PTTEP กำไร Q1/69 ดีกว่าโบรกคาด
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 30 เม.ย. เวลา 16.31 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. เวลา 09.31 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - บล.หยวนต้า ระบุ PTTEP กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ลดลง แต่ไม่ได้ต่ำเท่าที่คาด และตลาดคาด PTTEP ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท -32% QoQ และ -29% YoY แต่ได้ดีกว่าที่คาด และ Bloomberg Consensus ประเมินไว้ หากนับเฉพาะกำไรปกติทำได้ 2 หมื่นล้านบาท +62% QoQ และ +23% YoY สูงกว่าคาด 17% สาเหตุหลักมาจากต้นทุนต่อหน่วยอยู่ที่ US$28/boe น้อยกว่าสมมติฐานของเราที่ US$29.9/boe
ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิลดลง QoQ และ YoY จากขาดทุน Hedging สูง 8.8 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรปกติเติบโตขึ้น QoQ และ YoY จากปริมาณขายเพิ่มขึ้น ราคาขายเฉลี่ยสูงขึ้น ต้นทุนผลิตต่อหน่วยต่ำลง
กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 คิดเป็น 17% ของทั้งปี แต่แนวโน้มกำไรปกติช่วงที่เหลือของปีดีขึ้นจากการทยอยปรับเพิ่มราคาขาย และขาดทุน Hedging ลดลง คงประมาณการปี 2569 ที่ 6.8 หมื่นล้านบาท +13% YoY
คงคำแนะนำ TRADING ราคาเหมาะสม 164.00 บาท
ระยะสั้นสามารถเก็งกำไรลุ้นการฟื้นตัวได้จาก 1. งบไตรมาส 1/2569 ออกมาดีกว่าคาด , 2. ราคาน้ำมันดิบล่าสุดกลับมาเร่งตัวขึ้นจากการเจรจายุติสงครามไม่คืบหน้า และการควบคุมฮอร์มุซเข้มงวด , 3. ปัจจุบันหุ้นมี Dividend Yield สูง 5.9% , 4. ราคาหุ้น Laggard โดยนับตั้งแต่เกิดสงครามราคาหุ้น PTTEP +12% vs ราคาน้ำมันดิบ +55%
บล.กรุงศรี ระบุ มอง Slightly positive ต่อกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ที่ 11,835 ล้านบาท (-29% y-y, -32% q-q) สูงกว่าเราและ bloomberg consensus คาด 42% และ 45% ตามลำดับ โดยกำไรที่สูงกว่าเราคาด ส่วนใหญ่เป็นรายการชั่วคราว มาจาก
- OPEX ที่ต่ำกว่าคาดราว 2 พันล้านบาท จากมีการเลื่อนกิจกรรมปิดซ่อมออกไปเพื่อให้ผลิตก๊าซฯได้ต่อเนื่องในช่วงที่ประเทศต้องการความมั่นคงทางพลังงาน
- ค่าเสื่อมฯที่ต่ำกว่าคาด 8 พันล้านบาท มีปรับปรุงการบันทึกซึ่งจะเร่งขึ้นในช่วงที่เหลือของปี
- hedging loss น้อยกว่าคาด 333 ล้านบาท หากถอดรายการพิเศษ fx gain และ hedging loss ออก จะมีกำไรปกติ 19,950 ล้านบาท (+20% y-y, +34% q-q) การฟื้นตัวมาจากปริมาณขายที่ 537KBOED (ถอดปริมาณขายแหล่งที่รับรู้เป็นส่วนแบ่งกำไรฯ ออก) +11% y-y, +2% q-q จากแหล่งใหม่, ASP +1% y-y, +8% q-q จาก supply น้ำมันตึงตัวจากการปิดฮอร์มุซ และ unit cost 28 $/BOE -9% y-y, -10% q-q OPEX ลดลงจากเลื่อนปิดซ่อม และค่าเสื่อมฯลดลงจากการปรับปรุง reserve
คงมุมมองกำไรปกติไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มฟื้น y-y, q-q มาอยู่ที่ระดับเหนือ 2 หมื่นล้านบาท รับประโยชน์ supply น้ำมันตึงตัวหนุน ASP เต็มไตรมาส คงคำแนะนำ Neutral ที่ TP160 บาท ผู้มีหุ้น let profit run ได้ในช่วงที่การปิดฮอร์มุซยืดเยื้อ มีปัจจัยบวกจากกำไรปกติไตรมาส 1/2569 และไตรมาส 2/2569 ที่ฟื้นต่อเนื่องหนุน ทั้งนี้ ทุกๆราคาน้ำมันดิบสูงกว่าคาด 1$/bbl จะเป็น upside ต่อกำไรราว 2% (สมมติฐานน้ำมันดิบดูไบ 2026F ของเรา = 79 $/bbl Vs. YTD ราว 90$/bbl)
บล.เอเซีย พลัส ระบุ PTTEP รายงานกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/2569 เท่ากับ 1.18 หมื่นล้านบาท ลดลง 32.4%qoq ดีกว่าคาด โดยส่วนแตกต่างหลักมาจากต้นทุนต่อหน่วย และรายการพิเศษขาดทุน Oil Hedging ที่ต่ำกว่า คาด โดยในส่วนของรายการพิเศษสุทธิงวดนี้เป็นค่าใช้จ่ายรวม 7.9 พันล้านบาท จากงวดก่อน หน้าสุทธิเป็นรายได้พิเศษรวม 4.6 พันล้านบาท หลักๆเป็นผลมาจากการบันทึกกลับเป็นขาดทุน จาก Oil Price Hedging รวมราว 8.4 พันล้านบาท จากงวดก่อนหน้าที่เป็นกำไรฯ 1.2 พันล้าน บาท ซึ่งเป็นไปตามทิศทางราคาน้ำมัน forward curve ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคา ceiling ที่ทำไว้ ที่ 82 เหรียญฯต่อบาร์เรล นอกจากนี้บันทึกกำไร Fx เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 471 จาก 387 ล้านบาท
หากพิจารณาเฉพาะกำไรปกติพบว่าดีขึ้นกว่าคาด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 52.9%qoq มาอยู่ที่ 1.98 หมื่นล้านบาท รับผลบวกมาจาก 1) ราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 46.06 จาก 42.55 เหรียญฯต่อบาร์เรล ตามราคาขาย liquid ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 77.47 จาก 67.0 เหรียญฯ และราคาก๊าซฯเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.81 จาก 5.74 เหรียญฯต่อล้านบีทียู 2) ปริมาณขายปิโตรเลียม ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.53 จาก 5.39 แสนบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากมีการเรียก Gas Nomination ใน อ่าวไทย และโครงการไทย-มาเลเซีย เพิ่มขึ้น ตามความต้องการช่วงวิกฤตพลังงาน และรับรู้ SK408 จากการเข้าซื้อสัดส่วนที่มีผลสมบูรณ์ใน ธ.ค.68 และ 3) ต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลงมาอยู่ที่ 27.97 จาก 32.19 เหรียญฯต่อบาร์เรล จากต้นทุนสำรวจ, OPEX และ G&A ที่ลดลง QoQ
แนวโน้มกำไรจากการดำเนินงานปกติในงวดไตรมาส 2/2569 ยังต้องรอดูทิศทางราคาน้ำมันในเดือน พ.ค. และ มิ.ย. เป็นหลัก โดยแบ่งเป็น 2 แนวทาง 1) ถ้าสงครามจบ ราคาน้ำมันลดลงจากปัจจุบันมีนัยฯ แนวโน้มกำไรปกติคาดจะประคองตัวใกล้เคียงกับงวดไตรมาส 1/2569 เพราะในเดือนเม.ย.ยังรับผลบวก เต็มที่จากราคาน้ำมันระดับสูงในช่วงเดือน มี.ค. ซึ่งปกติจะมี lag-time จากราคาดูไบราว 1-2 เดือน และ 2) ถ้าสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง คาดกำไรปกติจะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากไตรมาส 1/2569 ภายใต้สมมติฐานปริมาณขายคาดจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2569 ตามโหลดน้ำมันแอลจีเลียที่ เพิ่มขึ้นตามรอบ และปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นจากอ่าวไทยในช่วงสงคราม นอกจากนี้คาดจะได้รับ ผลบวกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากราคาก๊าซฯที่คาดจะขยับมาอยู่ในระดับ 6.0 เหรียญฯ ตามการปรับ ราคาของแหล่ง G1,G2 ในเดือน เม.ย. แต่ต้นทุนต่อหน่วยอาจเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 30 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ตามกิจกรรมการสำรวจขุดเจาะที่ทยอยเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2569 และครึ่งปีหลังนี้
ภายใต้ประมาณการปัจจุบันกำหนดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบอ้างอิงดูไบในปี 2569 มาอยู่ที่ 80 เหรียญฯต่อบาร์เรล และในปี 2570 ที่ 75 เหรียญฯต่อบาร์เรล และระยะยาวตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้น ไป ทรงตัวที่ 70 เหรียญฯต่อบาร์เรล ส่งผลให้คาดการณ์กำไรปกติปี 2569 อยู่ราว 6.8 หมื่นล้าน บาท เติบโต 21.1%yoy รับผลบวกจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 5.6 จาก 5.1 แสน บาร์เรลต่อวัน และราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นตามสมมติฐานราคาขายก๊าซฯที่ 6.0 จาก 5.8 เหรียญฯต่อล้านบีทียู และแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบที่กำหนดไว้ตามสมมติฐาน
ประเมินมูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2569 อยู่ที่ 170 บาท ในภาพใหญ่ยังคงแนะนำซื้อ จากปัจจัยพื้นฐาน ที่แข็งแกร่งในระยะยาวตามปริมาณขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นของโครงการใหม่ๆ และราคาน้ำมันดิบที่ อยู่ในระดับสูง และถึงแม้ในกรณีที่สงครามอาจจะผ่อนคลายลง แต่โครงสร้างสาธารณูปโภคใน ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันของโลกในตะวันออกกลางถูกทำลายทำให้ต้องใช้ระยะเวลาราว 1-2 ปี ใน การปฏิรูปฟื้นฟูให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม รวมถึงให้ปันผลในระดับสูง จึงแนะนำหาจังหวะทยอย สะสมเพื่อรับปันผลระหว่างกาลรอบใหม่ หรือจะเน้น trading เป็นรอบๆได้