โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถอดบทเรียน Lipstick Effect แก้วิกฤตพลังงานพุ่ง กำลังซื้อทรุด

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วไม่เพียงกระทบค่าครองชีพ แต่ยังสะเทือนไปถึงโครงสร้างการใช้จ่ายของผู้บริโภคทั้งระบบ ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอและเงินเฟ้อสูง พฤติกรรมการใช้เงินกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการหันไปเลือก “ความสุขขนาดเล็ก” ซึ่งสะท้อนผ่านแนวคิด Lipstick Effect ที่กลับมาโดดเด่นอีกครั้งในบริบทเศรษฐกิจไทย

ข้อมูลจาก Deloitte (2026) ระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 39% ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคถึง 75% ยังมีการใช้จ่ายเพื่อให้รางวัลตัวเองอย่างน้อยหนึ่งครั้ง สะท้อนว่าผู้คนไม่ได้หยุดใช้เงินเพียงแต่กำลังเลือกใช้จ่าย

สอดคล้องกับ McKinsey & Company (2025) ที่พบว่า ผู้บริโภคยุคนี้ลดการใช้จ่ายในบางเรื่องแต่ยังคงยอมจ่ายกับสิ่งที่ให้คุณค่ากับตัวเอง โดย 65% ของ Gen Z ยังคงใช้เงินกับสิ่งที่ตัวเองมองว่ามีความหมาย พฤติกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า “Lipstick Effect”

Lipstick Effect: เมื่อผู้บริโภคไม่หยุดใช้เงิน แต่ “เปลี่ยนวิธีใช้”

ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจ แนวคิด “Lipstick Effect” กลับมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการอธิบายพฤติกรรมผู้บริโภค

Lipstick Effect คือปรากฏการณ์ที่ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายแม้เศรษฐกิจถดถอย แต่จะเลือกซื้อ “สินค้าฟุ่มเฟือยขนาดเล็ก” ที่ราคาไม่สูง แทนการใช้เงินก้อนใหญ่

แนวคิดนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดยลีโอนาร์ด ลอเดอร์ ประธานบริษัทเอสเต ลอเดอร์ในขณะนั้น หลังเหตุการณ์ September 11 attacks หรือ 9/11 ซึ่งเป็นก่อการร้ายครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง

แม้ผู้บริโภคจะลดการใช้จ่ายสินค้าราคาแพง แต่กลับพบว่ายอดขายลิปสติกกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บ่งชี้ได้ว่า เมื่อโลกภายนอกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้คนไม่ได้หยุดใช้เงินแต่เลือกใช้เงินกับสินค้าที่ราคาเอื้อมถึงได้

พฤติกรรมนี้กำลังปรากฏชัดในผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังต้องการ “ให้รางวัลตัวเอง” แม้ต้องลดค่าใช้จ่ายในด้านอื่น ซึ่งในบริบทปัจจุบัน Lipstick Effect ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เครื่องสำอาง แต่ขยายไปสู่สินค้าและบริการหลายประเภท เช่น เครื่องดื่มพรีเมียม หรือคาเฟ่, ขนมราคาแพง, Art Toys หรือสินค้าสะสม รวมไปถึง บริการความงาม หรือ wellness

ปรากฏการณ์ Lipstick Effect ไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐศาสตร์ แต่มีรากฐานจากจิตวิทยาผู้บริโภคอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Emotional Reward เมื่อผู้คนรู้สึกสูญเสียการควบคุมในชีวิตจากวิกฤตเศรษฐกิจ การซื้อของชิ้นเล็กๆ เช่น ลิปสติกแบรนด์เนม ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นทันทีและลดความเครียด

Substitution การแทนที่จะซื้อของชิ้นใหญ่ที่ "ไกลเกินเอื้อม" เช่น รถยนต์ บ้าน หรือกระเป๋าใบละหลายหมื่น ผู้บริโภคจะปรับงบมาซื้อความสุขที่ "เอื้อมถึง" และความมั่นใจ เพราะเครื่องสำอางช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและการแสดงสถานะทางสังคมในราคาที่ถูกกว่าสินค้าลักชูรีประเภทอื่น

ในภาวะวิกฤตรอบด้านเช่นนี้ ผู้ประกอบการเองต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับเกมที่เปลี่ยนไป ตอบรับกับพฤติกรรมและเลือกใช้กลยุทธ์ให้เหมาะสม อาทิ

  • การแตกสินค้าเป็น “ขนาดเล็ก ราคาจับต้องได้” : บริษัทควรพัฒนา SKU ใหม่ ออกทำตลาด เช่น แพ็กเกจขนาดเล็ก, เวอร์ชันราคาประหยัด, ทดลองใช้ (trial size) เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจง่ายขึ้น
  • การสร้าง “คุณค่าเชิงอารมณ์” มากกว่าฟังก์ชัน : สินค้าในยุคนี้ไม่ได้ขายแค่ประโยชน์ใช้สอย แต่ต้องตอบโจทย์ “ความรู้สึก” เช่น ความผ่อนคลาย ความมั่นใจ ความภาคภูมิใจ ความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน
  • การใช้กลยุทธ์ Premiumization แบบพอดี : ไม่ใช่การลดราคาทุกอย่าง แต่เป็นการทำให้สินค้าดู “คุ้มค่า” ในสายตาผู้บริโภค
  • เจาะกลุ่ม Gen Z และคนเมือง : กลุ่มนี้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของ Lipstick Effect โดยให้ความสำคัญกับ ความหมายของสินค้า, ประสบการณ์ และการแสดงตัวตน
  • ใช้ Data เข้าใจพฤติกรรมเชิงลึก : การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจะช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าลูกค้าลดค่าใช้จ่ายด้านไหน และยังยอมจ่ายกับอะไร

อย่างไรก็ดี Lipstick Effect ไม่ใช่ “ทางรอดทั้งหมด” เป็นเพียงการเปิดโอกาสใหม่ แต่ก็มีข้อจำกัด ที่ต้องเฝ้าระวัง เมื่อวิกฤตน้ำมันกำลังเร่งให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากยุคที่การบริโภคขับเคลื่อนด้วยกำลังซื้อ ไปสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วย “ความรู้สึกและคุณค่า” โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ “ขายอะไร” แต่คือ “ขายอย่างไร” ให้สอดคล้องกับความรู้สึกของผู้บริโภคในวันที่โลกไม่แน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...