เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐ กำลังศึกษาฉากทัศน์ “น้ำมัน” พุ่ง 200 ดอลลาร์ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร
เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐ กำลังศึกษาฉากทัศน์ "น้ำมัน" พุ่ง 200 ดอลลาร์ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร หากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ
วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 05.50 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังศึกษาสถานการณ์สมมติว่า หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังประเมินความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามอิหร่านในกรณีรุนแรง
แหล่งข่าวระบุว่า การจำลองสถานการณ์ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นรุนแรง เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความเสี่ยงตามปกติในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปถึงระดับดังกล่าว แต่เป็นการเตรียมความพร้อมในทุกกรณี รวมถึงกรณีที่สงครามยืดเยื้อ
ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้นด้วยซ้ำรัฐมนตรีคลังสหรัฐ Scott Bessent เคยแสดงความกังวลว่า ความขัดแย้งอาจทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นและกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังระดับสูงได้สื่อสารความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาน้ำมันเบนซินต่อทำเนียบขาวมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว โดยโฆษกทำเนียบขาว Kush Desai ระบุว่า แม้ว่ารัฐบาลจะประเมินสถานการณ์ด้านราคาและผลกระทบเศรษฐกิจอยู่เสมอ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้กำลังพิจารณาว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และรัฐมนตรีคลังไม่ได้กังวลต่อผลกระทบระยะสั้นจากปฏิบัติการทางทหาร พร้อมย้ำว่ารัฐบาลยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐและตลาดพลังงานโลกในระยะยาว
ตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยน้ำมัน West Texas Intermediate (WTI) เพิ่มขึ้นประมาณ 30% มาอยู่ที่ราว 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมัน Brent เพิ่มขึ้นเกือบ 40% มาอยู่ที่ประมาณ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทำเนียบขาวระบุว่า ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามยังคงดำเนินอยู่ แม้อิหร่านจะปฏิเสธข้อเสนอเจรจาของทรัมป์ และขู่ว่าจะดำเนินการทางทหารเพิ่มเติมหากไม่มีข้อตกลง โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้กำหนดเส้นตายให้อิหร่านเจรจาภายใน 5 วัน ขณะที่รัฐบาลสหรัฐประเมินว่า ปฏิบัติการทางทหารอาจใช้เวลาประมาณ 4–6 สัปดาห์ และรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐ Chris Wright ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันพุ่งถึง 200 ดอลลาร์จริง จะถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเมื่อปรับตามเงินเฟ้อแล้ว ราคาน้ำมันเคยแตะระดับนี้เพียงครั้งเดียวในรอบครึ่งศตวรรษ คือในปี 2008 ก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลก
แม้ราคาน้ำมันจะไม่ขึ้นถึงระดับดังกล่าว Bloomberg Economics คาดว่า หากราคาน้ำมันอยู่ที่ 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลาหลายเดือน จะทำให้เงินเฟ้อในสหรัฐและยุโรปเพิ่มขึ้น และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง
ทรัมป์กล่าวว่าเขาไม่กังวลต่อราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น และยังมองว่าอาจเป็นผลดีต่อสหรัฐในฐานะผู้ผลิตพลังงาน พร้อมคาดว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงอย่างมากหลังสงครามสิ้นสุด
อย่างไรก็ตาม การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซประมาณ 20% ของโลกที่เกือบหยุดชะงัก ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกแล้ว
ประธานธนาคารกลางยุโรป Christine Lagarde กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า สงครามทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางในยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น เริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดในเดือนหน้า
ในสหรัฐ ผลกระทบที่เห็นชัดที่สุด คือ ราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ซึ่งทำให้ราคาที่เคยลดลงในปีที่ผ่านมา ซึ่งทรัมป์เคยใช้เป็นผลงานทางเศรษฐกิจ กลับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน แนวโน้มนโยบายการเงินของสหรัฐเริ่มมีความไม่แน่นอนมากขึ้น เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กำลังจับตาว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อเงินเฟ้ออย่างไร โดย ประธาน Fed Jerome Powell กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
อ้างอิง : www.bloomberg.com