โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สบอ.1 ยกระดับเฝ้าระวัง ‘เจ้างาเบี่ยง’ หลังใช้ชีวิตในไร่อ้อยชาวบ้าน

WeR NEWS

เผยแพร่ 25 มี.ค. เวลา 11.51 น.

วันที่ 25 มีนาคม 2569 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังช้างป่าอย่างเข้มข้น หลังเครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่า ตำบลเขาไม้แก้ว และตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี รายงานการพบเห็น “เจ้างาเบี่ยง” ช้างป่าเจ้าถิ่นพร้อมพวก เข้ามาหากินและใช้ชีวิตในพื้นที่ไร่อ้อยของเกษตรกรในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวหรือช่วงปิดหีบ เร่งระดมชุดปฏิบัติการติดตามพร้อมกางแผนเชิงรุก 5 ด้าน หวังลดการเผชิญหน้าระหว่างเกษตรกับช้างป่า

นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับเครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่าในพื้นที่ตำบลเขาไม้แก้ว และตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี ล่าสุดภาพจากโดรนได้บันทึกภาพ “เจ้างาเบี่ยง” ซึ่งเป็นช้างป่าตัวผู้ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นคืองาโค้งผิดปกติ กำลังหากินและเล่นโคลนในไร่อ้อยของเกษตรกรอย่างสบายอารมณ์ โดยพบว่ามีช้างป่าอีกหนึ่งตัวร่วมขบวนด้วย

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลใจให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเก็บเกี่ยวอ้อยเพื่อส่งโรงงานน้ำตาล (ฤดูปิดหีบ) ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกษตรกรจำเป็นต้องลงพื้นที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเผชิญหน้ากับช้างป่าโดยไม่คาดคิด

ที่ผ่านมา ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว นายเนย สุขประเสริฐ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยจังหวัดปราจีนบุรี นายมนตรี คำพล นายกสมาคมชาวไร่อ้อยจังหวัดสระแก้ว และนายสมใจ ลาทอง ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาไม้แก้ว และที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังท่าช้าง ได้ดำเนินการประสานงานอย่างเข้มข้นกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไนและสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) เพื่อสร้างความเข้าใจและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม กลุ่มแกนหลักชุมชนเหล่านี้ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเกษตรกรกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างราบรื่นและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) ได้ดำเนินการตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มอบหมายนโยบายเร่งด่วน หรือ "Quick Win" จำนวน 5 ด้าน เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

การจัดการแหล่งอาศัยในป่าลึก : จัดเตรียมแหล่งน้ำ ทุ่งหญ้า และโป่งเทียมในพื้นที่ป่าลึก เพื่อดึงดูดช้างป่าให้กลับคืนสู่ถิ่นอาศัยเดิมตามธรรมชาติ

การเฝ้าระวังและผลักดันร่วมกับชุมชน : จัดตั้งและสนับสนุนชุดปฏิบัติการร่วมกับชุมชนในพื้นที่ เพื่อเฝ้าระวังและดำเนินการผลักดันช้างป่าในจุดเสี่ยงต่าง

การสร้างและปรับปรุงแนวป้องกัน : ปรับปรุงและสร้างแนวป้องกันช้างป่าเพิ่มเติม เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สัตว์ป่ารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแจ้งเตือน : พัฒนาระบบ SMART Early Warning System โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผสานเข้ากับแอปพลิเคชันและระบบส่งข้อความสั้น (SMS) เพื่อแจ้งเตือนภัยให้แก่ชาวบ้านแบบเรียลไทม์

การขับเคลื่อนโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ : ดำเนินการในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และสระแก้ว โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการเชิงพื้นที่แบบไร้รอยต่อ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นายยศวัฒน์ เน้นย้ำว่า เป้าหมายสำคัญสูงสุดของการดำเนินงานคือ การทำให้คนกับช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลและปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ทางกรมอุทยานฯ ขอความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกรให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ไร่อ้อยในช่วงเวลากลางคืนและช่วงเช้ามืด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ช้างป่ามักออกหากิน หากประชาชนพบเห็นช้างป่า ขอให้รีบแจ้งสายด่วนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. 1362 ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าดำเนินการผลักดันช้างป่าตามหลักวิชาการ เพื่อความปลอดภัยของทั้งคนและสัตว์ป่า

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้าใจและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนในอนาคต

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...