“ทรัมป์” ประกาศยกเลิกภาษีวิสกี้ ชี้เพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3
"ทรัมป์" ประกาศยกเลิกภาษีวิสกี้ ชี้เพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ฟื้นการค้าระหว่างอังกฤษ-สหรัฐ ช่วยอุตสาหกรรมสกอตแลนด์ที่สูญเสียกว่า 4 ล้านปอนด์ต่อสัปดาห์
วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.02 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีต่อวิสกี้ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของสหราชอาณาจักร หลังการเยือนอย่างเป็นทางการของ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลล่าแห่งสหราชอาณาจักร ที่ช่วยคลี่คลายความตึงเครียดด้านความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social ว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่กษัตริย์และราชินีแห่งสหราชอาณาจักร โดยจะยกเลิกภาษีและข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างอุตสาหกรรมวิสกี้ของสกอตแลนด์และเบอร์เบินของรัฐเคนตักกี ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของทั้งสองฝ่าย
รัฐบาลสหราชอาณาจักรยืนยันว่า การยกเลิกภาษีครั้งนี้ครอบคลุมวิสกี้ทั้งหมด รวมถึงไอริชวิสกี้ด้วย โดยก่อนหน้านี้ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ได้ยุติสภาพการค้าแบบปลอดภาษีระหว่างสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก และส่งผลกระทบต่อการส่งออกสุราอย่างมาก
อุตสาหกรรมวิสกี้ของสกอตแลนด์ซึ่งมีการจ้างงานราว 40,000 คน และคิดเป็น 23% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าในปี 2568 ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยสมาคม Scotch Whisky Association เคยประเมินว่า ผู้ประกอบการสูญเสียรายได้ราว 4 ล้านปอนด์ต่อสัปดาห์จากมาตรการดังกล่าว
John Swinney ผู้นำรัฐบาลสกอตแลนด์ ระบุว่า การยกเลิกภาษีครั้งนี้เป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่ช่วยปกป้องการจ้างงานและเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมขอบคุณทรัมป์ที่รับฟังข้อเรียกร้อง
ก่อนหน้านี้ อุตสาหกรรมวิสกี้ยังเผชิญความเสี่ยงจากการที่ภาษีสำหรับวิสกี้ประเภท single malt อาจกลับมาเพิ่มขึ้นถึง 25% หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใหม่กับสหรัฐได้
ด้าน Mark Kent ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้ช่วยให้ผู้ผลิตหายใจโล่งขึ้น หลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก และจะช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอุตสาหกรรมวิสกี้ของสกอตแลนด์และสหรัฐ
การเยือนสหรัฐเป็นเวลา 4 วันของกษัตริย์ชาร์ลส์ ซึ่งรวมถึงการกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาสหรัฐ และงานเลี้ยงรับรองระดับรัฐ มีส่วนช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์พิเศษ (special relationship) ระหว่างสองประเทศในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน
Matthew Barzun อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหราชอาณาจักร ระบุว่า soft power ของกษัตริย์ชาร์ลส์มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และความเข้าใจระหว่างสองประเทศ
อ้างอิง : cnbc.com