ปมร้อน กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้ เลิกค้ำกองทุนน้ำมัน ‘ตุนกระสุน’ กู้วิกฤต
ช่วงนี้ ทุกฝ่ายกำลังติดตามเรื่องที่รัฐบาลกำลังเตรียมการ “กู้เงิน” เพื่อ “แก้วิกฤต” รับมือผลกระทบจากราคาพลังงานที่ทะยานสูง อันเป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐ (และอิสราเอล) กับอิหร่าน ที่ดูยังไม่จบง่าย ในขณะที่รัฐบาลมี “ข้อจำกัด” ในเรื่อง “พื้นที่ทางการคลัง” ที่การจัดเก็บรายได้รัฐมีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมาย ขณะเดียวกันการกู้เงินก็ “ปริ่มเพดาน” แล้ว
คลังส่งสัญญาณขยายเพดานหนี้
โดย “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างประเทศ ระหว่างเดินทางไปร่วมประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ไทยพร้อมพิจารณาปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ จาก 70% ของ GDP หากมีความจำเป็น ซึ่งปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 12.5 ล้านล้านบาท หรือราว 66% ของ GDP (ณ สิ้น ก.พ. 69) เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานเปลี่ยนผ่านจากพลังงานน้ำมันไปเป็นพลังงานทดแทน และเร่งลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ อัพสกิลคนทุกกลุ่ม
สิ่งที่หลายฝ่ายจับตาคือ “การให้ข้อมูลกับสถาบันจัดอันดับเครดิต” 3 แห่ง ประกอบด้วย Fitch Ratings, S&P Global Ratings และ Moody’s Investors Service ที่ “เอกนิติ” ได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจในเรื่องการเตรียมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ย้ำ 3 เรตติ้งเอเยนซี่ ยึดวินัย
ทั้งนี้ “เอกนิติ” ระบุว่า ได้ย้ำกับทั้ง 3 สถาบันว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง โดยมุ่งรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ควบคู่กับการคงความยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนจากภายนอก แนวทางสำคัญคือการใช้มาตรการการคลังแบบ “มุ่งเป้า” (Target) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ และการใช้นโยบายการคลังในระยะข้างหน้าจะมุ่งเน้นการสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดลดการพึ่งพาน้ำมัน (Transition) รวมถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจสู่การเติบโตระยะยาว (Transform) โดยเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์
“ได้มีโอกาสคุยกับสถาบันจัดอันดับเครดิต 3 แห่ง ซึ่งทุกคนไม่ได้ติดในเรื่องว่าจะกู้หรือไม่กู้ ที่สำคัญคือกู้เอาไปทำอะไร ฉะนั้นวันนี้ที่ผมเรียกมาคุยก็เอามาดูว่า ที่คุยกันอยู่ หนึ่ง คืองบประมาณรายจ่าย ต้องตัดงบฯ ที่ไม่จำเป็นก่อน
งบฯ ดูแล งบฯ เดินทาง งบฯ พัฒนาจังหวัด งบฯ ก่อสร้างที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะที่จะก่อสร้างตึกใหม่อะไรทั้งหลาย วันนี้ต้องเอามาดูแลประชาชนก่อน ก็มาดูว่างบฯ ปี 2570 จะตัดอะไรได้บ้าง”
แบะท่ากู้มาใช้ 2 วัตถุประสงค์
สำหรับเรื่องกู้ “เอกนิติ” กล่าวว่า ก็ต้องดูความจำเป็น ถ้ากู้ จะนำเงินไปใช้ทำอะไร ซึ่งก็มีเรื่อง 1.ช่วยกลุ่มเปราะบาง และ 2.สิ่งที่จะทำเพิ่มเติม เรื่อง Transition ส่วนจะออกมาเป็น พ.ร.ก.หรือไม่ กำลังให้ทีมดูเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ ขณะที่ในเรื่องการขยายเพดานหนี้นั้น หากกู้ไม่ถึง 8 แสนล้านบาท ก็อาจจะไม่ต้องขยาย
“วันนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ของ GDP เราเหลือพื้นที่อยู่ 4% ซึ่ง 1% ก็ประมาณ 2 แสนล้านบาท ดังนั้น 4% ก็ 8 แสนล้านบาท ก็คุยกันอยู่ว่าเราจำเป็นต้องขยายเพดานไหม ถ้าเรากู้ไม่ถึง 8 แสนล้านบาท ก็อาจจะยังไม่จำเป็น โดยก็ต้องมาดูทั้งของปี 2569 และปี 2570 ด้วย ก็ต้องดูทั้งหมด แต่ว่าเรื่องเพดานไม่ได้สำคัญ ผมมองว่าไปเทียบกับ IMF หลาย ๆ ประเทศ ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะ 66% ของ GDP ยุโรปประมาณกว่า 100% ของ GDP ประเทศเราเทียบกับในอาเซียนของเราก็ไม่ได้สูงกว่าคนอื่น”
รัฐบาลวางแผนหาเงินแก้วิกฤต
ทั้งนี้ สำหรับเรื่องการขยายเพดาหนี้นั้น “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ก็ยอมรับว่า ได้ให้กระทรวงการคลังไปพิจารณา ตลอดจน “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ก็ชี้ว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น สามารถทำได้ แต่รายละเอียดขึ้นกับทางกระทรวงการคลังพิจารณา รวมถึงการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ ปี 2569 ก็สามารถที่จะดำเนินการควบคู่กันไปได้ เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งเงินที่จะรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น
ค้ำกองทุนน้ำมันฯส่อไม่จำเป็น
ด้าน “ลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯ วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงมามากในช่วงนี้ ซึ่งการบริหารในขณะนี้ ต้องบริหารตามสถานการณ์
“ตอนนั้นที่มีการเสนอให้กระทรวงการคลังช่วยค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันฯ เนื่องจากราคาน้ำมันลงในตลาดโลกราคาสูงมาก แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันลงมาค่อนข้างมากแล้ว จึงยังไม่ต้องมีการค้ำประกันการกู้เงินในส่วนนี้”
เตือนเสี่ยงกระทบเรตติ้ง
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ระบุว่า ฝ่ายวิจัยเตือนว่า การขยายเพดานหนี้จะเป็นการเพิ่มภาระการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งอาจกระทบต่อรายได้และงบประมาณในการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังต่ำกว่าศักยภาพ (IMF คาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 โต 1.5%) หากการกู้เงินไม่ก่อให้เกิดการเติบโตที่คุ้มค่า ไทยอาจมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) คล้ายกับเหตุการณ์ในเดือน เม.ย. 2568 ที่ Moody’s เคยปรับลดมุมมองจาก Stable เป็น Negative
นักเศรษฐศาสตร์ชี้กู้ได้ต้องมีวินัย
ขณะที่มุมมองในส่วนนักเศรษฐศาสตร์ “ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ” อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ในภาวะวิกฤต การ “ไม่กู้” อาจอันตรายกว่าการ “กู้” แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ จะกู้ “อย่างไร” ให้ไม่บั่นทอนความเชื่อมั่น และไม่สร้างปัญหาระยะยาว
“วิกฤตพลังงานครั้งนี้ อาจจำเป็นต้องใช้ ‘เงินกู้” แต่โจทย์ไม่ใช่แค่ว่าจะกู้หรือไม่ แต่คือเราจะใช้โอกาสนี้ยกระดับ ‘มาตรฐานความรับผิดชอบทางการคลัง’ หรือจะกลับไปสู่วังวนของการกู้แบบเดิม”
ด้าน“ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ที่มองว่า กู้ได้ถ้าจำเป็น แต่ต้องกู้อย่างมีวินัย ต้องใช้เงินอย่างคุ้มค่า และต้องมีแผนลดหนี้ที่ชัดเจนทำได้จริง
ทั้งหมดนี้ การตัดสินใจว่าจะกู้เงินเท่าไหร่ ตลอดจนจะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะหรือไม่ ก็ขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐบาล ซึ่งคงชัดเจนหลังจากที่พยายามตัดรายจ่ายอย่างเต็มที่ และ “กวาดเงินทุกเก๊ะ” ออกมาแล้ว หากสถานการณ์สงครามยังส่งผลกระทบต่อไป ก็แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ที่เตรียมไว้ จะต้องงัดออกมาใช้อย่างแน่นอน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปมร้อน กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้ เลิกค้ำกองทุนน้ำมัน ‘ตุนกระสุน’ กู้วิกฤต
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net