Goldman Sachs ชี้ดัชนี S&P 500 ขึ้นแรงแต่ไม่ทั่วถึง คาด EPS ปี 2570 โต 4%
Goldman Sachs ชี้ดัชนี S&P 500 ขึ้นแรงแต่ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะพลังงานและเทคโนโลยี คาด EPS ปี 2570 โต 4% ท่ามกลางความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 16.22 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Goldman Sachs Group Inc. วิเคราะห์ว่า ดัชนี S&P 500 Index พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรของนักวิเคราะห์ในบางกลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงทั้งตลาด
ทีมกลยุทธ์ที่นำโดย Ben Snider ระบุว่า แม้ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทใน S&P 500 สำหรับปีนี้และปีหน้าจะเพิ่มขึ้นราว 4% จากช่วงต้นปี แต่การปรับขึ้นดังกล่าวกระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยีเป็นหลัก โดยได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากสงครามอิหร่าน และกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กลับมาคึกคัก
ที่น่าสนใจคือ มีเพียง 2 บริษัท ได้แก่ Micron Technology Inc. และ Exxon Mobil Corp. ที่มีส่วนทำให้ประมาณการ EPS ของปี 2569 เพิ่มขึ้นมากกว่า 60% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ขณะที่บริษัทส่วนใหญ่ในดัชนีแทบไม่มีการปรับประมาณการกำไรในช่วงที่ผ่านมา
Snider ระบุว่า การปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดยังไม่กระจายตัว
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐจะปิดทำสถิติสูงสุดในวันศุกร์ และถือเป็นสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดของปี 2569 แต่ Goldman Sachs ชี้ว่าการปรับขึ้นครั้งนี้ยังขาดความกว้าง (market breadth) โดยตัวชี้วัดความกระจายของหุ้นที่ปรับตัวขึ้นลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ ยกเว้นช่วงฟองสบู่ดอทคอมและช่วงกลางปี 2566
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ ผลประกอบการไตรมาส 1 ว่าจะช่วยให้การปรับเพิ่มกำไรและแรงซื้อในตลาดกระจายตัวมากขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะความคืบหน้าในการเปิดช่องแคบช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความสำคัญต่อหุ้นกลุ่มวัฏจักรเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ฤดูกาลประกาศงบการเงินเริ่มต้นได้ดี โดยบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐประมาณ 81% รายงานกำไรดีกว่าคาด ตามข้อมูลของ Bloomberg Intelligence โดยกลุ่มธนาคารมีบทบาทเด่น เช่น JPMorgan Chase & Co., Bank of America Corp., Citigroup Inc. และ Goldman Sachs ที่ทำรายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์สูงเป็นประวัติการณ์
Goldman Sachs คาดว่า EPS ของ S&P 500 จะเติบโต 12% ในปีนี้ ใกล้เคียงกับมุมมองของนักกลยุทธ์โดยรวม แต่ต่ำกว่าประมาณการแบบ bottom-up ที่มองไว้ 18% โดยความเสี่ยงมีทั้งด้านลบจากอุปสงค์ผู้บริโภคที่อ่อนตัวและต้นทุนที่สูงขึ้นจากสงคราม และด้านบวกจากการลงทุน AI และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว
อ้างอิง : bloomberg.com