เปิดไทม์ไลน์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป จากจุดเริ่มต้นสู่คำพิพากษาล่าสุด
เปิดไทม์ไลน์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป จากจุดเริ่มต้นสู่คำพิพากษาล่าสุด
คดีภาษีการซื้อขายหุ้นของ ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังมีความเคลื่อนไหวสำคัญทั้งในชั้นศาลและการไต่สวนของหน่วยงานตรวจสอบ โดยมีพัฒนาการยาวนานกว่า 20 ปี ดังนี้
**📌 จุดเริ่มต้นโครงสร้างถือหุ้น**
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2541 ทักษิณ ชินวัตร ถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปจำนวน 32.92 ล้านหุ้น ต่อมาในวันที่ 12 มีนาคม 2542 มีการจัดตั้งบริษัท “แอมเพิล ริช อินเวสท์เมนท์” ในต่างประเทศ (BVI) โดยมีทักษิณเป็นผู้ถือหุ้นตัวจริงผ่านนิติบุคคลนอกประเทศ
จากนั้นวันที่ 11 มิถุนายน 2542 บริษัทดังกล่าวเข้าซื้อหุ้นชินคอร์ปจากทักษิณในราคาหุ้นละ 10 บาท ซึ่งเป็นราคาพาร์
**📌 การโอนหุ้นให้บุตร**
ภายหลังมีการโอนหุ้นให้แก่ พานทองแท้ ชินวัตร และ พินทองทา ชินวัตร ในราคาเพียง 1 บาทต่อหุ้น ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดในขณะนั้นที่ประมาณ 49.50 บาท
กรมสรรพากรพิจารณาว่าธุรกรรมดังกล่าวอาจเข้าข่ายต้องเสียภาษี
**📌 กระบวนการศาล (คดีแรก)**
ปี 2552 พานทองแท้และพินทองทายื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง เพื่อขอเพิกถอนการประเมินภาษี
ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยว่า ทั้งสองเป็น “ตัวแทนเชิด” และผู้ถือหุ้นตัวจริงคือทักษิณกับ พจมาน ชินวัตร พร้อมมีคำสั่งให้เงินจำนวน 46,373 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน
อย่างไรก็ตาม วันที่ 29 ธันวาคม 2553 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเพิกถอนการประเมินภาษี โดยให้เหตุผลว่าผู้ถือหุ้นไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง
**📌 การตัดสินใจไม่อุทธรณ์**
ในเดือนมีนาคม 2554 อัยการสูงสุดมีความเห็นว่าไม่ควรอุทธรณ์คดี และวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 สุภา ปิยะจิตติ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง ได้รับทราบและมีคำสั่งไม่อุทธรณ์
ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นข้อสงสัยสำคัญ และถูกตรวจสอบในเวลาต่อมา
**📌 ความพยายามจัดเก็บภาษีใหม่**
ช่วงปี 2560–2561 กรมสรรพากรได้ประเมินภาษีจากทักษิณอีกครั้ง เป็นเงินประมาณ 17,629 ล้านบาท
แต่ทั้งศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกเลิก โดยให้เหตุผลว่าเกินกำหนดระยะเวลาการประเมินภาษี 5 ปี
**📌 คำพิพากษาล่าสุด พลิกคดี**
วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ศาลฎีกา มีคำพิพากษากลับ ให้สามารถจัดเก็บภาษีได้ โดยให้เหตุผลสำคัญว่า การตรวจสอบตัวแทนย่อมผูกพันถึงตัวการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ทำให้รัฐสามารถเดินหน้าบังคับคดีในวงเงินประมาณ 17,600 ล้านบาท
**📌 สถานะล่าสุดและประเด็น ป.ป.ช.**
ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการติดตามทรัพย์และบังคับคดี
ขณะที่เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติชี้มูลความผิด สุภา ปิยะจิตติ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
คดีนี้จึงยังคงเป็นหนึ่งในคดีสำคัญทางกฎหมายและการเมืองของไทย ที่มีผลทั้งด้านภาษี การบังคับคดี และความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการตัดสินใจ