โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สายการบินแบกอ่วม ต้นทุนน้ำมันพุ่ง 129% สุดท้ายตั๋วแพง เที่ยวบินหด

TODAY

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • TODAY

ตอนนี้ราคาน้ำมันเครื่องบินปรับขึ้นสูงกว่า 129% จากสิ้นปีที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลมาเป็น 209 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปัจจุบัน และดูท่าทีก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีกหากวิกฤติพลังงาน ที่มาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย อุตสหกรรมการบินจะได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นแค่ไหน

โดยเฉพาะคำถามที่ตามมา เมื่อน้ำมันเครื่องบินแพงขึ้นขนาดนี้ ก็คงไม่พ้นราคาตั๋วเครื่องบินที่จะแพงขึ้นด้วยใช่มั้ย? แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องราคาตั๋วTODAY Bizviewขอพามาดูก่อนว่า ต้นทุนของสายการบินตอนนี้กำลังเจอกับอะไรอยู่บ้าง?

[ เครื่องบินเติมน้ำมันอะไร? ]

เครื่องบินพาณิชย์ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันที่เรียกว่า Jet Fuel หรือ ‘น้ำมันอากาศยาน’โดยชนิดที่ใช้หลักๆ คือ Jet A-1 ซึ่งเป็นน้ำมันที่กลั่นมาจากน้ำมันดิบแต่ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับเครื่องบิน

จุดสำคัญคือ น้ำมันชนิดนี้ต้องมีคุณสมบัติพิเศษทั้งทนความเย็นจัดบนที่สูง และเผาไหม้ได้เสถียร ทำให้ต้นทุนการผลิตและการจัดหามีความซับซ้อนกว่าน้ำมันทั่วไป

พอราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้นน้ำมันเครื่องบินก็เลยแพงขึ้นตามแถมช่วงนี้ยังมีข้อจำกัดด้านอุปทาน ยิ่งทำให้ราคาพุ่งแรงกว่าน้ำมันประเภทอื่น และสำหรับสายการบิน ‘ค่าน้ำมัน’คือหนึ่งในต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุด คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของต้นทุนทั้งหมด

[ สายการบินปรับแผนลดเที่ยวบิน ]

อย่างที่บอกไปว่าน้ำมันเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ของสายการบิน ทีนี้พอราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น น้ำมันเครื่องบินมีจำกัด ราคาน้ำมันเครื่องบินยิ่งแพงขึ้นอีก สายการบินก็เลยใช้วิธีปรับแผนเที่ยวบิน เห็นได้ชัดในเดือน มี.ค.- มิ.ย. 2569 สายการบินระหว่างประเทศทั่วโลกถูกปรับลดลงแล้วมากกว่า 1.5 แสนเที่ยวบินเมื่อเทียบกับแผนการบินของสายการบินในช่วงก่อนก่อนสงคราม

การปรับลดเที่ยวบินไม่ได้กระทบแค่จำนวนไฟลต์ที่น้อยลงเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ที่นั่งโดยรวมในตลาดลดลงไปด้วยเมื่อจำนวนที่นั่งน้อยลง แต่ความต้องการเดินทางยังมีอยู่ โดยเฉพาะเส้นทางยอดนิยมและช่วงเทศกาล สิ่งที่ตามมาก็คือราคาตั๋วมีแนวโน้มขยับสูงขึ้นและผู้โดยสารอาจต้องจองล่วงหน้านานขึ้น หรือมีตัวเลือกเที่ยวบินให้เลือกน้อยลงกว่าปกติ

สะท้อนผ่านราคาตั๋วเครื่องบินจากยุโรปมาไทยในเดือน เม.ย. 2569 ทั้งจากลอนดอน ปารีส โคเปนเฮเกน และแฟรงก์เฟิร์ต ที่ปรับสูงขึ้นจากช่วงก่อนเกิดสงครามเฉลี่ยกว่า 58%

[ เสี่ยงนักท่องเที่ยวต่างชาติหาย ]

พอน้ำมันเครื่องบินแพงขึ้นแบบนี้ผลกระทบก็เริ่มลามมาที่ ‘นักท่องเที่ยวต่างชาติ’ ด้วยเหมือนกันเพราะต้นทุนการเดินทางสูงขึ้นก็มีโอกาสที่คนจะตัดสินใจเดินทางน้อยลง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาจลดลงประมาณ 9.2% (YoY) ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ตัวเลขเพิ่งกลับมาเป็นบวกในช่วง ก.พ. – มี.ค.

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากโซนไกลๆ ที่ลดลงค่อนข้างแรง อย่างตะวันออกกลางลดไปถึง -33.3% ส่วนยุโรป แอฟริกา และอเมริกาก็ลดลงเหมือนกันแม้จะไม่แรงเท่า แต่ก็สะท้อนว่าคนเริ่มเดินทางน้อยลง ขณะที่ฝั่งเอเชียยังพอช่วยพยุงได้ โดยเอเชียตะวันออกยังโต +16.1% โอเชียเนีย +8.6% และเอเชียใต้ +8.5%

ขณะเดียวกันจำนวนเที่ยวบินจากต่างประเทศที่เข้ามาไทยก็ลดลงยิ่งย้ำว่าการเดินทางระหว่างประเทศ เริ่มชะลอลงแล้ว แต่ก็ยังพอมีข่าวดีอยู่บ้าง นักท่องเที่ยวเอเชีย อย่างจีนและอินเดีย ยังมีแนวโน้มเดินทางเข้ามาได้ต่อ รวมถึงไทยเอง ก็อาจกลายเป็นตัวเลือกของบางคน ที่อยากหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจากสงคราม

[ แล้วสายการบินจะเป็นยังไงต่อ? ]

ในระยะสั้น สายการบินคงยังต้อง ‘ประคองตัว’ไปก่อน เพราะต้นทุนน้ำมันที่พุ่งขึ้นเร็วแบบนี้ เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแบกรับบางส่วน ขณะเดียวกันก็อาจเห็นการทยอยปรับราคาตั๋วหรือปรับจำนวนเที่ยวบินให้สอดคล้องกับต้นทุนมากขึ้น

แต่ในระยะถัดไปโจทย์อาจไม่ใช่แค่เรื่อง ‘น้ำมันแพง’ แล้ว แต่คือการหาจุดสมดุลระหว่างต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกับความต้องการเดินทางที่เริ่มชะลอ เพราะถ้าขึ้นราคาตั๋วมากเกินไป คนก็อาจไม่บินแต่ถ้าไม่ขึ้นเลย สายการบินก็ต้องแบกต้นทุนไว้เอง

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้อาจไม่ได้กระทบแค่สายการบิน แต่กำลังไหลมาถึงคนเดินทางและทั้งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแบบที่เลี่ยงไม่ได้

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...