TKN เผย Q1/69 กำไร 101.07 ลบ. รายได้หด 6.2% จากแรงกดดันตลาดต่างประเทศ
TKN เผย Q1/69 กำไร 101.07 ลบ. รายได้หด 6.2% จากแรงกดดันตลาดต่างประเทศ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -14 พ.ค. 69 9:09: น.
TKN เผยไตรมาสแรกปีนี้ กำไร 101.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.25% ขณะที่รายได้หด 6.2% จากแรงกดดันตลาดต่างประเทศ ชูตลาดในประเทศโต 4% จีนพุ่ง 21% รับอานิสงส์แบรนด์แอมบาสเดอร์ ลุยกลยุทธ์ 3GO รับมือเศรษฐกิจโลกต้นทุนพุ่ง
บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันนี้ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 101.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.25% ที่มีกำไรสุทธิ 98.54 ล้านบาท
บริษัทฯ มีรายได้จากการขายไตรมาสที่ 1 จำนวน 1,254.2 ล้านบาท ลดลง 6.2% จากไตรมาสเดียวกันปีที่ผ่านมา ลดลง 8.9% จากไตรมาส 4/2568 ซึ่งเป็นยอดขายจากตลาดในประเทศ 587.1 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 4% และเป็น ยอดขายจากต่างประเทศที่ 667.1 ล้านบาท เติบโตลดลง 13.7% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยสัดส่วนยอดขาย ในไตรมาส 1 มาจากในประเทศอยู่ที่ 47% และตลาดต่างประเทศที่ 53%
ตลาดในประเทศในไตรมาสนี้ยังคงสร้างการเติบโตของยอดขายผ่านกลยุทธ์การสร้างนวัตกรรมสินค้าใหม่ๆเพิ่มเติมด้วยรสชาติ ที่หลากหลาย สำหรับสินค้ากลุ่มสาหร่ายทั้งสาหร่ายทอด สาหร่ายย่าง สาหร่ายอบ และสาหร่ายโรยข้าว และด้วยกิจกรรมทาง การตลาดผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์เพื่อโปรโมทให้สาหร่ายเถ้าแก่น้อยเป็นสินค้าที่อยู่ในทุกโมเม้นท์ของผู้บริโภค (Every Day, Every Moment) โดยมุ่งหวังการสร้างแบรนด์เถ้าแก่น้อยให้แข็งแรง และยังเป็นการขยายการบริโภคสาหร่ายให้เติบโตมากขึ้น
นอกจากนี้ สินค้าใหม่ที่ได้ออกมาแล้วในครึ่งปีหลังของปี 2568 ทั้งขนมเส้นบุกปรุงรส แบรนด์ ซูเปอร์กรุบ (SUPER GROOB), ว้าวคอร์น (Wow Corn) ข้าวโพดหวานอบกรอบ และ MePoonn ช็อตมีภูมิ ก็สามารถช่วยเพิ่มการเติบโตของยอดขายในไตรมาส 1 ได้อีกส่วนหนึ่ง
ขณะที่ตลาดต่างประเทศในไตรมาส 1 นี้มียอดขายที่ลดลงจากเรื่องสภาวะโดยรวมของเศรษฐกิจที่ยังคง ชะลอตัวในหลายๆประเทศและยังไม่ฟื้นตัวมากนัก อีกทั้งปัจจัยการซื้อสินค้าของดิสทริบิวเตอร์ที่มากขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับเทศกาลตรุษจีนในช่วงไตรมาสที่ 1 แต่ยอดขายออกไม่เป็นไปตามเป้าหมายทำให้เกิดการชะลอการสั่งซื้อในไตรมาสนี้บางส่วน
ยอดขายจากประเทศจีนในไตรมาสที่ 1 นี้กลับมาเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 21% จากไตรมาสเดียวกันในปี ก่อน เนื่องจากการทำการตลาดและกิจกรรมที่มีแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก (Global Brand Ambassador) เฉินเจ๋อหย่วน (Chen Zheyuan) มาช่วยสร้างการรับรู้ตราสินค้าเถ้าแก่น้อยในประเทศจีนและประเทศในแถบเอเชียในช่วงเทศกาลตรุษจีนได้ เป็นอย่างดี รวมถึงการมียอดขายเพิ่มจากช่องทางใหม่ Snack Store ที่บริษัทเพิ่งเริ่มมีสินค้าไปขายในช่องทางนี้เมื่อไตรมาส 4 ปี 2568 ทำให้มีการเติบโตของยอดขายในประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แนวโน้มและความท้าทายของธุรกิจในปี 2569 จากสถานการณ์ปัจจุบันของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั่วโลกในวงกว้าง ทั้งในเรื่องราคา น้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนสินค้าโดยเฉพาะสินค้าที่ใช้เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ต่างๆ ทำให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์มีการปรับตัว สูงขึ้น มากกว่า 20% และอาจเกิดภาวะขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ (Supply Chain Shock) และผลกระทบในด้านการขนส่งและ ประกันภัยต่างๆ ก็ทำให้ต้นทุนในการส่งออกสูงขึ้น
สถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ก็ยังส่งผลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน บริษัทได้ติดตามแนวโน้มของปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างใกล้ชิดและยังคงให้ความสำคัญในการบริหารจัดการอย่างรอบคอบระมัดระวังเพื่อรองรับกับแรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์และค่าขนส่งที่สูงขึ้นในช่วงระยะเวลานี้
โดยในระยะสั้นบริษัทมีมาตรการรับมือด้านราคาบรรจุภัณฑ์ด้วยการกระจายแหล่งซัพพลาย (Multi-sourcing) ทั้งในและ ต่างประเทศเพื่อเปรียบเทียบราคาและทำสัญญาซื้อขายเพื่อตรึงราคาในช่วงที่ยังไม่สูงมากนัก เพิ่มสินค้าคงเหลือมากขึ้นในช่วงที่ supply มีความผันผวน
นอกจากนี้ในระยะกลางก็ได้เริ่มศึกษาการปรับขนาดซองให้กระชับกับตัวสินค้ามากขึ้น (Reduce Headspace) เพื่อลดการใช้พลาสติกและเพิ่มพื้นที่ในการขนส่งต่อลัง และการปรับเปลี่ยนวัสดุที่เป็นทางเลือกได้มากขึ้น รวมถึง การบริหารปัจจัยภายในของการวางแผนที่ดีและการมีแผนฉุกเฉินรองรับก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ มากขึ้น
ทั้งนี้บริษัทเน้นแผนการดำเนินงานด้วยกลยุทธ์ 3GO (GO FIRM/ GO BOARD/ GO GLOBAL)แบบมีความยืดหยุ่นเพื่อรับกับ สถานการณ์ที่ผันผวน เปิดโอกาสของการหาพันธมิตรเพื่อร่วมมือกันสร้างการเติบโตทั้งยอดขายและกำไรในอนาคต
โดยในปี 2569 นี้บริษัทมุ่งเน้นสองแกนหลัก คือ การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และการเพิ่มผลกำไรเพื่อสร้างมูลค่าแก่ ผู้ถือหุ้น ดังนี้
1. การบริหารพอร์ตโฟลิโอและช่องทางการจำหน่าย (Portfolio & Channel Priorities) เน้นการขยายฐานธุรกิจและการเติบโตทั้ง ในและต่างประเทศ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก
- การสร้างแรงขับเคลื่อนในตลาดในประเทศ (Domestic Market)ด้วยการรักษากระแสการเติบโตของกลุ่มสินค้า สาหร่ายด้วยสินค้าใหม่ (NPDs) และกิจกรรมทางการตลาด การขยายพอร์ตโฟลิโอไปยังกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่สาหร่าย (Non-seaweed) ให้มากขึ้น และขยายตลาด Traditional Trade (TT) ผ่านตัวแทนจำหน่ายรายใหม่
- การฟื้นตัวและเติบโตในตลาดต่างประเทศ (International Market) ด้วยการเน้นการฟื้นตัวในจีน อินโดนีเซีย และ สหรัฐอเมริกา ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ รุกตลาดกระแสหลัก (Mainstream) ในภูมิภาคสหราชอาณาจักรและ ยุโรป และการผลักดันสินค้าผ่าน Global Ambassador เพื่อสร้างการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลก
- การสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ (Building Partnership) โดยเน้นความร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนาสินค้าใหม่ และแสวงหาการจ้างผลิต (OEM) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และพิจารณาการควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) เพื่อเร่งการเติบโต
2. การสร้างความแข็งแกร่งด้านผลกำไร (Strengthen Profitability) มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการจัดการ ต้นทุน ผ่าน 2 กลยุทธ์หลัก
- การเพิ่มกำไรในการจัดจำหน่ายในแต่ละช่องทางด้วยการเพิ่มสินค้าที่หลากหลายและด้วยสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ ดี รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายทางการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- การมุ่งเน้นประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ทั้งการปรับปรุงผลการผลิต (Yield)และการลดความสูญเสีย ในกระบวนการ รวมถึงการปรับปรุงการวางแผนอุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply Planning) เพื่อลดสินค้า ค้างสต๊อกที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
ทั้งนี้การจะบรรลุเป้าหมายหลักทั้งสองอย่างได้นั้นบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี (GREAT Culture) และยกระดับขีดความสามารถของหน่วยงาน เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนไปพร้อมกับ การปรับปรุงกระบวนการทำงาน การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการท างานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและ ยกระดับองค์กรให้ทันสมัยและทันกับการเปลี่ยนแปลง
เรียบเรียง โดย ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์
อีเมล์. pattraporn@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ