โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

จับตา ‘รถไฟฟ้า 40 บาท’ นโยบายแรกรัฐบาลใหม่ เดิมพันค่าครองชีพคนกรุง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 มี.ค. เวลา 00.42 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 08.30 น.

นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน” ของพรรคภูมิใจไทย กลายเป็นสัญญาณที่ประชาชนจับตามองมากที่สุดในรอบหลายปี โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ยอมรับว่า หลังจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น กระทรวงฯ ภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันนโยบายนี้ออกมาทันทีเป็นวาระแรก

โมเดลเบื้องต้นที่วางไว้คือการคิดค่าโดยสารแบบแบ่งโซน ไม่เกิน 40 บาทสำหรับการเดินทางในโซนที่กำหนด และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหากข้ามโซน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน ขณะเดียวกันก็บริหารภาระค่าใช้จ่ายของรัฐได้อย่างสมดุล

สำหรับคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านที่แบกค่าเดินทางมานานหลายปี คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ "นโยบายนี้ดีแค่ไหน" แต่คือ "ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร" หากราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าของประเทศไทยปรับลดลงเพื่อลดค่าครองชีพที่สูงขึ้นสวนทางกัน

คนกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ได้อะไรจากนโยบายนี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุชัดว่า "คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มาก โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางในโซนที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเส้นทางไปกลับอยู่แล้ว จะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางลดลงจากเดิมพอสมควร"

สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ศาสตราจารย์ ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย ที่มองว่าหากค่าใช้จ่ายโดยรวมถูกลง ประชาชนก็ได้รับผลประโยชน์โดยตรง "ถ้าค่าใช้จ่ายโดยรวมมันถูกกว่าเดิม ประชาชนก็ได้รับผลประโยชน์จากตรงนี้อยู่แล้ว มันก็เป็นข้อดี มันก็ช่วยได้เยอะ"

ทั้งนี้หากการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทั้งหมดสำเร็จ กรมการขนส่งทางราง ประมินว่าผู้ที่เดินทางไกลจะเหลือค่าใช้จ่ายเพียง 50-80 บาทต่อวัน จากเดิมที่ต้องแบกรับสูงถึง 130-200 บาท ซึ่งถือเป็นการลดภาระได้อย่างมีนัยสำคัญ

แผน Single Ownership และตั๋วร่วม

อย่างไรก็ดีการผลักดันนโยบายราคา 40 บาทเดินได้จริงในทุกสาย ล่าสุด กระทรวงคมนาคม ได้วางแผนเร่งเจรจาซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าให้ครบทุกสาย ตามหลักการจัดทำการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) เพื่อให้รัฐสามารถกำหนดราคาได้อย่างเหมาะสม
โดยจะให้เอกชนคู่สัญญาเดิมเป็นผู้กู้เงินมาใช้เป็นค่าซื้อคืนสัมปทาน รัฐไม่ต้องค้ำประกันเงินกู้ใดๆ จึงไม่กระทบหนี้สาธารณะของประเทศ และจะมีสถาบันการเงินทำหน้าที่ดูแลการจัดสรรรายได้

ควบคู่กันนี้ กระทรวงฯ จะเร่งผลักดันระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้ครอบคลุมทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือโดยสารในบัตรใบเดียว เพิ่มความสะดวกสบายให้คนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างเป็นรูปธรรม

ศึกษาโมเดล 'โซนนิ่ง' เสนอปลายปีนี้

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ระบุว่า กรมฯ อยู่ระหว่างการศึกษาโครงสร้างค่าโดยสารรูปแบบใหม่ รวมถึงการจัดเก็บค่าโดยสารแบบ Zonal Fare เพื่อให้ครอบคลุมเครือข่ายรถไฟฟ้าทั้ง 8 เส้นทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยตั้งเป้าสรุปผลการศึกษาเสนอต่อกระทรวงคมนาคม ภายในปลายปี 2569

โมเดลที่กำลังศึกษาแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ การแบ่งโซนตามพื้นที่หรือสถานี (Area-based Zone) และการคิดค่าโดยสารตามระยะเวลาการเดินทาง (Time-based Zone) โดยรูปแบบหลังนายพิเชฐมองว่ามีความเป็นธรรมและเข้าใจง่ายที่สุด เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งในเรื่องระยะทาง

ทั้งนี้ข้อมูลสถิติพบว่าคนกรุงเทพฯ เดินทางด้วยรถไฟฟ้าเฉลี่ยเพียง 8 สถานี หรือราว 11.25 กิโลเมตร ใช้เวลาไม่เกิน 20-25 นาที ดังนั้นหากกำหนดฐานเวลาไว้ที่ 1 ชั่วโมง คนส่วนใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

นอกจากนี้กรมฯ ยังทำงานร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งกำลังศึกษาเรื่องค่าธรรมเนียมการขับรถเข้าเขตพื้นที่รถติด เพื่อให้การแบ่งโซนของรถไฟฟ้าและรถยนต์ใช้มาตรฐานเดียวกัน ลดความสับสนของประชาชน และสร้างระบบขนส่งเมืองที่บูรณาการอย่างแท้จริง

อย่าให้นโยบายดีกลายเป็นประชานิยม

อย่างไรก็ดี ศ.ดร.อรรถกฤต เตือนว่าสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น คือนโยบายนี้กลายเป็นประชานิยมที่ปราศจากความยั่งยืนทางการคลัง กุญแจสำคัญที่จะทำให้นโยบายยืนระยะได้อยู่ที่คำถามเดียว นั่นคือ "รัฐจะมีเงินจ่ายหรือเปล่า" เพราะเมื่อรัฐเข้าซื้อคืนสัมปทานและกำหนดราคาต่ำกว่าทุน ภาระผลต่างนั้นย่อมตกอยู่บนบ่าของภาครัฐโดยสมบูรณ์ โจทย์จึงไม่ใช่แค่ดีหรือไม่ดี แต่คือยั่งยืนหรือไม่ต่างหาก

ศ.ดร.อรรถกฤต เสนอแนวทางที่น่าสนใจในการหารายได้เพิ่มเติม โดยชี้ให้เห็นศักยภาพของ "ภาษีบาป" อย่างภาษีบุหรี่และสินค้าที่มีโทษต่อสุขภาพ ซึ่งการเก็บภาษีเหล่านี้ให้มากขึ้นไม่เพียงเพิ่มรายได้รัฐ แต่ยังช่วยลดปัญหาสาธารณสุขในเวลาเดียวกัน รวมถึงภาษีโซเดียม ที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งหากนำรายได้เหล่านี้มาสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานได้ ก็อาจเป็นทางออกที่เซฟที่สุด โดยไม่กระทบประชาชนกลุ่มอื่น

"อยากให้เป็นนโยบายที่ make sense ว่าคุณทำแล้วคุณก่อหนี้ แล้วคุณก็มีเงินที่จะสำรองมาจ่ายในระยะยาว แต่ว่าอย่าไปเพิ่มภาษีอะไรก็ตามที่กระทบต่อประชาชนในอนาคต" ศ.ดร.อรรถกฤต ระบุ

อย่างไรก็กีในระยะเฉพาะหน้า ยังมีประเด็นสำคัญที่รอความชัดเจน นโยบาย 40 บาทตลอดวันระหว่างสายสีแดงและสายสีม่วง ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในปี 2569 นั้น ยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะได้รับการต่ออายุหรือไม่ ขณะที่กระบวนการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทั้งหมดก็ยังต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและการตั้งคณะกรรมการเจรจาที่ยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจน

ขณะที่อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ยอมรับว่า กระบวนการนี้ละเอียดอ่อน และเกี่ยวข้องกับงบประมาณผูกพันข้ามปี ซึ่งต้องการความรอบคอบอย่างสูง

สุดท้ายแล้ว นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาท อาจเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่ารัฐบาลใหม่ว่าจะสามารถลดภาระค่าครองชีพให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้จริงหรือไม่ ไม่นานจากนี้เราคงได้รู้กัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...