รัดเกล้า ชงตั้ง กรมคชสาร ดูแลช้างป่า-แก้กฎหมาย-ปลดล็อกงบท้องถิ่น
สภาฯ ถก ปัญหาช้างกับคน “รัดเกล้า” เสนอตั้ง กรมคชสาร ดูแลช้างป่า-แก้กฎหมาย-ปลดล็อกงบท้องถิ่น อย่าให้สังคมครหา ช้างกาบัตรเลือกตั้งไม่ได้ นักการเมืองจึงไม่ให้ความสำคัญ
เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 1 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม หลังการหารือเสร็จสิ้นได้เข้าสู่วาระการประชุม ได้รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี
จากนั้น พิจารณาญัตติขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างและคนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยื่น เสนอโดย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือเป็นการพิจาณณาญัตติแรกในสภาชุดที่ 27 และรวมอีก 2 ญัตติ ที่ยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระ แต่มีเนื้อหาในทำนองเดียวกัน นำมาพิจารณาไปในคราวเดียวกัน
นางรัดเกล้า อภิปรายว่า จากข้อมูลตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน มีประชาชนเสียชีวิตกว่า 240 คนและบาดเจ็บกว่า 200 คนจากการทำร้ายของช้าง ขณะเดียวกันการสูญเสียช้าง พื้นที่ป่าจากเดิมที่มีพื้นที่อยู่ที่ 53.5% ตอนนี้เหลืออยู่ที่ 21.9% ในรอบ 10 ปี และมีช้างตายประมาณ 170 ตัว
ซึ่งการตายของ”สีดอหูพับ”ทำให้เราได้เห็นว่ามีประชาชนกลุ่มหนึ่งเศร้าโศกเสียใจ และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย และแม้สภาฯ จะมีการตั้ง กมธ.วิสามัญไปแล้ว ทั้งในสภาฯ ชุดที่ 25 และชุดที่ 26 เพื่อศึกษาหาทางออกให้กับคนอยู่ร่วมกันกับช้าง แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงควรจะมีการศึกษาต่อ
“จึงขอให้ตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาเป็นการแก้ปัญหาแบบขอไปที่ ไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่เห็นว่ารัฐบาลปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า การตายของคนและช้างเป็นใบเสร็จที่ยืนยันชัดว่า ความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารมีอยู่จริง
ล้มเหลวในการวางนโยบายแบบแยกส่วน ในเรื่องอำหน้าหน้าที่ซ้ำซ้อนและกระจาย การแก้ปัญหาช้างไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง หลายกรม ที่ต่างคนต่างทำ ทำให้เกิดการขาดเจ้าภาพดำเนินการ” นางรัดเกล้า กล่าว
นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า ขอเสนอให้จัดตั้ง “กรมคชสาร” หรือองค์กรช้างป่าแห่งชาติ ให้เป็นองค์การเฉพาะทางดูแลช้างป่า ดูแลสวัสดิภาพช้างป่าทั่วประเทศอย่างครบวงจร และเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายระดับชาติ โดยให้นายกฯ นั่งเป็นประธาน และให้มีการตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดทำงานควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เกิดการทำงานที่บูรณาการร่วมกันอย่างมีเอกภาพ
และการแก้ระเบียบของกระทรวงมหาดไทย เพื่อปลดล็อกงบท้องถิ่น ให้มีการกระจายอำนาจถ่ายโอนภารกิจให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถออกระเบียบใช้เงินของตัวเองได้
นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและขาดความต่อเนื่อง ในเรื่องมาตรการควบคุมประชากรช้าง ด้วยวัคซีนคุมกำเนิด ซึ่งรัฐบาลต้องเข้าใจว่าวัคซีนคุมกำเนิดไม่ใช่ยาสารพัดนึกที่จะแก้ปัญหาเรื่องช้างได้เพราะพฤติกรรมของช้างในแต่ละพื้นที่ต่างกันหากไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการมา เพื่อจะศึกษาผลักดันอย่างต่อเนื่อง นโยบายนี้จะกลายเป็นเพียงแค่การลองผิดลองถูกบนชีวิตของคนและช้างเท่านั้น
ที่สำคัญวัคซีนคุมกำเนิดสามารถคุมกำเนิดช้างได้ถึง 7 ปี ทำให้ประชาชนบางกลุ่มกังวลใจว่าอาจทำให้ช้างสูญพันธุ์ได้ ดังนั้น รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ และรัฐบาลก็ต้องเข้าใจด้วยว่าวัคซีนนี้เป็นเพียงแค่การซื้อเวลา 7 ปี เพื่อให้รัฐแก้ปัญหาที่เป็นเชิงโครงสร้าง วางแผน และจัดการแก้ปัญหาเชิงระยะยาวได้ ก่อนที่ช้างจะกลับมาขยายพันธุ์อีกครั้ง แต่เราต้องไปอีก 7 ปีถึงจะเกิดผล
ถ้าเราไม่มีการตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการทำงานของประเทศไทยไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จ แต่จะนำไปสู่ความสำเร็จจริงๆ
นางรัดเกล้า กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น ในเรื่องปลอกคอจีพีเอสช้าง ที่กรมอุทยานแห่งชาติระบุว่ามีอยู่ 48 ตัว ขณะที่ช้างมีอยู่ 4 พันกว่าตัว ปัญหาคือเราไม่มีงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายดาวเทียมติดตามช้าง จึงทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้น ขอเรียกร้องให้มีการตั้งงบประมาณในส่วนนี้ด้วย
รวมถึงข้อจำกัดด้านระเบียบของกฎหมายที่ไม่มีความสอดคล้องและครอบคลุมเต็มที่ คือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทารุณกรรมสัตว์ ไม่ได้มีระบุถึงความเครียดรุนแรงที่เกิดกับสัตว์จากการกระทำของมนุษย์ และพ.ร.บ.ป้องกันและการทารุณกรรม การจัดสวัสดิภาพสัตว์ ปี 2557 ไม่ครอบคลุมไปถึงสัตว์ป่า เช่น ช้างป่า และขอให้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.สำหรับรักษาช้างป่า ปี 2464 ที่มีอายุ 100 ปี เพื่อให้มีการคุ้มครองและทารุณกรรมช้าง
“เรากำลังยืนอยู่บนทางแพ่งที่สำคัญ เป็นจุดวัดใจว่าสภาแห่งนี้เป็นผู้แทนฯ หรือเป็นเพียงแค่ตรายางให้กับการทำงานแบบไซโลของราชการไทย เราต้องไม่ยอมให้งานวิจัยและข้อเสนอต่างๆ ติดกับดักการทำงานของรัฐไทย จนไม่เกิดสัมฤทธิ์ผลในการแก้ปัญหา เป็นสภาวะอัมพาตทางการบริหาร
กฎหมายแยกช้างออกจากวิถีชีวิตคนอย่างเด็ดขาด ผลที่ตามมาคือการบริหารจัดการที่ไร้ทิศทาง ขาดคนรับผิดชอบความปลอดภัยของคนและช้างก็ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย ซึ่งกุญแจดอกสำคัญ คือระหว่างกระทรวงต้องหาทางออกที่ยั่งยืน
ดังนั้น วันนี้คือวันวัดใจ ต้องลบคำครหาของสังคมว่านักการเมืองไทย ไม่จริงจังแก้ปัญหา ทำแบบปีต่อปีเท่านั้น ช้างมันกาบัตรเลือกตั้งให้ไม่ได้ นักการเมืองไทยเลยไม่ให้ความสำคัญ” นางรัดเกล้า กล่าว
จากนั้น เปิดให้สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัดเกล้า ชงตั้ง กรมคชสาร ดูแลช้างป่า-แก้กฎหมาย-ปลดล็อกงบท้องถิ่น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th