9 เรื่อง อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต ผ่าน 'พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต'
พร้อมเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมแล้ว พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต บัดนี้การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรที่รวบรวมผลงานศิลปะหลากแขนงของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต และยังมีโรงมหรสพขนาด 300 ที่นั่ง สำหรับจัดการแสดง ‘หุ่นกระบอก’ ด้วยระบบเวทีและแสงสีเสียงเต็มรูปแบบแห่งหนึ่งของประเทศ
จักรพันธุ์ โปษยกฤต ถวายงานกรมสมเด็จพระเทพฯ
(ลิขสิทธิ์ภาพ : มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต)
อาจารย์จักรพันธุ์เคยเป็นพระอาจารย์พิเศษถวายการสอนวิชาจิตรกรรมให้กับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปีพ.ศ.2509 เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาศิลปะไทย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างปีพ.ศ. 2512-2517
ได้รับการยกย่องเป็น นายช่างเอกในรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏในวารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับพิเศษ กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี (พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ.2525) ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ พ.ศ.2543
อ.จักรพันธุ์ ในพิธีทำบุญและเปิด 'พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต'
(ภาพ : มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต)
แม้ยังมีอาการเจ็บป่วยจากโรคเส้นโลหิตในสมองซึ่งเกิดขึ้นในปีพ.ศ.2559 แต่ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ยังสามารถเดินทางไปเป็นประธานในพิธีทำบุญและเปิด ‘พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตสายไหม กรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 09.00-11.30 น. ด้วยตนเอง และรับรู้ถึงความสำเร็จนี้ตามที่ตั้งปณิธานไว้
วัลลภิศร์ สดประเสริฐ หรือ ‘อาจารย์ต๋อง’ ศิษย์เอกอาจารย์จักรพันธุ์ และรองประธานมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ทำให้เรารู้จักและใกล้ชิด ‘อาจารย์จักรพันธุ์’ ศิลปินผู้เป็นที่รักของผองเพื่อน ลูกศิษย์และผู้ชื่นชอบงานศิลปะ ผ่านการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการก่อตั้ง พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ครั้งนี้
1.จุดเริ่มต้นและความจำเป็น
การสร้างพิพิธภัณฑ์เกิดจากปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมรอบบ้านดั้งเดิมย่านเอกมัยของอาจารย์จักรพันธุ์ เนื่องจากปีพ.ศ.2552 บริษัทเอกชนวางแผนสร้างตึกสูงประมาณ 32 ชั้น ประชิดติดกับตัวบ้านซึ่งเป็นเรือนไม้แบบโบราณ
ลูกศิษย์และคนรอบข้างกังวลอาจารย์จะอยู่ไม่ได้และส่งผลกระทบกับงานศิลปะอันทรงคุณค่า เห็นว่าควรมีสถานที่สำหรับ เก็บรักษา รวบรวม และจัดแสดงผลงานศิลปะของอาจารย์ ให้เป็นสัดส่วนในรูปแบบพิพิธภัณฑ์
จักรพันธุ์ โปษยกฤต
(ลิขสิทธิ์ภาพ : มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต)
วัลลภิศร์ สดประเสริฐ กับหุ่นกระบอกเรื่อง สามก๊ก
พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต
2.ปณิธานของอาจารย์จักรพันธุ์
อาจารย์จักรพันธุ์เห็นชอบกับการสร้างพิพิธภัณฑ์ แต่นอกจากเพื่อเป็น สถานที่เก็บรักษาผลงานศิลปะ อาจารย์ยังตั้งใจให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างประโยชน์ในด้านอื่นอีก ดังนี้
เพื่อสร้างโรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศ: เนื่องจากในอดีต การแสดงหุ่นกระบอก (เช่น เรื่องสามก๊ก และตะเลงพ่าย) ต้องไปอาศัยเช่าสถานที่อื่น ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาและสัญญาเช่า ไม่สามารถเปิดการแสดงได้อย่างต่อเนื่องตามความต้องการของผู้ชม การมี โรงละครหุ่นกระบอกที่เป็นมาตรฐานและถาวร เป็นของตัวเอง จะช่วยให้การสืบสานการแสดงหุ่นกระบอกทำได้ดียิ่งขึ้น
เพื่อสืบสานและประกาศเกียรติคุณของบรรพบุรุษ: การสร้างอาคารและสิ่งต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์ รวมถึงการสร้างบทละครเพื่อจัดแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง ‘ตะเลงพ่าย’ และการจัดสร้างพระพุทธรูป ‘พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย’ (ปรากฏในเรื่อง ตะเลงพ่าย) มีเจตจำนงเพื่อ ถวายเป็นพุทธบูชา และระลึกถึง พระคุณของบรรพชนและวีรชน ที่ปกป้องแผ่นดินไทย โดยงานทุกชิ้นได้รับการสร้างขึ้นด้วยความประณีตและเคารพอย่างสูงสุด
เพื่อการเรียนรู้: คือมีลักษณะการจดทะเบียนเป็น ‘พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้’ มีการสาธิตและสอนวิชาศิลปะ ทั้งจิตรกรรมไทย ดนตรีไทย และการเชิดหุ่นกระบอกให้แก่คนรุ่นหลัง
เพื่อเป็นสถานที่สักการะสำหรับประชาชน: อาจารย์มีความตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้โดยเฉพาะในส่วนของ ‘สวน’ และ ‘ศาลาพระ’ เป็นสถานที่ที่ประชาชนและพุทธมามกะสามารถเข้าชมสวนซึ่งเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นับร้อยชนิด อาทิ กล้วยน้ำไท ลำพู เพกา การบูร ฝนแสนห่า อบเชย มะพลับ จิกหลวง จำปา มณฑา ฯลฯ และกราบสักการะ ‘พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย’ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์
แม้จุดเริ่มต้นของการสร้าง พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต มาจาก ‘ความจำเป็น’ แต่ท้ายที่สุดก็เป็นสถานที่รวมปณิธานของอาจารย์จักรพันธุ์ไว้อย่างครบถ้วนทั้งการอนุรักษ์ศิลปะ การสืบสานวัฒนธรรม และประโยชน์แก่ชุมชน
พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย อ.จักรพันธุ์ตั้งใจสร้างอุทิศถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระเอกาทศรถ และ พระสุพรรณกัลยา
ศาลาพระ ตั้งอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ฯ ที่ประดิษฐานพระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย
3.ประวัติการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์
วัลลภิศร์เล่าว่าในตอนแรกมีความคิดหาเงินซื้อที่ดินผืนที่จะสร้างตึกนั้น แต่ราคาสูงถึง 100-150 ล้านบาท ซึ่งเงินของอาจารย์มีไม่เพียงพอ จึงมองหาแหล่งอื่น
จนมาพบที่ดินปัจจุบันที่เมื่อก่อนเป็นสวนรกร้าง มีความเป็นธรรมชาติ ใกล้กันมีนกกระทาและบึงบัว ซึ่งอาจารย์ชอบมาก ตัดสินใจซื้อที่ดินตรงนี้ขนาด 5 ไร่ 7 ตารางวา ในราคาประมาณ 30 ล้านบาท
มาทราบภายหลังด้วยว่าเจ้าของที่ดินเป็น ‘แฟนคลับ’ ของอาจารย์และเคยเช่าบูชา ‘พระพุทธรูป’ ที่อาจารย์จัดทำเพื่อช่วยสนับสนุนโครงการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย
หลังทำสัญญาซื้อขายในปี พ.ศ.2554 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศ รวมทั้งที่ดินบริเวณนี้ ทำให้การดำเนินงานชะลอออกไปจนถึงปี พ.ศ.2556 จึงได้มีการประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ ในตำแหน่งที่จะสร้างเป็น ‘ศาลาพระ’
ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ฯ ก่อสร้างเสร็จไปแล้วกว่า 90% พร้อมเปิดให้เข้าชม ที่เหลือเป็นเรื่องการปรับปรุงและหมุนเวียนวัตถุจัดแสดง เพราะยังมีภาพวาดและหุ่นกระบอกเก็บไว้ที่บ้านเอกมัยอีกเป็นจำนวนมาก
ฉากยุทธหัตถี ในการแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง 'ตะเลงพ่าย' พ.ศ.2562
4.การระดมทุน
รายได้หลักช่วงแรกมาจากการนำ พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย พระพุทธรูปหน้าตัก 30 นิ้ว ที่อาจารย์จักรพันธุ์ออกแบบสำหรับใช้ในฉากการแสดง ‘ตะเลงพ่าย’ ย่อส่วนเหลือขนาด 5 นิ้ว และ 7 นิ้ว ให้ประชาชนเช่าบูชา รายได้ส่วนนี้มากพอสำหรับซื้อที่ดิน
การจัดแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง ตะเลงพ่าย ในปี 2562 รอบการกุศล 11 รอบ เพื่อหาทุนสร้างอาคาร โดยมีรอบสำคัญที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร ซึ่งช่วยในการระดมทุนเพื่อสร้างอาคารต่อให้สำเร็จ
ก่อนหน้านี้มีมูลนิธิและองค์กรภาคเอกชนสนับสนุนการทำงานของอาจารย์จักรพันธุ์มาโดยตลอด อาทิ มูลนิธิ SCG สนับสนุนอาจารย์มาตั้งแต่ช่วงการซ่อมตุ๊กตาพระเมรุ และให้เงินสนับสนุนต่อเนื่องปีละ 1 ล้านบาท เป็นเวลาหลายปี
สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา สนับสนุนงบประมาณปีละ 1 ล้านบาท ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 30 ปี, บรรยง พงษ์พานิช สนับสนุนงบประมาณหลายล้านบาททั้งในนามส่วนตัวและในนามธนาคารเกียรตินาคินภัทร ร่วมด้วยหน่วยงานอื่นๆ เช่น การบินไทย และ บางกอกแอร์เวย์ส ที่เคยร่วมสนับสนุนในช่วงการจัดหาทุน
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สีพาสเทลบนกระดาษ พ.ศ.2552
จักรพันธุ์ โปษยกฤต
(ลิขสิทธิ์ภาพ : มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต)
4.เทคนิคการเขียนภาพจากพื้นหลังเข้าหาตัวบุคคล
วัตถุจัดแสดงภายใน ‘พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ สร้างความตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นฝีมือการวาดภาพในหลายช่วงวัยของอาจารย์ อุปกรณ์การวาดภาพที่ผ่านมืออาจารย์ หุ่นกระบอก ฉากการแสดง งานประติมากรรม
เบื้องหลังความงามเหล่านี้ซ่อนเทคนิคเฉพาะตัวของศิลปินไว้มากมาย วัลลภิศร์เผยเทคนิค ‘การเขียนภาพเหมือนบุคคล’ ของอาจารย์จักรพันธุ์ไว้ดังนี้
“อาจารย์สอนว่าเวลาจะเขียนภาพคนเหมือน อย่าเพิ่งไปมองที่เครื่องหน้า (ตา จมูก ปาก) ให้เริ่มจากการมอง Background (พื้นหลัง) และ เส้นรอบตัวของบุคคล ที่ตัดกับพื้นหลังนั้นก่อน เพื่อดูโครงสร้างและตำแหน่งของบุคคลที่อยู่กลางเฟรม โดยเริ่มป้ายสีน้ำมันจากมุมเฟรมเพื่อสร้างพื้นหลังก่อน จะไม่ร่างรูปทรงของใบหน้าไว้ก่อนเหมือนการวาดภาพทั่วไป
ขณะที่ลงสีพื้นหลังจากขอบเฟรมเข้ามา อาจารย์จะค่อยๆ ป้ายสีเข้ามาล้อมรอบพื้นที่จนเกิดเป็นรูปทรงหน้าคนขึ้นมาจากการ ‘กัน’ พื้นที่ของพื้นหลัง เมื่อได้รูปทรงภายนอกที่ชัดเจนแล้ว จึงจะเริ่ม ‘เก็บข้างใน’ หรือวาดรายละเอียดของใบหน้าตามลงไป"
สำหรับการร่างภาพ อาจารย์มักร่างภาพด้วยสีน้ำมันเลย โดยไม่ใช้ดินสอ เนื่องจากสีน้ำมันที่ยังไม่แห้งสามารถใช้ผ้าสะอาดเช็ดออกได้เกลี้ยงเกลากว่ารอยดินสอ หากอาจารย์ยังไม่พอใจในสัดส่วนหรือท่าทาง ก็สามารถเช็ดทิ้งและปรับแก้ได้ทันทีโดยไม่ทิ้งร่องรอย
ภาพ ‘พระลอเสี่ยงน้ำ’ สีน้ำมันบนผ้าใบ พ.ศ.2551
5.หอบพู่กันเป็นกำมือ
วัลลภิศร์ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า อาจารย์จักรพันธุ์มักหอบพู่กันไปคราวละมากๆ เป็นกำมือ เพราะท่านมีเทคนิคการทำงานที่ ไม่ยอมล้างพู่กันในขณะที่ยังเขียนภาพไม่เสร็จ โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้
"อาจารย์อธิบายว่าหากเขียนไปล้างพู่กันไป น้ำมันสนที่ใช้ล้างจะเข้าไปปนอยู่ที่โคนพู่กัน เมื่อนำไปผสมสีใหม่จะทำให้สีนั้นดูตุ่น มีคราบสีปน และออกมาไม่สวยงาม ท่านจะพกพู่กันไปเป็นกำมือใหญ่ๆ เพื่อแยกใช้พู่กันเฉพาะสำหรับแต่ละสี เช่น พู่กันอันนี้สำหรับสีนี้ อีกอันสำหรับสีนั้น และมีพู่กันแยกไว้สำหรับ ‘เกลี่ย’ โดยเฉพาะ เพื่อรักษาความสะอาดและความบริสุทธิ์ของเนื้อสีในแต่ละส่วนของภาพ
ท่านจะรวบรวมพู่กันที่ใช้เสร็จแล้วทั้งหมดกลับมาล้างด้วยน้ำมันสนอย่างละเอียดที่บ้านเพียงครั้งเดียวหลังจากเขียนงานเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าพู่กันจะสะอาดหมดจดพร้อมใช้งานในครั้งต่อไป"
เทคนิคนี้สะท้อนถึงความละเอียดประณีตของอาจารย์ที่ให้ความสำคัญกับความสดใสและความสวยงามของเนื้อสีในงานจิตรกรรมอย่างสูงสุด
พระแม่คงคา สีน้ำบนผ้าใบ พ.ศ.2553
6.ไม่ล้างพู่กัน ไม่ทิ้งสี
เทคนิคและนิสัยในการทำงานศิลปะของอาจารย์จักรพันธุ์ได้เปลี่ยนไปในระยะต่อมา แทนที่จะเช็ดสีที่เหลือติดพู่กันทิ้งลงบนเศษผ้าหรือล้างพู่กันทิ้งไปเปล่า ๆ อาจารย์กลับเลือกที่จะนำพู่กันมาเช็ดสีที่เหลือเหล่านั้นลงบนเฟรมผ้าใบว่างๆ แทน
“อาจารย์มีความคิดว่า ‘เรื่องอะไร..จะทิ้งสีทำไม ในเมื่อมีประโยชน์’ ท่านจึงไม่ยอมทิ้งของเสียโดยเปล่าประโยชน์และพยายามใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด เมื่ออาจารย์เช็ดสีสะสมไว้บนเฟรมผ้าไปเรื่อยๆ วันหนึ่งรอยเหล่านั้นจะกลายเป็นโครงสีที่สวยงาม ซึ่งท่านสามารถนำมาเขียนต่อจนเป็นภาพที่สมบูรณ์ได้ ท่านไม่ได้เช็ดไปเรื่อย แต่ท่านเล็งไว้แล้วว่าจะเช็ดสีอย่างไรเพื่อให้เขียนเป็นภาพต่อไปได้”
ตัวอย่างผลงานภาพวาดที่เกิดจากเทคนิคการเช็ดพู่กันสะสมสีไว้บนเฟรม คือ ภาพพระแม่คงคา (พ.ศ.2553) เริ่มจากการเช็ดสีเพื่อทำโครงสีทิ้งไว้จนกลายเป็นผลงานที่งดงามในที่สุด
เทคนิคนี้สะท้อนให้เห็นถึงไหวพริบและการใช้สติปัญญาของอาจารย์ในการทำงานศิลปะที่ไม่ยอมให้สิ่งใดสูญเปล่า และสามารถสร้างสรรค์ความงามขึ้นมาจากสิ่งที่คนทั่วไปอาจมองว่าเป็นขยะหรือของที่ต้องทิ้ง
หุ่นพระมหาเถรคันฉ่อง
7.เรื่องเล่าหุ่นพระมหาเถรคันฉ่อง
วัลลภิศร์ สดประเสริฐ ผู้ประพันธ์บทละครเรื่อง ‘ตะเลงพ่าย’ เพื่อจัดแสดงหุ่นกระบอกในปี 2532 กล่าวว่า หุ่นพระมหาเถรคันฉ่อง สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการแสดงฉากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จไปกราบท่าน
“ในช่วงแรกที่เขียนบท ผมใส่มุกตลกเข้าไปในบทของพระมหาเถรด้วย โดยวางแผนให้ท่านเดินออกมาพูดจาตลกขบขันเล็กน้อย เมื่อทำหุ่นเสร็จสมบูรณ์วันแรก อาจารย์จักรพันธุ์ได้นำหุ่นออกมาลองเชิดเพื่อทดสอบการเดิน แต่ในคืนนั้นเองท่านกลับมีอาการ ปวดแขนอย่างรุนแรงจนยกแขนไม่ขึ้น อาการปวดหนักมาก ถึงขั้นเตรียมตามหมอมาตรวจในวันรุ่งขึ้น เกรงจะเชิดหุ่นในวันแสดงจริงไม่ได้
ผมสังหรณ์ใจอาจเป็นเพราะการไปล่วงเกินท่านด้วยการแต่งบทตลกที่ไม่เหมาะสม จึงแนะนำให้อาจารย์ไปกราบขอขมา เมื่ออาจารย์เดินไปนั่งกราบและตั้งจิตอธิษฐาน พร้อมกับวางมือลง อาการปวดแขนทั้งหมดก็หายเป็นปลิดทิ้งทันทีอย่างน่าอัศจรรย์
หลังจากเหตุการณ์นั้น ทีมงานตัดสินใจตัดมุกตลกทั้งหมดออกจากบทของพระมหาเถรคันฉ่อง และเปลี่ยนมานำเสนอด้วยความเคารพอย่างสูงสุดแทน”
อ.จักรพันธุ์เชิดหุ่นกระบอกพระสุพรรณกัลยา (ลิขสิทธิ์ภาพ : มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต)
หุ่นกระบอกพระสุพรรณกัลยา
งานปักบนหมวกหุ่นกระบอก 'บิฮูหยิน' ภริยาเล่าปี่ อ.จักรพันธุ์ปักด้วยตนเอง
8.เอกลักษณ์การเชิดหุ่นกระบอก
อาจารย์จักรพันธุ์มีความเชี่ยวชาญในการเชิดหุ่นกระบอกเป็นอย่างมาก ซึ่งเรียนมาจาก ครูชื้น สกุลแก้ว และ ครูวงษ์ รวมสุข
ลูกศิษย์อาจารย์จักรพันธุ์กล่าวว่า “ท่านเชิดสวยทุกตัว ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างชัดเจน” อย่างไรก็ตาม มีหุ่นกระบอกบางตัวและบางบทบาทที่ได้รับการเน้นย้ำว่าเป็นตัวละครที่อาจารย์เชิดด้วยตนเองและมีลีลาการเชิดที่เป็นเอกลักษณ์ นั่นคือหุ่น พระสุพรรณกัลยา (เรื่องตะเลงพ่าย) หุ่นองค์นี้อาจารย์จักรพันธุ์ทำอย่างไว้ฝีมือ ลงมือทำเองแทบจะทั้งองค์ โดยเฉพาะการวาดหน้า ศิราภรณ์รัดเกล้าทำด้วยเงินประดับทับทิมสยาม พระเนตรเป็นแก้ว เป็นการเชิดที่ผู้ดูรู้สึกถึงความเมตตา
หุ่น พระมหาอุปราชา (เรื่องตะเลงพ่าย) อาจารย์เชิดในฉาก “ตรวจพล” ซึ่งเป็นการเชิดที่มีลักษณะ “ห้าวหาญและดุดันมาก” จนไม่น่าเชื่อ และหุ่น จิวยี่ (เรื่องสามก๊ก) ท่านได้ศึกษาเทคนิคจากครูงิ้วและผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นจีนเพื่อให้การเชิดตัวละครนี้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด
วัลลภิศร์ สดประเสริฐ กล่าวถึงหุ่นกระบอก 'จิวยี่' ที่อ.จักรพันธุ์เชิด สามารถใช้มือหุ่นรูดขนนกบนหมวกนักรบและหุบพัดได้ขณะเชิด
หุ่นกระบอกจิวยี่
9.บุคลิกภาพและคำสอน
อาจารย์จักรพันธุ์ มีความเป็นครู และ ผู้ให้ มีความเมตตาต่อลูกศิษย์สูง มักเลี้ยงข้าวลูกศิษย์ทั้งห้องแม้ในสมัยที่ท่านยังไม่ได้มีรายได้มากนัก
“อาจารย์สอนหนังสือได้ชั่วโมงละ 25 บาท สามชั่วโมงก็ 75 บาท ค่าแท็กซี่จากเอกมัย 25 บาท กลับอีก 25 บาท แต่อาจารย์ก็เลี้ยงข้าวนักศึกษาทั้งห้อง 30 กว่าคนที่โรงอาหาร สมัยนั้นรูปแกก็ยังราคาไม่สูงเท่าไหร่” วัลลภิศร์ซึ่งมีโอกาสเป็นลูกศิษย์อาจารย์จักรพันธุ์ในปีพ.ศ. 2515 เล่าเหตุการณ์ในปีนั้น
ช่วงระดมทุนซื้อที่ดิน อาจารย์จักรพันธุ์ไม่ยอมขายภาพเขียน เพราะต้องการเก็บไว้ให้นักศึกษาได้ดู โดยมองว่าถ้าขายไปภาพจะไปอยู่ตามบ้านคนรวยที่นักศึกษาเข้าไม่ถึง
ท่านมีความเป็นระเบียบวินัยสูง ตรงต่อเวลา มีหลักการที่แน่วแน่ ใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่ทุ่มเทเงินทุนมหาศาลเพื่อสร้างหุ่นกระบอกและพิพิธภัณฑ์เพื่อประเทศชาติ
วัลลภิศร์กล่าวด้วยว่า ท่านมีความเคารพครูบาอาจารย์อย่างสูงสุด แม้ครูจะดุด่า ท่านก็ไม่เคยโกรธและยังคงเคารพรักเช่นเดิม ท่านรักธรรมชาติ ชอบเข้าป่าไปเขียนรูป รักต้นไม้มาก มักเสียใจหรือโกรธหากมีใครตัดต้นไม้ในบ้านที่จันทบุรีโดยไม่บอก
พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต
ขาหยั่ง สี พู่กัน และเก้าอี้ที่อาจารย์ใช้นั่งวาดรูป จัดแสดงภายใน ‘พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’
สวนด้านหลัง ‘พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ จำลองสวนบ้านฝั่งธนบุรีของอาจารย์ต๋อง
สวนด้านหลัง ‘พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’
จำลองสะพานข้ามคลองต้นไทร ผ่านสวน 'วัดทองเพลง'
เพิ่มราวกันตก ปลูกต้นหมากยึดดินข้างท้องร่องสวน
Self portrait จักรพันธุ์ โปษยกฤต วาดเส้นดินสอ พ.ศ.2507
พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เปิดให้สาธารณชนและผู้สนใจเข้าชม ทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป หน่วยงานที่สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถเข้าชมได้ ทุกวันพุธ สอบถามรายละเอียดและซื้อบัตรได้ที่โทร.0 2392 7754 หรือโทร.08 7332 5467 ติดตามข้อมูลได้ทาง เฟสบุ๊กมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในซอย 58 ถนนสุขาภิบาล 5 เขตสายไหม กรุงเทพฯ
รักอาจารย์ คิดถึงอาจารย์ เชื้อเชิญไปเยี่ยมชมและศึกษาผลงานของอาจารย์