ไซโบสุ อิงค์ นำ Kintone ลุยไทยรับเทรนด์คลาวด์โตกระโดด
ไซโบสุ อิงค์ ปักหมุดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นยุทธศาสตร์หลัก อัดฉีดงบลงทุนหนุนไทย-มาเลเซีย รับอานิสงส์เศรษฐกิจดิจิทัล AI โตกระโดด
วันที่ 1 เมษายน 2569 - ไซโบสุ อิงค์ (Cybozu Inc.) ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์และบริษัทแม่ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มคลาวด์โซลูชันระดับโลกจากญี่ปุ่นอย่าง Kintone ประกาศยกระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นเป็นพื้นที่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงสุดสำหรับการลงทุนในระดับสากล โดยมุ่งเน้นการขยายฐานธุรกิจในประเทศไทยและมาเลเซียเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างการลงทุนที่สะท้อนถึงการโยกย้ายเม็ดเงินจากตลาดที่อิ่มตัวไปสู่ตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างรุนแรง
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและฝ่ายบริหารที่มีต่อภูมิภาคนี้ เกิดขึ้นภายหลังการเปิดเผยผลประกอบการประจำปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งบริษัทสามารถสร้างสถิติรายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 37,430 ล้านเยน (ประมาณ 240.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากผลประกอบการของแพลตฟอร์ม Kintone ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 33.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ แรงส่งทางธุรกิจยังมีความต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2569 โดยในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว บริษัทมียอดขายรวมถึง 3,367 พันล้านเยน เพิ่มขึ้น 17.0% ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งทางการเงินและความสามารถในการสร้างรายได้หมุนเวียน (Recurring Revenue) จากบริการระบบคลาวด์ที่มีเสถียรภาพสูง
นายโยชิฮิสะ อาโอโนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไซโบสุ อิงค์ ได้ให้ทัศนะเชิงนโยบายว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน โดยนอกเหนือจากสิงคโปร์ที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจดั้งเดิมแล้ว บริษัทเล็งเห็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงสุดในประเทศไทย เนื่องจากเป็นตลาดที่มีพลวัตการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างเป็นรูปธรรม และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการขยายตัวของซอฟต์แวร์ในระดับมหภาค
ในมิติของศักยภาพการแข่งขัน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกจัดลำดับให้เป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดของกลุ่มบริษัท ด้วยอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สมัครใช้บริการที่ 13.4% ซึ่งสภาวะดังกล่าวมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดซอฟต์แวร์ในประเทศพัฒนาแล้วที่เข้าสู่ภาวะอิ่มตัว (Mature Market) และมีต้นทุนการช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราการเติบโตคงที่และเริ่มชะลอตัวลง
ความสำเร็จที่เด่นชัดที่สุดในเชิงสถิติ คือยอดขายของ Kintone ที่ทะลุระดับ 21,680 ล้านเยน (138.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือขยายตัว 33% โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มียอดการเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 300% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี (พ.ศ. 2567-2568) เพื่อเป็นการขยายผลความสำเร็จดังกล่าว ไซโบสุได้ดำเนินการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเบื้องต้นจำนวน 6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการดำเนินงานในภูมิภาค โดยมุ่งเน้นการสอดประสานกับนโยบายรัฐบาลไทย ทั้งยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2565–2570) และโมเดลเศรษฐกิจประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น
นายน้ำยา วายุภาพ กรรมการผู้จัดการ Kintone Thailand ระบุว่า การเติบโตของบริษัทเป็นดัชนีชี้วัดถึงความตื่นตัวของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่มุ่งมั่นจะลดช่องว่างทางดิจิทัลและสร้างนวัตกรรมจากฐานราก ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับประเทศ ทั้งนี้ Kintone ได้รุกตลาดเชิงลึกในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต การค้าส่ง โลจิสติกส์ และการบริการ โดยปรับเปลี่ยนระบบการทำงานแบบดั้งเดิมไปสู่เวิร์กโฟลว์ดิจิทัลที่รองรับภาษาไทยอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ในระดับองค์กร
อย่างไรก็ตาม ไซโบสุ อิงค์ ไม่ได้จำกัดขอบเขตการขยายตัวเพียงแค่ในเอเชีย แต่ยังมีแผนยุทธศาสตร์ที่จะนำโมเดลความสำเร็จในระดับภูมิภาคไปประยุกต์ใช้ในตลาดโลก โดยเริ่มเห็นสัญญาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากภูมิภาคอเมริกาใต้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแนวทางการดำเนินธุรกิจแบบพาร์ทเนอร์ที่เน้นโซลูชันดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุค Next Normal ทั่วโลก