ธนารักษ์ ปั๊มเหรียญ 10 เพิ่มปีละ 300 ล้านเหรียญ รับเทรนด์ตู้หยอดเหรียญโตแรง
ธนารักษ์ เผย ราคาโลหะโลกพุ่งยังไม่กระทบต้นทุนผลิตเหรียญเพราะยังมีสต็อกเหลือ คาดเริ่มกระทบ 1-2 ปีข้างหน้า เร่งผลิตเหรียญ 10 บาท เพราะคนใช้มากขึ้นจากธุรกิจ Vending Machine โต ยันราคาประเมินที่ดินใหม่เริ่มใช้ ม.ค. 70
7 เม.ย. 2569 นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมธนารักษ์ยังไม่ได้รับผลในด้านต้นทุนการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนจากราคาโลหะในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นทั้งทองคำและเงินเนื่องจากยังมีสต็อกเหรียญตัวเปล่าสำหรับผลิตเหรียญชนิด 1 บาท 2 บาท 5 บาท และ 10 บาทเหลืออยู่พอสมควร อย่างไรก็ตามคาดว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตเหรียญในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยกรมมีการทำแผนการผลิต 5 ปี ขณะที่ยังมีการปรับแผนทุกปีเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
ทั้งนี้แม้ปัจจุบันประชาชนจะหันมาใช้การจ่ายเงินผ่าน Mobile Banking กันมากขึ้นแต่ปริมาณการใช้เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนในประเทศไทยยังคงไม่ได้ลดลงโดยเฉพาะเหรียญชนิด 5 บาท และ 10 บาท มีความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากปัจจุบันมีธุรกิจตู้หยอดเหรียญ (Vending Machine) ขยายตัวมาก เช่น ตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ ตู้เต่าบิน และเครื่องนวด ทำให้กรมต้องปรับเพิ่มกำลังการผลิตเหรียญ 10 บาท จากเดิมเฉลี่ยปีละ 240 ล้านเหรียญ เพิ่มเป็นประมาณ 300 ล้านเหรียญ
ในขณะที่เหรียญ 1 บาท และ 2 บาท มีความต้องการแลกคืนลดลง โดยปัจจุบันกรมผลิตเหรียญ 1 บาทอยู่ที่ประมาณ 600-620 ล้านเหรียญต่อปี ส่วนเหรียญสตางค์แทบจะไม่มีการผลิตเพิ่มแล้วเนื่องจากมีการใช้งานน้อยมาก
“ตอนนี้ประชาชนบางส่วนยังไม่มั่นใจในระบบ Cashless หรือมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการสแกนจ่ายเงิน นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัว หรือ PDPA โดยบางคนกังวลว่าการสแกนจ่ายจะทำให้ถูกตรวจสอบหรือติดตามได้ว่าเดินทางไปที่ใดบ้าง ขณะที่ในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ทำธุรกรรมในตลาดสดยังคงเป็นกลุ่มที่มีการใช้เหรียญกษาปณ์ในการทอนเงินและซื้อขายสินค้าอย่างต่อเนื่อง”
อย่างไรก็ตามต้นทุนการผลิตเหรียญ 5 บาท และ 10 บาทในปัจจุบัน ยังต่ำกว่าราคาหน้าเหรียญเกือบ 50% กรมจึงยังสามารถบริหารจัดการได้ สำหรับเหรียญ 1 บาทที่มีต้นทุนการผลิตขยับใกล้เคียงราคาหน้าเหรียญ โดยกรมกำลังพิจารณาแนวทางการจ้างผลิตเหรียญสำเร็จรูปจากต่างประเทศเพื่อลดต้นทุนค่าแรงและค่าสาธารณูปโภค (Fixed Cost) ของโรงกษาปณ์ลง
“ผมได้มอบหมายให้กองกษาปณ์เร่งทบทวนแผนการดำเนินงานและต้นทุนการผลิตเหรียญกษาปณ์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาโลหะในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
นายอัครุตม์ เปิดเผยว่า กรมฯ อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงราคาประเมินรอบใหม่ โดยจะประกาศในเดือน ธ.ค. 2569 และบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2570 ทั้งนี้ปกติจะมีการปรับราคาประเมินที่ดินทุก 4 ปี ซึ่งปัจจุบันราคาประเมินของกรมยังต่ำกว่าราคาตลาดจริงประมาณ 30-40%
“กรมสนับสนุนให้ราคาประเมินสะท้อนราคาที่แท้จริงของตลาด แต่ในส่วนของภาระภาษีที่จะเพิ่มขึ้นตามราคาประเมินนั้น ควรเป็นเรื่องของมาตรการภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยเยียวยาประชาชน”
ส่วนราคาประเมินที่ดินไม่ควรปรับขึ้นมากในช่วงสงครามตะวันออกกลางหรือไม่ นายอัครุตม์ เปิดเผยว่า สงครามถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นแต่ราคาประเมินที่ดินจะมีการปรับปรุงตามรอบปกติทุก 4 ปี เพื่อให้สะท้อนราคาตลาดและใช้บังคับในระยะยาว ดังนั้นสงครามจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะทำให้การปรับราคาประเมินที่ดินเปลี่ยนแปลงไปจากแผนงานเดิมที่วางไว้
ด้านการบริหารที่ราชพัสดุ นายอัครุตม์ เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการเปิดประมูลที่ดินทำเลศักยภาพ 4 แปลง ได้แก่ ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ติดไอคอนสยาม) มีผู้สนใจซื้อซองประมูลแล้ว 6 ราย ที่ดินบ้านพายัพ มีผู้สนใจ 5 ราย ที่ดินย่านทรงวาด มีผู้สนใจ 5-6 ราย อาคารธนาคารนครหลวงไทยเก่ามีผู้สนใจ 4-5 ราย โดยมีกำหนดนัดดูสถานที่และยื่นซองประมูลในช่วงวันที่ 19 เม.ย. 2569 นอกจากนี้ยังมีที่ดินริมน้ำอีกแปลงประมาณ 2 ไร่ ที่เตรียมจะเปิดประมูลเร็วๆ นี้
สำหรับโครงการ Senior Complex หรือ ที่พักอาศัยผู้สูงอายุซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดี ปัจจุบันมีความล่าช้าเนื่องจากปัญหาทางรพ. รามาธิบดีที่ผู้รับเหมาทิ้งงาน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าโครงการยังคงเดินหน้าต่อ โดยทางโรงพยาบาลรามาธิบดียังมีความประสงค์จะดำเนินโครงการ และมีกำหนดการประชุมร่วมกันหลังช่วงสงกรานต์เพื่อหาข้อสรุปและทิศทางการดำเนินงาน ในส่วนของประชาชนที่จองสิทธิ์ไว้ กรมยังไม่มีการเรียกเก็บเงินใดๆ ทั้งนี้ปัจจุบันมีผู้รอรับสิทธิ์มากกว่าจำนวนยูนิตที่มี
นายอัครุตม์ เปิดเผยว่า ว่าจากสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางทำให้กรมอาจต้องนำมาพิจารณาทบทวนเรื่องของอัตราค่าเช่าและอัตราผลตอบแทนเพื่อจูงใจผู้เช่าหรือนักลงทุน โดยเฉพาะในส่วนของอาคารสำนักงานให้เช่าที่ปัจจุบันยังมีพื้นที่ว่างเหลืออยู่มากดังนั้นจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนให้เหมาะสม