โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เจาะลึก “ซีเอ็ด” พลิกธุรกิจหนังสือสู่ Content & IP มัดใจนักอ่าน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ทิศทางของอุตสาหกรรมหนังสือไทยในภาพรวมกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ จากธุรกิจจำหน่ายหนังสือแบบดั้งเดิม (Printed Business) เริ่มก้าวไปสู่ธุรกิจคอนเทนต์และทรัพย์สินทางปัญญา (Content & IP หรือ Intellectual Property Business) ที่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าของเนื้อหา” มากขึ้น โดยสำนักพิมพ์ผู้ผลิตหนังสือต้องปรับตัวและมองหา Base Content สามารถนำไปต่อยอดได้หลากหลายรูปแบบ

แม้มีแรงกดดันหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง จนส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้อ่าน แต่อุตสาหกรรมหนังสือก็ไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอย และยังคงถูกขับเคลื่อนโดยผู้อ่าน 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มเด็ก, กลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ และกลุ่มผู้ใหญ่ ทั้ง 3 กลุ่ม มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงคุณภาพของการใช้จ่ายที่มีนัยสำคัญ

นอกจาก Non-fiction ในเชิงคอนเทนต์ “นิยาย” (Fiction) ยังเป็นดาวเด่นของตลาด โดยเฉพาะแนวสืบสวนสอบสวน ฆาตกรรม และ Psychological Thriller ที่เติบโตต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

ปัจจัยสำคัญมาจากอิทธิพลของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่สร้าง พฤติกรรมการเสพเรื่องเล่าแบบต่อเนื่อง หรือ Serialized Storytelling ส่งผลให้ผู้อ่านหันกลับมาหาประสบการณ์ในรูปแบบหนังสือ ขณะเดียวกัน นิยายแนวโรแมนติกและวายก็ยังคงรักษาฐานตลาดได้ดี แม้จะเผชิญการแข่งขันจากแนวใหม่ เช่น ยูริ หรือการผสมผสานแนวแฟนตาซี–เอเชีย

เทรนด์สำคัญที่กำลังมาแรงคือ การขยายอิทธิพลของคอนเทนต์เอเชีย โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะนิยาย แต่ครอบคลุมถึงมังงะ ไลท์โนเวล และหนังสือเชิงวัฒนธรรม ส่งผลให้สำนักพิมพ์ไทยต้องเร่งปรับพอร์ต ทั้งในด้านลิขสิทธิ์หนังสือแปล และการพัฒนานักเขียนไทยให้สามารถแข่งขันในเชิงสไตล์และโครงเรื่องได้

นายรุ่งกาล กล่าวว่า ช่องทางจำหน่ายหนังสือปัจจุบันพบว่า “Omnichannel Strategy” หรือ กลยุทธ์การขายและการตลาดที่เชื่อมโยงทุกช่องทาง (ทั้งออนไลน์ เช่น เว็บไซต์, โซเชียลมีเดีย, แอปฯ และออฟไลน์ เช่น หน้าร้าน) กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของธุรกิจ สัดส่วนยอดขายออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5-7 ปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมซื้อผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลสูง ขณะที่หน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะ “Experience Space” สำหรับกลุ่มเด็กและครอบครัว

ทั้งนี้ ซีเอ็ด (SE-ED) ได้วางแผนเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว เดินหน้าสู่การเป็น “Content Ecosystem” อย่างเต็มรูปแบบ ที่เน้นการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา จากหนังสือไปสู่สินค้าและบริการอื่น เช่น สินค้าลิขสิทธิ์ (Merchandising), ของสะสม, เกม, อีเวนต์, เวิร์กช็อป และคอมมูนิตี้ผู้อ่าน ซึ่งช่วยเพิ่ม Lifetime Value ของลูกค้า และลดการพึ่งพารายได้จากการขายหนังสือเพียงอย่างเดียว

พร้อมกันนี้ ยังปรับแนวทางการตลาดจาก “Mass Advertising” ไปสู่ “Community-driven Marketing” โดยใช้กิจกรรม การสร้างพื้นที่ให้ผู้อ่านมีส่วนร่วม และการใช้ Influencer ในการสื่อสาร เพื่อสร้าง Engagement ระยะยาวแทนการเร่งยอดขายระยะสั้น ขณะเดียวกัน ก็มีความท้าทายสำคัญคือ “ต้นทุนการผลิต” ที่เริ่มปรับเพิ่มขึ้นราว 10-15% จากราคากระดาษและค่าพิมพ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้การบริหาร Inventory และการวางแผนจำนวนพิมพ์ต้องมีความแม่นยำมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยง ด้านสต็อกคงค้าง

“จากมูลค่าตลาดหนังสือในประเทศไทย 1.5-2 หมื่นล้านบาท SE-ED ถือว่าติด Top 3 ของผู้ผลิตหนังสือรายใหญ่ แม้รายได้ในปี 2568 จะหดตัวลงประมาณ 3-5% จากภาวะเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่าในปี 2569 ซึ่งมีสัญญาณที่ดีจะเติบโตขึ้นได้อย่างแน่นอน ด้วยการเป็นร้านหนังสือที่มีจำนวนสาขามากที่สุดและมีพื้นที่ครอบคลุมมากที่สุดในประเทศไทยกว่า 171-172 สาขา

มีหนังสือครอบคลุมทุกหมวดหมู่ตั้งแต่นิตยสารวิชาการ, ข้อสอบ, Digital content, e-library ไปจนถึงตำราเรียนในโรงเรียน สัดส่วนของรายได้ในกลุ่มนี้มีอยู่มากถึง 40% และมีแน้วโน้มเติบโตเฉลี่ย 5-10% ต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาผลประกอบการในส่วนนี้ไม่เคยตกลงเลย”

ทั้งนี้ ไซเคิลของการอ่านหนังสือในรอบปีก็จะมีความสัมพันธ์กับตลาด แบ่งเป็นช่วงมกราคม - กุมภาพันธ์ (ฤดูกาลสอบ) เป็นช่วงที่หนังสือประเภทคู่มือและตำราเรียนได้รับความนิยมสูงมาก เนื่องจากเป็นช่วงที่เด็กนักเรียนในทุกระดับชั้นเตรียมตัวสอบ, ช่วงปลายมีนาคม - พฤษภาคม (ปิดเทอมและงานหนังสือ) เป็นช่วงที่มีงานสัปดาห์หนังสือในช่วงปลายเดือนมีนาคม

สำนักพิมพ์ต่าง ๆ จะออกหนังสือใหม่มาจำนวนมากทำให้บรรยากาศคึกคักในเดือนเมษายนช่วงปิดเทอม พฤติกรรมการอ่านจะเปลี่ยนไปเป็นหนังสืออ่านเล่นหรือนิยาย (Fiction) รวมถึงหนังสือเด็กและสินค้ากิจกรรม (Activity Product) สำหรับครอบครัว

ไตรมาสที่ 2 ของทุกปี คือช่วงที่ธุรกิจหนังสือมียอดขายสูงสุดของปี ไตรมาสที่ 3 จึงจะเริ่มชะลอตัวเพราะเป็นช่วงหน้าฝนซึ่งมักจะเป็นช่วงที่ธุรกิจรีเทล (Retail) รวมถึงร้านหนังสือมียอดขายดรอปลงหรือซึมตัวลงเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการออกมาจับจ่าย ส่วนไตรมาสที่ 4 คือ ช่วงฟื้นตัวและเทศกาล หนังสือกลุ่มที่ไม่ใช่การศึกษา (Non-Book) หรือของขวัญจะได้รับความนิยมสูงขึ้น ในช่วงที่มีเทศกาลพิเศษ เช่น วันเด็ก หรือ สงกรานต์ สินค้ากลุ่ม Non-Book หรือสื่อกิจกรรมต่าง ๆ จะมียอดขายโดดเด่นขึ้นมาตามไลฟ์สไตลและชุมชนผู้อ่าน

ดังนั้น ในปี 2569 จึงตั้งเป้ารายได้เติบโตขึ้น ผ่านทางออนไลน์ประมาณ 15-20% ส่วนหน้าร้าน ที่ยังคงเป็นรายได้หลักจะสัดส่วนประมาณ 80% เช่นเดิม พร้อมกันนี้จะขยายจุดขายรูปแบบใหม่ แบบบูธหรือ Pop-up Store มากขึ้น พร้อมมองพื้นที่เป้าไว้ 10-20 แห่ง เพื่อกระจายจุดขายให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่มตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ เน้นโมเดล Segmented Model ตามฐานลูกค้าในพื้นที่นั้น ๆ เช่น บางสาขาอาจจะเน้นกลุ่มวัยรุ่น หรือบางสาขาอาจจะเน้นกลุ่มเด็กโดยเฉพาะ เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้แม่นยำกว่าเดิม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...