โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตา“เลือกตั้ง 69” ลุ้นระทึกโมฆะ-ไม่โมฆะ?

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 17.55 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 23.30 น.

การประชุมของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ในวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังมีสัญญาณว่า “คดีร้อน” เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 อาจถูกหยิบยกเข้าสู่การพิจารณาว่าจะ “รับคำร้อง” ไว้พิจารณาหรือไม่

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคำร้องของประชาชนที่ยื่นผ่าน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยตั้งข้อสงสัยว่า การพิมพ์ บาร์โค้ด และ คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจทำให้การลงคะแนน “ไม่เป็นความลับ” และ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

คดีนี้จึงถูกมองว่า เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่อาจส่งผลสะเทือนต่อความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการเลือกตั้งปี 2569

21คำร้องจุดชนวนปมเลือกตั้ง

จุดเริ่มต้นของประเด็นดังกล่าว เกิดจากประชาชนจำนวนหนึ่งยื่นคำร้องรวม 21 คำร้อง ต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยตั้งข้อสังเกตว่า บัตรเลือกตั้งที่มีการพิมพ์ รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) อาจเปิดช่องให้สามารถตรวจสอบ หรือ เชื่อมโยงย้อนกลับถึงผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้

ผู้ร้องเห็นว่า หากระบบดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง หรือ ฐานข้อมูลใด ๆ ได้ อาจทำให้สามารถติดตามตัวผู้ลงคะแนนและผลการลงคะแนนได้ ซึ่งจะกระทบต่อหลักการสำคัญของการเลือกตั้ง คือ การออกเสียงโดย “ลับ”

ข้อร้องเรียนดังกล่าวจึงตั้งคำถามว่า การออกแบบบัตรเลือกตั้งในลักษณะนี้ อาจเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ผู้ตรวจชี้“มีเหตุผลเพียงพอ”

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ประชุมหารือและพิจารณาข้อเท็จจริงร่วมกับข้อกฎหมาย ก่อนมีความเห็นว่า ประเด็นดังกล่าว มีน้ำหนักเพียงพอ ที่จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า การที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมถึงเลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต. กำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งที่มีการใช้ บาร์โค้ด และ คิวอาร์ ในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจทำให้เกิดความเชื่อได้ว่า ระบบดังกล่าวสามารถเชื่อมโยง หรือ สืบย้อนกลับไปถึงตัวผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งอาจส่งผลให้การลงคะแนน ไม่เป็นความลับ

การกระทำดังกล่าวจึงอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และมาตรา 85 ที่กำหนดหลักการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับ และอาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิ หรือ เสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
ด้วยเหตุนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมีมติให้ยื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่

ปมกฎหมายพ่วงระเบียบกกต.

นอกจากประเด็นเรื่องคิวอาร์โค้ด และ บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งแล้ว ยังมีข้อร้องเรียนที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดการเลือกตั้งปี 2569 อีกหลายประเด็น

หนึ่งในนั้นคือ ข้อสงสัยเกี่ยวกับ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2566 ข้อ 129 วรรคสอง ที่เปิดช่องให้ กกต. สามารถกำหนดรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความอื่นเพิ่มเติมบนบัตรเลือกตั้งได้ในกรณีพิเศษ
ข้อกำหนดดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่า อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 โดยเฉพาะมาตรา 84 และมาตรา 96

นอกจากนี้ ยังมีข้อร้องเรียนเรื่อง จำนวนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อที่มีจำนวนไม่เท่ากัน และ การใช้รหัสบนบัตรเลือกตั้ง ที่อาจเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดินตามอำนาจหน้าที่

กกต.ชี้คิวอาร์โค้ดไม่โยงใช้สิทธิ

ด้าน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ชี้แจงหลายครั้งว่า การพิมพ์บาร์โค้ด และ คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง และใช้ตรวจสอบกระบวนการจัดพิมพ์และการกระจายบัตรเท่านั้น

กกต.ยืนยันว่า ระบบดังกล่าว ไม่สามารถใช้ระบุตัวผู้ลงคะแนนได้ และไม่กระทบต่อหลักการลงคะแนนลับของการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม การที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ตัดสินใจส่งเรื่องให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัย ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นข้อถกเถียงทางกฎหมายและการเมืองที่ต้องรอคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

คำวินิจฉัยกับการเมือง

หากศาลรัฐธรรมนูญมีมติ “รับคำร้อง” ไว้พิจารณา คดีนี้อาจกลายเป็นคดีสำคัญ ที่กำหนดมาตรฐานการออกแบบบัตรเลือกตั้งในอนาคต

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่า หากศาลเห็นว่า การจัดทำบัตรเลือกตั้งดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็อาจส่งผลกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมา และอาจทำให้การเลือกตั้งเป็น “โมฆะ”

ดังนั้น การประชุมของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 18 มีนาคม จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “คดีการเมืองใหญ่” ที่อาจส่งแรงกระเพื่อมต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมืองของประเทศในช่วงหลังการเลือกตั้งปี 2569

3 ฉากทัศน์หากศาลรับคดีเลือกตั้ง

การที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” อาจมีมติรับคำร้องกรณีบัตรเลือกตั้งมี บาร์โค้ด และ คิวอาร์โค้ด ไว้พิจารณา จากคำร้องที่ส่งผ่าน ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งปี 2569
คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงทางเทคนิคเกี่ยวกับรูปแบบบัตรเลือกตั้ง แต่ยังเกี่ยวพันกับหลักการสำคัญของประชาธิปไตย นั่นคือ การลงคะแนนโดยลับ และอาจส่งผลต่อความชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง ที่จัดโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ประเมินว่า หากศาลรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย การเมืองไทยอาจเดินไปได้อย่างน้อย 3 ฉากทัศน์ใหญ่

ฉากทัศน์ที่ 1 : ศาลชี้“ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ”การเลือกตั้งเดินหน้าต่อ

ฉากทัศน์แรกคือ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การพิมพ์บาร์โค้ด และ คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ไม่ได้ทำให้สามารถระบุตัวผู้ใช้สิทธิได้ และไม่กระทบหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ หากเป็นเช่นนี้

- การเลือกตั้งปี 2569 จะยังคงมีผลสมบูรณ์

- สถานะของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรจะไม่ถูกกระทบ

- กกต.อาจต้องปรับปรุงแนวทาง หรือ ออกมาตรการชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

อย่างไรก็ตาม แม้คดีจะจบลง แต่ข้อถกเถียงเรื่องมาตรฐานการออกแบบบัตรเลือกตั้งอาจยังคงอยู่ และอาจนำไปสู่การปรับแก้กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องในอนาคต

ฉากทัศน์ที่ 2 : ศาลชี้มีปัญหา แต่ไม่ถึงขั้นโมฆะ

อีกความเป็นไปได้คือ ศาลเห็นว่า การใช้ คิวอาร์โค้ด หรือ บาร์โค้ด มีความเสี่ยงต่อหลักการลงคะแนนลับ หรืออาจขัดต่อกฎหมายบางประการ แต่ไม่ถึงขั้นทำให้การเลือกตั้งทั้งหมดเป็นโมฆะในกรณีนี้ ศาลอาจ

- มีคำสั่งให้แก้ไขระเบียบหรือแนวปฏิบัติของ กกต.

- วินิจฉัยเฉพาะประเด็นกฎหมายโดยไม่กระทบผลการเลือกตั้ง

- กำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการเลือกตั้งในอนาคต

ผลทางการเมืองในฉากทัศน์นี้จะค่อนข้างจำกัด เพราะรัฐบาลและสภายังคงทำหน้าที่ได้ตามปกติ แต่ความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง อาจถูกตั้งคำถาม และ กกต.อาจเผชิญแรงกดดันทางการเมืองเพิ่มขึ้น

ฉากทัศน์ที่ 3 : ศาลชี้กระทบหลัก “ลงคะแนนลับ” เลือกตั้งโมฆะ

ฉากทัศน์ที่รุนแรงที่สุดคือ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มี คิวอาร์โค้ด หรือ บาร์โค้ด ขัดต่อหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ

หากศาลเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวส่งผลต่อความชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง อาจนำไปสู่ผลทางกฎหมายที่รุนแรง เช่น

- การตีความว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

- ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่บางส่วนหรือทั้งประเทศ

หากเกิดสถานการณ์นี้ ผลสะเทือนทางการเมืองจะมีขนาดใหญ่ เพราะอาจทำให้

- โครงสร้างอำนาจทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลง

- เกิดสุญญากาศทางการเมืองชั่วคราว

- ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่

ไม่ว่าผลจะออกมาในฉากทัศน์ใด คดีนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกที่ประเด็น “เทคโนโลยีบนบัตรเลือกตั้ง” อาจถูกนำเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในระดับที่อาจกระทบต่อผลการเลือกตั้ง
คำวินิจฉัยของศาลจึงอาจไม่เพียงกำหนดทิศทางของคดีนี้เท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็น บรรทัดฐานใหม่ของระบบเลือกตั้งไทย ในอนาคต

รายงานพิเศษ โดย…ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4184

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...