โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคมกังขา ป.ป.ช.สปีดคดีสุภาเฉียดขาดอายุความ1วันทำสำนวน14ปี364วัน

PostToday

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

จุดเริ่มต้นคดีประวัติศาสตร์ 1.79 หมื่นล้านบาท

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ให้กรมสรรพากรแพ้คดีในการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อรัฐสูงถึง 17,900 ล้านบาท แต่กลับไม่มีการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว จนนำมาสู่การตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง

3บิ๊กข้าราชการตกเป็นจำเลย

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อท.75/2569 โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีพิเศษ ฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยรวม 3 ราย ประกอบด้วย

  • นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง
  • นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร
  • นายสุทธิชัย สังขมณี อดีตสรรพากรภาค 3

เปิดข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

จำเลยทั้ง 3 ราย ถูกฟ้องในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร กระทำการโดยทุจริตหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษี และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากไม่พิจารณาอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการ ทำให้รัฐไม่สามารถเรียกเก็บภาษีอากรเข้าคลังแผ่นดินได้ และไม่รักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ

ป.ป.ช. ดึงคดีนาน 14 ปี 364 วัน

ความน่าสนใจในเชิงกระบวนการยุติธรรมของคดีนี้ คือการบริหารจัดการเวลาของ ป.ป.ช. ที่ใช้เวลาทำสำนวนคดีนี้ยาวนานถึง 14 ปี กับอีก 364 วัน จากอายุความทั้งหมด 15 ปี โดยเพิ่งส่งสำนวนให้แก่อัยการสูงสุดก่อนที่คดีจะขาดอายุความไม่ถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความฮือฮาและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากจำเลยเคยมีตำแหน่งเป็นถึงกรรมการ ป.ป.ช.

ย้อนรอยข้อเท็จจริงและปมขัดแย้งทางกฎหมาย

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาได้โพสต์ข้อความวิเคราะห์ผ่านเฟซบุ๊กว่า แม้ในปี 2533 ศาลภาษีอากรกลางจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน โดยมองว่าบุตรทั้งสองเป็นเพียงตัวแทน (นอมินี) ของนายทักษิณ ชินวัตร แต่นิติกรและอัยการในขณะนั้นเห็นว่าควรต้องอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 61

ทว่า น.ส.สุภา กลับลงนามรับทราบการไม่อุทธรณ์เมื่อวันที่2 พฤษภาคม 2554 และสั่งให้ไปไล่เบี้ยภาษีกับนายทักษิณแทน ทำให้คดีของบุตรทั้งสองถึงที่สุดทันที แม้ต่อมาในปี 2568 ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาให้รัฐชนะคดีของนายทักษิณ แต่ปัจจุบันกลับบังคับชำระภาษีได้เพียง 50 ล้านบาทเศษเท่านั้น

เปิดมติ ป.ป.ช. และฐานความผิดเชิงประจักษ์

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 เสียง ชี้มูลความผิด น.ส.สุภา ใน 3 ประเด็นหลัก คือ

  • การฝ่าฝืนระเบียบ ว 44 ที่บังคับให้ต้องอุทธรณ์คดีมูลค่าสูงเพื่อรักษาประโยชน์รัฐ
  • การละเลยมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากรในการสู้คดี
  • การสร้างความเสียหายเชิงประจักษ์ต่อรัฐจากการสูญเสียสิทธิเรียกเก็บภาษี

การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายความผิดร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154และมาตรา157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต และผิดวินัยร้ายแรงฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

อัยการสปีด 20 ชั่วโมงยื่นฟ้องทันเวลา

หลังจากได้รับสำนวนในเวลาที่กระชั้นชิด อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตต้องทำงานแข่งกับเวลาที่เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยมีการประชุมต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ชั่วโมงเพื่อตรวจสำนวนและใช้เทคนิคทางกฎหมายยื่นฟ้องโดยไม่ต้องนำตัวนางสาวสุภา (จำเลยที่ 1) มาศาล เนื่องจากอยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 จากคดีอื่นอยู่แล้ว ส่งผลให้ศาลประทับรับฟ้องได้ทันเวลาก่อนปิดทำการเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ศาลนัดสอบคำให้การ 30 มิถุนายนนี้

ความคืบหน้าล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ดำเนินการสอบถามจำเลยที่ 2 และ 3 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถูกคุมขังในคดีอื่น และจำเลยที่ 3 มาศาล โดยทั้งสองแถลงประสงค์ต่อสู้คดีแต่ยังไม่มีทนายความส่วนจำเลยที่ 1 ศาลจะทำหนังสือส่งตัวมาสอบคำให้การต่อไป โดยศาลได้มีคำสั่งเลื่อนไปนัดสอบคำให้การจำเลยทั้ง 3 ราย ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. นอกจากนี้อัยการเตรียมแจ้งสิทธิ์ให้กรมสรรพากรเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญานี้ด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...