลี่ยนผ่าน

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้จัดพิธีปิดโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน ประจำปี 2569 ณ โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ โดย ศ.ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้กล่าวบรรยายถึงบทบาท ทิศทาง และความท้าทายของศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า สื่อและศาลต้องปรับตัวเข้าหากันและเข้าใจธรรมชาติของกันและกัน โดยไม่อยากให้เกิดการโทษกัน ปัจจุบันสภาพของสื่อมวลชนเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมากด้วยปัจจัยด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม

ศ.ดร. นครินทร์ ชี้แจงถึงข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญว่า ศาลมีอำนาจมากในบางเรื่อง แต่ไม่ได้เป็นผู้บริหารที่มีงบประมาณในมือกว่า 3 ล้านล้านบาทเศษเช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรี เนื่องจากศาลมีงบประมาณเพียงราว 300 ล้านบาท

นอกจากนี้ ศาลจะมีอำนาจพิจารณาได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ยื่นเรื่องเข้ามาเป็นคดีเท่านั้น ปัญหาความไม่พอใจทางการเมืองบางเรื่อง หากไม่เข้าองค์ประกอบและไม่เป็นคดี ศาลก็ไม่สามารถตัดสินได้ การที่ศาลไม่ได้ดำเนินการใดๆ ไม่ใช่ว่าศาลไม่รู้สึกเดือดร้อน แต่เป็นเพราะไม่มีคดียื่นเข้ามา หากสังคมมีข้อสงสัยถึงมาตรฐานการลงโทษบุคคลต่างๆ จำต้องพิจารณาจากคำร้องที่ยื่นเข้ามาว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ และมีองค์ประกอบคดีอย่างไร

ประธานศาลรัฐธรรมนูญเน้นย้ำว่า ระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ต้องการพลเมืองที่รู้เท่าทันทางการเมือง ชาญฉลาด และกล้าหาญ (Active Citizen) พลเมืองต้องรู้วิธีเขียนคำร้องให้เข้าองค์ประกอบคดีและต้องกล้าแสดงตัว ไม่ใช่การเขียนบัตรสนเท่ห์

ศ.ดร. นครินทร์ ยังได้เปรียบเทียบการทำหน้าที่ของตุลาการกับการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยว่า เมื่ออยู่ศาล การตัดสินต้องมีเพียงถูกกับผิดตามหลักกฎหมายเท่านั้น ไม่มีทางเลือกกลางๆ เหมือนการตัดเกรด A, B และ C แต่ศาลต้องออกผลลัพธ์เป็น A หรือ F (ออกหัวหรือออกก้อย) พร้อมระบุว่าตนเองต้องควบคุมการพูดให้เหมาะสม โดยบางครั้งหากพูดเกินเลยก็จะมีเพื่อนร่วมงานผู้อาวุโสคอยตักเตือน

ส่วนความคาดหวังที่จะให้ศาลมีโฆษกนั้นยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากยังไม่มีบุคคลใดมีความกล้าพอที่จะมาทำหน้าที่ และเชื่อว่าแม้จะมีโฆษก สื่อก็อาจไม่ไปสัมภาษณ์อยู่ดี ขณะเดียวกัน การให้ตุลาการไปแถลงชี้แจงคำตัดสินเองก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควร โดยมองว่าหน้าที่การอธิบายคำตัดสินเป็นของสื่อมวลชน

นอกจากนี้ ศาลยินดีรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยจากนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชมหรือตักเตือนเมื่อเกิดความผิดพลาด แต่ขอให้กระทำด้วยความสุภาพ เนื่องจากมีกฎหมายว่าด้วยการละเมิดอำนาจศาลบังคับใช้อยู่ โดยศาลเคยเชิญอาจารย์มหาวิทยาลัย 1 ท่านมาพูดคุยทำความเข้าใจในประเด็นนี้จนเป็นที่เข้าใจตรงกันมาแล้ว

ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้เปรียบเทียบตุลาการกับบุคลากรทางการแพทย์ โดยระบุว่าอาจารย์แพทย์มี 2 ประเภท คือ ศาสตราจารย์แพทย์ที่สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว และศาสตราจารย์คลินิกที่ทำการผ่าตัดเป็นประจำแต่ไม่ชอบสอนหนังสือ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัด มักจะเชื่อมั่นในฝีมือของศาสตราจารย์คลินิกมากกว่า

เช่นเดียวกับตุลาการที่ไม่ใช่อาจารย์สอนหนังสือ แต่เป็นผู้ปฏิบัติงานจริงทุกวัน ทำให้รู้ขั้นตอนและวิธีพิจารณาความอย่างดี แตกต่างจากนักวิชาการบางท่านที่อาจสอนหนังสือเก่ง เข้าใจภาพรวมการแพทย์ แต่ขาดความเข้าใจในภาคปฏิบัติ หรืออาจมีความเข้าใจที่ล้าสมัยไปแล้ว

ในช่วงท้าย ศ.ดร. นครินทร์ยังยอมรับถึงช่วงเวลาที่ความเป็นศาลรัฐธรรมนูญตกต่ำที่สุดตลอดการก่อตั้งมา 28 ปี ซึ่งระบุว่าช่วงปี 2540 จากความผิดพลาดในการนับคะแนนลงมติคดีวินิจฉัยการยื่นทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร หรือที่รู้จักในชื่อคดี 4:4:7 ซึ่งมีการรวมมติผิดพลาดในการพิจารณา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...