ราคาก๊าซ LNG พุ่ง ! กระทบหุ้นโรงไฟฟ้าแค่ไหน ?
ราคาก๊าซ LNG พุ่ง ! กระทบหุ้นโรงไฟฟ้าแค่ไหน ? ผลพวงความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดพลังงานโลก เพราะจุดยุทธศาสตร์ที่ตลาดจับตามองมากที่สุด คือ ช่องแคบเฮอร์มุซ ถือเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากประเทศผู้ผลิตในตะวันออกกลาง
ตลาดจึงกังวลว่าการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบเฮอร์มุซอาจเผชิญความไม่แน่นอน ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลก โดยเฉพาะ LNG ปรับตัวสูงขึ้น และเมื่อราคา LNG ขยับขึ้น คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนก็คือต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นนี้ จะส่งผลอย่างไรต่อธุรกิจโรงไฟฟ้าอย่างไรเพราะสำหรับประเทศไทย ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงของราคา LNG สามารถส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัทโรงไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าแบบ Combined Cycle ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศ
บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ ประเมินว่าก๊าซ LNG ที่พุ่งจากความตึงเครียดในอิหร่าน อาจกระทบประมาณการกำไรกลุ่มโรงไฟฟ้าในปี 2569 ราว 4% โดยมีประเด้นสำคัญ ดังนี้
1. นักวิเคราะห์ทำการทดสอบความอ่อนไหวของราคาก๊าซ LNG ที่อาจปรับเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในอิหร่าน เพื่อประเมินผลกระทบต่อประมาณการกำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้า พบว่ามีดาวน์ไซด์เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักประมาณ 4.1% ต่อประมาณการกำไรปี 2569 ภายใต้สมมติฐานว่าราคา LNG เพิ่มขึ้น 3.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อ mmbtu
2. มองว่าความขัดแย้งในอิหร่านน่าจะยืดเยื้อเพียงระดับสัปดาห์มากกว่าหลายเดือน โดยยังไม่ได้รวมการปรับขึ้นของราคา LNG ในกรณีฐานของประมาณการ เนื่องจากราคายังมีความผันผวนสูง และยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปรับค่า Ft ซึ่งมีกำหนดทบทวนช่วงปลายเดือนมีนาคม
3. ตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในอิหร่าน เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2569 ราคาก๊าซ LNG ในตลาด Spot มีความผันผวน เคยพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อ mmbtu เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 15 - 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อ mmbtu
4. LNG ที่นำเข้าคิดเป็นประมาณ 27 % ของโครงสร้างแหล่งก๊าซของประเทศไทย ซึ่งก๊าซ LNG ที่นำเข้าทั้งหมดอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากทั้งสัญญาระยะยาวและ LNG ในตลาด Spot ต่างมีการอ้างอิงราคาน้ำมันดิบ
5. การเพิ่มขึ้นของราคา LNG ประมาณ 3.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อ mmbtu อาจทำให้ราคาก๊าซเฉลี่ยในระบบก๊าซของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 32 บาทต่อ mmbtu ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.25 บาทต่อหน่วยไฟฟ้า
โดยรวมแล้วถือว่าผลกระทบต่อกำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้ายังถือว่าจำกัด อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ SPP บริษัทที่มีความอ่อนไหวต่อราคาก๊าซสูงที่สุดคือ BGRIM และ GPSC เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากการขายไฟให้ลูกค้าอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก โดยมีดาวน์ไซด์ต่อกำไรประมาณ 18% และ 15% ตามลำดับ เชื่อว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนความเสี่ยงส่วนใหญ่ไปแล้ว
หุ้นเด่นที่แนะนำยังคงเป็น BCPG และ GPSC
บล.เมย์แบงก์ ชอบหุ้น BCPG หรือ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เนื่องจากไม่มีความเสี่ยงโดยตรงจากความผันผวนของราคา LNG ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปแล้วประมาณ 19% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดว่ากำไรหลักปี 2569 ของ BCPG จะเติบโตประมาณ 25% YoY และมีค่า P/E ปี 2569 ที่น่าสนใจที่ประมาณ 8.6 เท่า
ด้านมุมมองต่อหุ้น GPSC หรือ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นล่าสุด ได้สะท้อนความเสี่ยงจากราคา LNG ไปแล้ว อีกทั้งยังมีปัจจัยบวกที่อาจหนุนราคาหุ้นในอนาคต ได้แก่ ความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้า SPP ภายในกลุ่ม PTT และความคืบหน้าของโครงการ CFP ของ TOP อาจนำไปสู่การรวมโครงการ ERU เข้าในประมาณการในอนาคต
ดังนั้น สำหรับนักลงทุนแล้ว ราคาพลังงานโลกโดยเฉพาะ LNG ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตาม เพราะไม่เพียงสะท้อนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสามารถส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และผลประกอบการของบริษัทโรงไฟฟ้าในตลาดหุ้นไทยได้โดยตรง แต่ผลกระทบของแต่ละบริษัทนั้นถือว่าแตกต่างกันตามโครงสร้างธุรกิจ
นอกจากนี้ โครงสร้างรายได้ของธุรกิจโรงไฟฟ้าไทยจำนวนมาก ยังมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับภาครัฐ ช่วยลดความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิงได้ในระดับหนึ่ง
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'อรรถพล' ถกด่วนผู้ค้าน้ำมัน-โรงกลั่น เร่งขนส่ง กระจายน้ำมันให้รวดเร็ว ทั่วถึง
- 'อนุทิน' เรียกถกทีมเศรษฐกิจ รับมือราคาน้ำมัน หลังครบตรึงราคา 15 วัน
- ‘ราคาน้ำมันโลก’ ลดลงเล็กน้อย หลัง ‘ทรัมป์’ ร้องนานาชาติช่วยปกป้อง ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’
ติดตามเราได้ที่