โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ตอนที่ 51 กุญแจปลดล็อกกับดักรายได้ปานกลางของไทย

The Bangkok Insight

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ตอนที่ 51 สร้างแบรนด์ สร้างประเทศ: กุญแจปลดล็อกกับดักรายได้ปานกลางของไทย

หลังจากได้ศึกษาและวิเคราะห์โมเดลการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ ตลอดจนเวียดนาม ผมมองเห็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน ซึ่งสามารถนำมาเป็นแนวทางในการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

และในวันนี้ ผมจึงอยากพาผู้อ่านเข้าสู่ประเด็นที่ผมตั้งใจจะถ่ายทอดมาอย่างยาวนาน นั่นคือการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

ผมขอเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงสำคัญว่า ประเทศไทยเผชิญกับภาวะ กับดักรายได้ปานกลาง มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในมุมมองของผม การสร้างแบรนด์ไทยให้แข็งแกร่งถือเป็นหนึ่งในคำตอบที่สำคัญของโจทย์นี้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อาจเป็นคำตอบทั้งหมดได้ หากดำเนินการอย่างแยกส่วน

ประเทศที่สามารถก้าวข้ามกับดักดังกล่าวได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือเยอรมนี ล้วนไม่ได้เติบโตจากการตลาดหรือภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการยกระดับอย่างเป็นระบบในทุกมิติ ทั้งด้านผลิตภาพ เทคโนโลยี ทรัพยากรมนุษย์ สถาบัน มาตรฐาน และแบรนด์ ซึ่งล้วนขับเคลื่อนไปพร้อมกันอย่างสอดประสาน

แนวคิดนี้ สอดคล้องกับรายงาน World Development Report 2024 ของธนาคารโลก ซึ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประเทศรายได้ปานกลางจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโมเดลการเติบโต จากการพึ่งพาแรงงานต้นทุนต่ำและการลงทุนขั้นพื้นฐาน ไปสู่การรับและต่อยอดเทคโนโลยีจากภายนอก ผสานเข้ากับนวัตกรรมภายในประเทศ พร้อมทั้งกระจายองค์ความรู้ไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ จึงจะสามารถก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น ถ้าจะวางแผนพัฒนาประเทศไทยให้กระโดดข้าม Middle Income Trap อย่างเป็นระบบ ผมเสนอ 10 ด้านที่ต้องพัฒนาพร้อมกัน ดังนี้

1. เลือกอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของชาติให้ชัด และทุ่มทรัพยากรแบบมีเป้าหมาย ประเทศไทยไม่ควรกระจายแรงไปทุกอุตสาหกรรม แต่ต้องเลือกสนามที่เราชนะได้ เช่น อาหารมูลค่าสูงและอาหารสุขภาพ, เวชภัณฑ์และสุขภาพ, เครื่องสำอางและ wellness, ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอัจฉริยะ, อิเล็กทรอนิกส์/เซมิคอนดักเตอร์บางส่วน, เกษตรเทค, โลจิสติกส์, ซอฟต์แวร์และบริการดิจิทัล

จากนั้นทำเหมือนเกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซีย คือมี industrial policy ที่ชัด มีเป้าหมายยกระดับห่วงโซ่มูลค่า ไม่ใช่แค่เพิ่มปริมาณการผลิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ OECD, World Bank และแผนอุตสาหกรรมใหม่ของมาเลเซียต่างเน้นตรงกันมาก

2. เปลี่ยนจากรับจ้างผลิต ไปสู่ เจ้าของเทคโนโลยี เจ้าของดีไซน์ และเจ้าของแบรนด์ จุดอ่อนสำคัญของไทยคือหลายอุตสาหกรรมยังอยู่ในช่วงปลายห่วงโซ่ คือผลิตเก่ง แต่กำไรส่วนใหญ่ไปอยู่ที่เทคโนโลยี การออกแบบ มาตรฐาน ซอฟต์แวร์ ช่องทางตลาด และแบรนด์

ประเทศที่ขึ้นเป็นรายได้สูงได้ มักค่อย ๆ ขยับจาก OEM ไปสู่ ODM และ OBM หรือจากฐานผลิตไปสู่ฐานนวัตกรรมและแบรนด์ของตนเอง เกาหลีใต้เป็นตัวอย่างชัด ส่วนเวียดนามเองก็ถูก World Bank เตือนว่า โมเดลโตจากการส่งออกแบบมูลค่าเพิ่มต่ำจะไม่พอสำหรับการขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงในระยะต่อไป

3. สร้าง แบรนด์ประเทศไทย ควบคู่กับการสร้าง แบรนด์สินค้าไทย แบรนด์ระดับชาติไม่ใช่แค่โลโก้ท่องเที่ยว แต่คือภาพจำทางเศรษฐกิจ เช่น ญี่ปุ่น = คุณภาพและความพิถีพิถัน, เยอรมนี = วิศวกรรมและความน่าเชื่อถือ, เกาหลีใต้ = เทคโนโลยีและวัฒนธรรมร่วมสมัย

ไทยจึงควรวาง Nation Brand ใหม่ให้ชัดว่าเราเด่นเรื่องอะไร เช่น อาหารคุณภาพ สุขภาพและ wellness ความคิดสร้างสรรค์ วัตถุดิบเขตร้อน การบริการ และคุณภาพชีวิต แล้วเชื่อมสิ่งนี้ไปสู่แบรนด์เอกชนไทยในตลาดโลก ผ่านมาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ การออกแบบ เรื่องราวแบรนด์ และ soft power ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละบริษัทสู้เองแบบกระจัดกระจาย หลักคิดนี้สอดคล้องกับบทเรียนของประเทศที่ใช้การยกระดับมูลค่าเพิ่มและภาพลักษณ์ประเทศเพื่อขยายความสามารถแข่งขันระยะยาว

4. ปฏิรูปการวิจัยและนวัตกรรม ให้เชื่อมกับภาคธุรกิจจริง หลายประเทศสำเร็จเพราะรัฐไม่ได้สนับสนุนวิจัยแบบแยกส่วน แต่สร้างระบบที่มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย รัฐ และเอกชนทำงานร่วมกัน เช่น เกาหลีใต้ใช้สถาบันวิจัยภาครัฐช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น OECD ระบุชัดว่า STI มีบทบาทสำคัญมากต่อการยกระดับเศรษฐกิจเกาหลี

ดังนั้นไทยต้องเปลี่ยนจาก งานวิจัยเพื่อผลงาน เป็น งานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม โดยวัดผลจากจำนวนสิทธิบัตรที่ใช้ได้จริง รายได้จาก licensing การเกิด deep-tech startup และจำนวนสินค้าไทยที่ขยับขึ้นสู่ premium segment

5. ยกระดับ SMEs ไทยให้เข้าเครือข่ายการผลิตโลก ไม่ใช่โตแบบโดดเดี่ยว เศรษฐกิจไทยจะโตไม่ยั่งยืนถ้ามีแต่บริษัทใหญ่หรือบริษัทต่างชาติที่แข็งแรง แต่ผู้ประกอบการท้องถิ่นยังอ่อนแอ บทเรียนจากเยอรมนีเรื่อง Mittelstand และจาก OECD เรื่อง SMEs ชี้ว่า ธุรกิจขนาดกลางและเล็กต้องถูกเชื่อมเข้ากับ supply chain, knowledge network, มาตรฐาน, การเงิน, และตลาดต่างประเทศ จึงจะเป็นฐานผลิตภาพของประเทศได้จริง

ไทยควรมีโครงการ SME upgradin แบบเข้มข้นในแต่ละคลัสเตอร์ เช่น food-tech, beauty, medical devices, electronics, design, software services และ creative export

6. ปฏิรูปกำลังคนครั้งใหญ่ ให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ ประเทศที่จะหลุดกับดักรายได้ปานกลางได้ ต้องมีแรงงานที่ไม่ใช่แค่ มีงานทำ แต่ต้องมีผลิตภาพสูงขึ้นต่อเนื่อง OECD ชี้ว่าผลิตภาพคือฐานสำคัญของความมั่งคั่งระยะยาว และไทยเองต้องฟื้นผลิตภาพอย่างจริงจัง หากต้องการเป็นประเทศรายได้สูงภายในเป้าหมายระยะยาวของตน

นี่แปลว่าไทยต้องปฏิรูปการศึกษาอาชีวะ มหาวิทยาลัย และระบบ reskill/upskill ให้ผูกกับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะวิศวกรรม ดิจิทัล AI การออกแบบ ชีววิทยาประยุกต์ มาตรฐานสากล การค้าระหว่างประเทศ และการสร้างแบรนด์

7. ทำโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ ทั้งดิจิทัล โลจิสติกส์ พลังงาน และข้อมูล ต้นทุนการแข่งขันในยุคใหม่ไม่ได้อยู่แค่ค่าแรง แต่อยู่ที่ความเร็ว ความเสถียร และต้นทุนระบบทั้งหมด ประเทศอย่างเยอรมนีและญี่ปุ่นยังถูก OECD เตือนเรื่อง digitalisation และความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจ แปลว่าไทยยิ่งต้องเร่งกว่าเดิม โดยเฉพาะ 5G/6G-ready infrastructure, cloud และ data center, โลจิสติกส์เชื่อมท่าเรือ-ราง-ชายแดน, green energy, smart grid และ data governance เพื่อให้โรงงาน บริการ และแพลตฟอร์มไทยแข่งขันได้ในห่วงโซ่มูลค่าใหม่

8. ปฏิรูประบบรัฐ กฎระเบียบ และบริการภาครัฐ ให้เร็ว โปร่งใส และเอื้อนวัตกรรม หลายประเทศโตได้เพราะภาครัฐไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ แต่เป็นplatform ให้เอกชนโต เยอรมนีและเวียดนามต่างมีประเด็นเรื่องกฎระเบียบและประสิทธิภาพรัฐที่กระทบศักยภาพการเติบโต

ขณะที่ World Bank และ OECD มักย้ำเรื่อง business environment เป็นเงื่อนไขสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจ ไทยจึงต้องลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ปรับกฎหมายล้าสมัย เปิด regulatory sandbox เร่ง e-government จริงจัง และทำ one-stop service สำหรับการลงทุน การส่งออก การวิจัย และการจดทรัพย์สินทางปัญญา

9. ใช้ FDI อย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่ดึงเงินเข้า แต่ต้องดึงความรู้เข้า เวียดนามโตเร็วเพราะ FDI และการส่งออก แต่ World Bank ก็เตือนว่าต่อไปต้องtrading up หรือขยับขึ้นห่วงโซ่มูลค่าให้มากกว่าเดิม นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับไทยเช่นกัน เราไม่ควรแข่งแค่ลดภาษีหรือลดต้นทุนเพื่อดึงโรงงานเข้า แต่ต้องตั้งเงื่อนไขเชิงพัฒนา เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาซัพพลายเออร์ไทย การร่วมวิจัยกับมหาวิทยาลัยไทย การสร้างศูนย์ออกแบบ/ศูนย์วิศวกรรมในไทย และการสร้างคนไทยระดับผู้จัดการเทคโนโลยีขึ้นมาในระบบ

10. สร้างระบบส่งออกมูลค่าสูง ที่ผสานการค้า วัฒนธรรม และ soft power ถ้าไทยจะสร้างรายได้ระดับประเทศผ่านแบรนด์ เราต้องมองการส่งออกแบบใหม่ คือไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย คุณค่า + มาตรฐาน + เรื่องราว + ประสบการณ์ เหมือนที่เกาหลีใช้วัฒนธรรมหนุนสินค้า ญี่ปุ่นใช้คุณภาพหนุนประเทศ เยอรมนีใช้มาตรฐานวิศวกรรมหนุนแบรนด์

ไทยมีโอกาสสูงมากในอาหาร สุขภาพ ความงาม การท่องเที่ยวคุณภาพ วัฒนธรรมสร้างสรรค์ และบริการมืออาชีพ ดังนั้นต้องมีหน่วยงานหรือ platform ระดับชาติที่ทำเรื่อง market intelligence, design support, export branding, global e-commerce, influencer diplomacy, international fairs และ country-of-origin marketing อย่างจริงจัง ไม่ใช่แยกทำกันคนละหน่วยงาน

สรุปแกนคิดสำคัญที่สุด ถ้าจะยกระดับประเทศไทยให้พ้น Middle Income Trap ได้จริง คำตอบไม่ใช่ ผลิตให้มากขึ้น แต่คือ ผลิตให้ฉลาดขึ้น ขายให้แพงขึ้น สร้างเทคโนโลยีเองมากขึ้น และทำให้แบรนด์ไทยมีอำนาจต่อรองในตลาดโลกมากขึ้น

แบรนด์จึงเป็นคำตอบที่ใช่แต่ต้องอยู่บนฐานของอุตสาหกรรม นวัตกรรม คน มาตรฐาน และรัฐที่มีประสิทธิภาพ มิฉะนั้นเราจะมีเพียงภาพลักษณ์ที่สวย แต่ไม่มีฐานเศรษฐกิจรองรับ ซึ่งไม่พอจะพาประเทศขึ้นสู่ระดับพัฒนาแล้วได้

บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...