โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เริ่มเทศกาล“แพงทั้งแผ่นดิน” “รัฐบาล-พาณิชย์”เอาไม่อยู่ คนไทยต้องอดทน สินค้าเกษตรสวนทางราคาดิ่งเหว

Manager Online

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

นับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง ได้ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลามถึงสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันขยับขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี เม็ดพลาสติก ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ทั้งในภาคการผลิต ภาคการขนส่ง จนผู้ผลิตออกมาส่งสัญญาณอั้นไม่ไหว หากสต็อกเก่าหมดลง ก็จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งฤดูกาล “ของแพงทั้งแผ่นดิน” กำลังจะเริ่มต้น ณ บัดนี้

ความหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ในยุคที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และต่อกระทรวงพาณิชย์ ในยุคที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้คาดไว้สูงว่าจะสามารถบริหารจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ แต่ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้น กลับสวนทางกับความคาดหวังของประชาชนอย่างสิ้นเชิง

ที่ผ่านมา รัฐบาลยุคนายอนุทิน และกระทรวงพาณิชย์ยุคนางศุภจี ไม่เคยมีใครออกมาบอกกล่าวกับประชาชนถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ในยุควิกฤตด้านพลังงานเช่นนี้ ประชาชนจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ผลกระทบต่อราคาสินค้ามีอะไรบ้าง แนวโน้มราคาสินค้าจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นตัวนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี หรืออธิบดีที่กำกับดูแลราคาสินค้า มีแต่ปล่อยให้ประชาชนรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง รวมไปถึงรับรู้ถึงการแพงขึ้นของสินค้าด้วยตัวเอง

หมู ไก่ ไข่ นำร่องขึ้นราคา

ทันทีที่เกิดสงครามในช่วงปลายเดือน ก.พ.2569 และตลอดทั้งเดือน มี.ค.2569 ราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ อย่างเนื้อสุกร ไก่สด และไข่ไก่ ได้ปรับขึ้นราคาทันที

โดยราคาหมูหน้าฟาร์ม ขยับขึ้นกิโลกรัมละ 2 บาท มาอยู่ที่ 72 บาท และราคาหน้าเขียงในตลาดสดต่าง ๆ ราคาทะลุ 150-160 บาทต่อกิโลกรัม โดยผู้เลี้ยงหมูให้ข้อมูลว่า เป็นเพราะต้นทุนการเลี้ยงสูงจากจากราคาอาหารสัตว์สูงขึ้น โดยเฉพาะกากถั่วเหลือง อากาศร้อนทำหมูโตช้า และยังมีผลกระทบจากน้ำมันแพง ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสูงขึ้น

สำหรับไก่สด ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาขายปลีกในตลาดสดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 85-90 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าประมาณ 10-13 บาทต่อกิโลกรัม มีเหตุผลมาจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอากาศร้อน ทำให้ไก่โตช้า

ขณะที่ไข่ไก่ ราคาล่าสุดอยู่ที่ฟองละ 3.60 บาท มีสาเหตุมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและร้อนจัด ทำให้ไก่มีสุขภาพอ่อนแอและออกไข่น้อยลง และต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้น ทั้งจากการดูแลเรื่องน้ำ การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพื่อทำความเย็น

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาของหมู ไก่ ไข่ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฤดูกาล เพราะช่วงอากาศร้อนของทุกปี มักจะมีปัญหาเช่นนี้ แต่อีกส่วนก็ต้องยอมรับว่า ผลจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการเลี้ยง การขนส่งเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อราคา

น้ำมันปาล์มราคาขยับ

นอกเหนือจากหมู ไก่ ไข่ ราคาน้ำมันปาล์มขวด ก็ปรับสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยก่อนหน้านี้ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ขวดละ 41-42 บาท ปรับขึ้นพรวดเดียว 7-8 บาท ทำให้ราคาในร้านค้าปลีกและห้างสรรพสินค้าขยับทันทีมาอยู่ที่ขวดละ 50-53 บาท ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน มี.ค.2569 โดยมีผลกระทบจากราคาปาล์มดิบปรับตัวสูงขึ้น ราคาน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มสูงขึ้น จากการแย่งซื้อสต็อก เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมของไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 ทำให้มีการแย่งซื้อสต็อก

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำมันปาล์มดิบ ทั้งการบริโภคและใช้ในพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย หลังจากกำหนดให้น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าควบคุม กำหนดห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.2569 เป็นต้นไป จากเดิมที่ไม่มีการห้าม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้จบเพียงเท่านี้ ยังต้องจับตาดูต่อไปว่า แม้จะห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบแล้ว แต่ด้วยการใช้น้ำมันปาล์มดิบไปทำไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้น เพื่อลดราคาน้ำมันให้กับประชาชน จะมาแย่งน้ำมันปาล์มในส่วนที่คนบริโภคหรือไม่ และผลจากการที่ราคาผลปาล์มขยับเพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงนี้ผลผลิตเพิ่งเริ่มออกสู่ตลาด จะเป็นแรงกดดันให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบ เพิ่มสูงขึ้นอีกหรือไม่

น้ำตาลทรายขึ้น พ.ค.นี้

ทั้งนี้ น้ำตาลทราย โดย 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ระบุว่า หลังจากที่ตรึงราคาเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในเดือน เม.ย.2569 แล้ว มีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นราคาในเดือน พ.ค.2569 เป็นต้นไป เพราะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ที่ปรับขึ้นประมาณ 40% ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยราคาน้ำตาลทรายที่ปรับขึ้น จะเพิ่มขึ้นในส่วนของภาคครัวเรือน แต่น้ำตาลภาคอุตสาหกรรม ยังคงเดิม ส่วนจะปรับขึ้นราคาเท่าใด ต้องรอประกาศอีกครั้ง

สินค้าจ่อขึ้นราคายกแผง

สำหรับสถานการณ์สินค้า ทันทีที่ภาครัฐปล่อยลอยตัวน้ำมันดีเซล และมีการปรับขึ้นราคาต่อเนื่อง ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ในประเทศ เช่น บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เป็นต้น ได้ทำหนังสือแจ้งลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการห้างขายปลีก ขายส่ง ห้างสรรพสินค้า ว่า ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ส่งผลให้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านต้นทุนวัตถุดิบที่มีราคาสูงขึ้น รวมถึงค่าขนส่ง และค่าบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคทุกกลุ่มที่บริษัทเหล่านี้ผลิต โดยคาดว่าผลกระทบจะเริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย.2569 เป็นต้นไป จึงต้องปรับขึ้นราคาจำหน่าย

พร้อมกันนี้ ยังแจ้งอีกว่า อาจมีข้อจำกัดในการผลิตและจัดส่งสินค้า ทำให้ปริมาณสินค้าที่พร้อมจำหน่ายลดลงจากปกติ จึงขอให้ห้างร้าน ซัปพลายเออร์ต่าง ๆ วางแผนบริหารจัดการสต๊อกล่วงหน้าให้ดี

ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่มีสมาชิกอยู่ในภาคการผลิตสินค้ากลุ่มต่าง ๆ ได้ออกมาชี้แจงให้ประชาชนเห็นถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ว่า ขณะนี้มีปัญหาราคาพลังงานสูงขึ้น เริ่มมีปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต โดยจากการประเมินเบื้องต้น คาดว่า ราคาสินค้าอาจปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 8-10% ค่าขนส่งอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 20-25% ภายใต้สมมติฐานว่าราคาน้ำมันยังไม่พุ่งสูงถึงระดับวิกฤต 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หากราคาน้ำมันปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจต้องมีการประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ เริ่มที่จะส่งผลกระทบ โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ที่ยังมีความเปราะบาง เนื่องจากเรือมีปัญหา ทำให้การเพาะปลูกพืชเกษตรในรอบต่อไป เป็นเรื่องที่น่ากังวล และเม็ดพลาสติก ที่กำลังประสบภาวะขาดแคลน และราคาปรับสูงขึ้น 50-70% ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์หลายประเภทเริ่มตึงตัว ไม่ว่าจะเป็นถุงขยะ ซองขนม หรือบรรจุภัณฑ์สินค้าแปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป แช่เย็นแช่แข็ง ซึ่งล้วนจำเป็นต้องใช้พลาสติก รวมถึงซองน้ำจิ้มและซองเครื่องปรุงต่าง ๆ กระทบต่อการผลิต การส่งออก และการจำหน่ายสินค้าโดยตรง

ส่วนสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย แจ้งข้อมูลว่า มีสินค้าปรับราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยที่ขึ้นไปแล้ว น้ำมันปาล์มขวดละเกิน 50 บาท น้ำดื่มขึ้นแพ็กละ 5 บาท และแป้งมันขึ้นถุงละ 2 บาท และขณะนี้ มีสินค้าอีกหลายรายการ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ผู้ผลิตและซัปพลายเออร์แจ้งมาแล้วว่า จะปรับราคาเพิ่มขึ้น

เปิดกลุ่มสินค้าที่ราคาจะขยับ

ที่ผ่านมา ในกระทรวงพาณิชย์ ไม่มีใครยอมออกมาพูดความจริงกับประชาชน แต่ในที่สุดก็มีผู้กล้า ซึ่งก็คือ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ที่เป็นหน่วยงานสำรวจราคาสินค้าทั่วประเทศ เพื่อจัดทำดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือที่รู้จักกันในนามเงินเฟ้อ และยังเป็นหน่วยงานมันสมองของกระทรวงพาณิชย์ ที่ทำการวิเคราะห์ผลดี ผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

โดยล่าสุด ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเงินเฟ้อว่าการที่ดีเซลขยับราคาแต่ละช่วง จะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อเท่าไร และเมื่อทอนไปเป็นราคาสินค้า จะเพิ่มขึ้นเท่าไร

สำหรับผลกระทบน้ำมันต่อเงินเฟ้อ สนค. ประเมินว่า น้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 50 บาท จะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อ 1.36% หากขยับขึ้นไปเป็นลิตรละ 55 บาท จะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ 1.74% พร้อมกับทำการปรับเป้าเงินเฟ้อในปี 2569 ใหม่ จากเดิมระหว่าง 0.0–1.0% (ค่ากลาง 0.5) เป็นระหว่าง 1.5–2.5% (ค่ากลาง 2.0) โดยไตรมาสที่ 1 ลด 0.54% ไตรมาส 2 เพิ่ม 3.67% ไตรมาส 3 เพิ่ม 2.24% และไตรมาส 4 เพิ่ม 2.48% ซึ่งประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันจะสูง 2 เดือน แต่ถ้าสูงกว่านี้ เงินเฟ้อ ก็จะขยับขึ้นไปเป็น 2.5-3.5% โดยไตรมาสที่ 1 ลด 0.54% ไตรมาส 2 เพิ่ม 5.78% ไตรมาส 3 เพิ่ม 3.85% และไตรมาส 4 เพิ่ม 4.15%

ส่วนราคาสินค้าที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งน้ำมันและวัตถุดิบ มีกลุ่มที่จะปรับขึ้นราคา 0-5% ได้แก่ กะทิสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส เกลือป่น น้ำปลา ซอสหอยนางรม น้ำดื่มบริสุทธิ์ กาแฟสำเร็จรูปพร้อมดื่ม ชาสำเร็จรูปพร้อมดื่ม ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ ถุงดำใส่ขยะ ถุงใส่ขยะ สบู่ถูตัว แชมพู แปรงสีฟัน ใบมีดโกน กระดาษชำระ ครีมนวดผม ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมสำเร็จรูป (แพมเพิส) และกลุ่มที่จะปรับขึ้น 5-10% ได้แก่ น้ำมันพืช อาจมากกว่า 10% ซีอิ๊ว ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ กะปิ กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน และยาสีฟัน

ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าว สอดคล้องกับที่ ส.อ.ท.ประเมินว่า ราคาสินค้าจะมีการปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 8-10% ซึ่งก็ต้องติดตามดูว่า จะเพิ่มขึ้นทันทีแบบยกแผง หรือค่อย ๆ ทยอยปรับราคาขึ้น

ดันไทยช่วยไทย-ธงฟ้าลดภาระ

ทางด้านการบรรเทาผลกระทบราคาสินค้าที่กำลังจะปรับตัวสูงขึ้นกระทรวงพาณิชย์ได้เชิญนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคิกออฟโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยร่วมมือกับห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย (ซัปพลายเออร์)เพื่อขอความร่วมมือลดราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน กว่า 3,000 รายการส่วนใหญ่เป็นสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รอง เริ่มนำร่องดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่1 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา

โดยสินค้าไทยช่วยไทย แบ่งสินค้าเป็น 2กลุ่มหลัก คือ 1.สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน และ2.สินค้าบริโภคที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร น้ำตาล ซอส ปรุงรส น้ำมันพืชบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง จะลดราคา 25-58%

นอกจากนี้ ยังมีการเร่งจัดโครงการธงฟ้าจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ ทั้งข้าวสาร น้ำมันพืช

น้ำตาล ไข่ไก่ อาจจะมีเนื้อหมู เนื้อไก่ด้วย จัดทั้งในระดับจังหวัด อำเภอช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.2569 แบบถี่ยิบ และมีรถโมบาย เจาะลึกเข้าไปยังชุมชนที่ห่างไกลเพื่อให้เข้าถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางด้วย

เกษตรหลายตัวราคาดิ่งเหว

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน ราคาสินค้าเกษตรหลายรายการ กลับมีราคาลดลง โดยเฉพาะพืช 3 หัว มะพร้าวน้ำหอม และผลไม้ที่กำลังเริ่มต้นฤดูกาล

โดยพืช 3 หัว คือ หอมหัวใหญ่ หอมแดง และกระเทียม ปีนี้มีปัญหาราคาตกต่ำ ตั้งแต่ผลผลิตออกสู่ตลาดเดือน ม.ค.-ก.พ.2569

ที่ผ่านมา โดยมีการบันทึกสถิติไว้ว่า ราคาหอมหัวใหญ่ต่ำสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 2-6 บาท หอมแดงราคากิโลกรัมละ 5 บาท ส่วนกระเทียม ราคากิโลกรัมละ 10-14 บาท

สำหรับมะพร้าวน้ำหอม พื้นที่ จ.ราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม บันทึกราคาต่ำสุดอยู่ที่ลูกละ 2 บาท ซึ่งเป็นราคาเมื่อเดือน ก.พ.2569 ที่ผ่านมา แต่ปัจจุบัน เดือน เม.ย.2569 ราคายังไม่ไปไหน อยู่ที่ลูกละ 3 บาท

ส่วนตอนนี้ เป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลผลไม้ ประเดิมสินค้าตัวแรก คือ มะม่วง ปัจจุบันราคาดิ่งอย่างหนัก มะม่วงน้ำดอกไม้ (ห่อ)

ซึ่งเป็นเกรดดีสุด เหมาะสำหรับส่งออก ราคาหน้าสวน เบอร์ 4 กิโลกรัมละ 4 บาท ถ้าไม่ห่อ ไม่มีราคา มะม่วงฟ้าลั่น กิโลกรัมละ 2 บาท และมะม่วงเพชรบ้านลาด กิโลกรัมละ 1.50 บาท ก็ไม่รู้ว่าวันไหน จะมีข่าวเกษตรกรนำมะม่วงมาเททิ้ง เพราะขายผลผลิตไม่ได้

ทางด้านทุเรียน ราคาปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะนี้ต่ำสุดกิโลกรัมละ 145-155 บาท ทั้งที่เพิ่งเริ่มต้นฤดูกาล ยังไม่ใช่ช่วงออกพีก ราคายังต่ำขนาดนี้ ก็ต้องจับตาว่า ราคาต่ำสุดจะไปหยุดตรงไหน เพราะตั้งแต่ผลผลิตออกสู่ตลาด ราคาลงทุกวัน ตั้งแต่วันละ

5 บาทไปจนสูงถึง 20-30 บาท

เจาะมาตรการช่วยเน้นอีเวนต์

ทั้งนี้ ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือของกระทรวงพาณิชย์สำหรับพืชเกษตรและผลไม้ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นมาตรการอีเวนต์ กล่าวคือ เป็นมาตรการที่เน้นการถ่ายรูป ออกสื่อ แต่ช่วยผลักดันราคาไม่ได้จริง เพราะบางสินค้าอย่างพืช 3 หัวก่อนหน้านี้ ผลผลิตมีเป็นจำนวนมาก แต่มีการประสานให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ห้าง เข้าไปซื้อแค่นิดหน่อย แล้วเปิดตัวด้วยการถ่ายรูปใหญ่โต หลังจากนั้น เงียบ ไม่มีใครเข้าไปซื้อ ทำให้ราคาตกลงอย่างหนัก

เมื่อเกษตรกรออกมาร้องเรียน ก็แจ้งว่า มีมาตรการดูแลแล้ว และดึงเวลา ปล่อยให้จบฤดูกาล ซึ่งเป็นปกติของช่วงท้ายฤดูกาล ที่ราคาจะเริ่มขยับขึ้น ก่อนที่จะออกมาประกาศความสำเร็จว่ามาตรการที่นำมาใช้ได้ผล ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น

โดยมาตรการพืช 3 หัวที่ว่า คือ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการห้างค้าส่งค้าปลีก การช่วยกระจายผลผลิต เป้าหมาย 9,000 ตัน จากผลผลิตทั้งหมดรวมประมาณ 2.43 แสนตัน คิดเป็นสัดส่วนแค่ 3.70% ของผลผลิตรวม ส่วนมะพร้าวน้ำหอม ได้ทำการเชื่อมโยงการรับซื้อและกระจายผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมออกจากแหล่งผลิต เป้าหมาย 1 ล้านลูก ซึ่งเป้านี้ ใช้เวลาหลายเดือน ขณะที่ผลผลิตออกสู่ตลาดวันละ 2 ล้านลูก และผลผลิตรวมคาดว่าจะมีประมาณ 8.7 แสนตัน คิดดูว่าราคาจะขึ้นยังไง เพราะผลผลิตที่ออกมากับสิ่งที่เข้าไปช่วย ช่างต่างกันเหลือเกิน

สำหรับมะม่วง ใช้มาตรการเดียวกันกับสินค้าเกษตรก่อนหน้านี้ โดยเชื่อมโยงห้างสรรพสินค้า ผู้ส่งออก เข้าไปรับซื้อมะม่วงจากเกษตรกร พื้นที่จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ เป้าหมาย 1,000 ตัน จะรับซื้อต่อเนื่องจนถึงเดือน พ.ค.2569 หรือจนสิ้นสุดฤดูกาล แต่ผลผลิตในพื้นที่นี้ มีอย่างน้อยก็ 2 แสนกว่าตัน จะไปกระตุกราคาได้ยังไง

ส่วนทุเรียน ก็เพิ่งจัดอีเวนต์ไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ คือ การเปิดฤดูกาลทุเรียนไทย ด้วยการนำทีมTikTok Thailand และกองทัพคอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง “ตัดมีดแรก” ของทุเรียนกระดุม ประจำฤดูกาลผลิตปี 2569 ภายใต้มาตรการบริหารจัดการผลไม้ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” มุ่งเน้นการสื่อสารภาพลักษณ์ผลไม้ไทยที่เป็นเอกภาพและกระตุ้นการบริโภคผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ ส่วนการกำกับดูแลราคา การผลักดันราคา ปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน จนราคาตกต่ำลงอย่างที่เห็น

ระวังวิกฤตลามไล่รัฐบาล-รัฐมนตรี

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งของแพงทุกหย่อมหญ้า ทั้งสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ หากรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ยังคงนิ่งเฉย ไม่มีมาตรการออกมาช่วยเหลืออย่างทันเกม ทันสถานการณ์ เพื่อบรรเทาผลกระทบ ทั้งปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น ทั้งปัญหารายได้เกษตรกรลดลง ระวังจะเป็นจุดเริ่มต้นของน้ำผึ้งหยดเดียว ที่จะส่งแรงกระเพื่อมถึงรัฐบาล ถึงกระทรวงพาณิชย์ เพราะหากประชาชนอดทนไม่ไหว เกษตรกรอดทนไม่ไหว อาจจะได้เห็นพลังประชาชน พลังเกษตรกร ที่รวมตัวกันออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ขับไล่รัฐมนตรีพาณิชย์ก็เป็นได้

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...