โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เริ่มปลายพ.ค.นี้ ธปท.คุมมาตรฐานค่าฟีแบงก์ใหม่ 19 รายการ หั่นค่ารักษาบัญชีเหลือ 20 บ.

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ธปท. สั่งรื้อค่าธรรมเนียมแบงก์ 19 รายการ เริ่มปลายเดือนพ.ค. 69 อาจหั่นค่ารักษาบัญชีเหลือ 20 บาท เลิกเก็บค่าปรับปิดหนี้ก่อนกำหนด จ่อตรึงจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตไว้ที่ 8% ต่อสู้พิษเศรษฐกิจ

9 เม.ย.2569 - นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยภายใต้สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า ประเมิน 3 ปัจจัยที่จะกระทบเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ คือ ระยะเวลา (Duration) ว่าจะจบเร็วหรือลากยาว ความรุนแรง (Intensity) ของสถานการณ์ และ การจัดหาวัตถุดิบ (Supply Disruption) โดยเฉพาะน้ำมัน ปิโตรเคมี และเม็ดพลาสติก ซึ่งหากปัจจัยเหล่านี้หยุดชะงัก จะดึงให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและกระทบเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

โดย ธปท. ได้มองฉากทัศน์ของสถานการณ์ไว้ คือ

  • กรณีจบเร็ว (ภายใน 2 สัปดาห์) ตามกรอบระยะเวลาข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว อาจจะทำให้ GDPของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 1.7% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5%
  • กรณีจบภายในไตรมาส 2 (มิถุนายน) จะกระทบ GDP ลดลงเหลือ 1.3% และเงินเฟ้อพุ่งไปที่ 3.5%,

“กรณีเลวร้าย คือลากยาวถึงสิ้นปีและหากมีการถล่มกันใหม่และทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ GDP มีโอกาสต่ำกว่า 1% ทั้งนี้ ตัวเลขจีดีพีดังกล่าวยังไม่รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะมีการกู้เงินหรือมาตรการเพิ่มเติมในอนาคต”

นโยบายการเงิน : ตรึงดอกเบี้ยประคองดีมานด์

นายวิทัย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันนโยบายการเงินผ่อนคลายเต็มที่เพื่อรองรับสถานการณ์อยู่แล้ว และยังไม่มีการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในระยะสั้น เพราะการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน ราคาพลังงานจะเป็นการทำลายอุปสงค์ (Demand) โดยเปล่าประโยชน์

ซึ่งธปท. จะพิจารณาปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินก็ต่อเมื่อเงินเฟ้อมีลักษณะฝังตัวยาวนาน (Persistent) หรือมีคาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectation) เปลี่ยนไปเท่านั้น โดยปัจจุบันประเทศไทยยังโชคดีที่เงินเฟ้ออยู่ในกรอบล่าง (กรอบเงินเฟ้อ 1-3%) ต่างจากสหรัฐฯ ที่เผชิญความยากลำบากมากกว่าเนื่องจากเงินเฟ้อทะลุเป้าไปไกล

เตรียมชุดมาตรการ และโครงการ " SMEs Secure + " ช่วย SME

นายวิทัย กล่าวอีกว่า เพื่อรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้น ธปท. เตรียมชุดมาตรการช่วยเหลือไว้เป็นลำดับขั้นตามความเหมาะสมของสถานการณ์ โดยในเบื้องต้นขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยลดภาระการผ่อนชำระ เช่น จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยและพักเงินต้นไว้ก่อน, โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับลูกหนี้รายย่อยในกลุ่ม สินเชื่อทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูง

นอกจากนี้เกณฑ์ชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment หรือ Min Pay) โดยเฉพาะในส่วนของบัตรเครดิต ในปัจจุบัน อัตราการชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิตได้ถูกปรับเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 8% แล้ว และตามแผนเดิมนั้น อัตราการชำระขั้นต่ำจะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีกจาก 8% เป็น 10% ในสิ้นปี 2569 แต่ขณะนี้ธปท.ยังไม่มีแนวคิดปรับขึ้นเป็น 10%

“มาตรการชำระขั้นต่ำ 8 % เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่วางไว้ บนกระดาน ร่วมกับมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ เช่น มาตรการ "ฟ้าส้ม" หรือการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเข้มขน (ลดต้นลดดอก) สำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย ผ่าน DR (Debt Restructuring) เพื่อเป็นการป้องกันก่อนเกิดปัญหา และกลุ่มลูกหนี้ที่มีปัญหาการชำระหนี้แล้วที่จะใช้ TDR (Troubled Debt Restructuring) โดยมาตรการเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เมื่อสถานการณ์สุกงอมกว่านี้”

โดยล่าสุด ธปท.ได้ออกมาตรการ "มีทรัพย์เพิ่มเติมสภาพคล่อง หรือ SMEs Secure + เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในชุดมาตรการช่วยเหลือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เน้นการเติมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญกับปัจจัยลบชั่วคราว

โดยมาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยธุรกิจที่มีหลักประกัน (เช่น ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง) แต่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในภาวะปกติ เนื่องจากผลประกอบการปัจจุบันไม่เอื้ออำนวย กลุ่มเป้าหมายของมาตรการ คือ ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบระยะสั้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง หรือจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาเต็มที่ ซึ่งส่งผลให้กำไรลดลงหรือกระแสเงินสดติดขัด

“จุดเด่นที่สุดของ Secure Plus คือการที่ ธปท. ส่งสัญญาณผ่อนคลายเกณฑ์กำกับให้กับธนาคารพาณิชย์อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ธปท. อนุญาตให้ธนาคารงดนำกระแสเงินสดหรือรายได้ที่ลดลงในช่วงที่ได้รับผลกระทบมาเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาสินเชื่อ โดยให้ธนาคารกลับไปพิจารณาความสามารถในการหารายได้ในช่วงภาวะปกติแทน เพื่อให้ธุรกิจมีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น”

มาตรการนี้ครอบคลุมการใช้หลักประกันใน 2 ลักษณะ คือ

หลักประกันเดิม คือ หากลูกค้ามีหลักประกันจำนองอยู่ที่ธนาคารเดิมอยู่แล้ว และมูลค่าหลักประกันยังมีส่วนต่างเหลือ เช่น เคยมีวงเงิน 100 ล้าน แต่ปัจจุบันเหลือยอดหนี้ 80 ล้าน ธนาคารสามารถอนุมัติวงเงินเพิ่ม (Top-up) ให้กลับไปที่เพดานเดิมได้โดยไม่ต้องวิเคราะห์รายได้ใหม่ให้ยุ่งยาก,

หลักประกันใหม่ สำหรับผู้ที่มีที่ดินเปล่าหรือทรัพย์สินที่ไม่ติดภาระจำนอง สามารถนำมาเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อใหม่ได้ง่ายขึ้น

สำหรับเงื่อนไขและระยะเวลาโครงการ คือ ระยะเวลา 12 เดือน มาตรการนี้ถูกกำหนดให้เป็นมาตรการชั่วคราว เพื่อเร่งเติมเงินเข้าสู่ระบบในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังรอการฟื้นตัว อย่างไรก็ดีแม้จะผ่อนเกณฑ์ด้านรายได้ แต่โครงการนี้มีความปลอดภัยในมุมของธนาคารเนื่องจากเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Collateral) รองรับอยู่เบื้องหลัง

ขณะที่มาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ ธปท.จะขยายระยะเวลาการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV ออกไปอีก 1 ปี จนถึงเดือนมิถุนายน 2570

“ส่วนเครื่องมือ พ.ร.ก. กู้เงินที่เกี่ยวข้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ พรก.ซอฟต์โลนปัจจุบันเรื่องนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะมีการออกพรก. นี้อย่างเป็นทางการเมื่อใด โดยธปท.มองว่าเครื่องมือนี้มีความจำเป็น แต่ต้องพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสม ในทางกฎหมาย ธปท.ไม่มีอำนาจในการออกพรก. ด้วยตนเอง แต่เป็นการดำเนินการผ่านรัฐบาล”

รื้อค่าธรรมเนียมธนาคาร 17-19 รายการ สร้างมาตรฐานใหม่

นายวิทัย กล่าวอีกว่า ส่วนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างค่าธรรมเนียมธนาคารประมาณ 17-19 รายการ เพื่อลดภาระประชาชนและธุรกิจ โดยธปท.จะสร้างมาตรฐานใหม่ที่อ้างอิงระดับต่ำสุด (Min) ของอุตสาหกรรม อาทิ

  • ค่ารักษาบัญชีจากเดิมที่บางแห่งคิดสูงถึง 100-500 บาท จะปรับให้เหลือมาตรฐานเดียว เช่น 20 บาท,
  • ค่าธรรมเนียม BAHTNET จะปรับลดจาก 250 บาท ลงมาอยู่ที่ประมาณ 50-100 บาท ตามต้นทุนจริง

เช่นเดียวกับค่าธรรมเนียม SME (Front-end Fee) ขอให้ลดลงเหลือไม่เกิน 2.5% สำหรับวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 250,000 บาท ส่วนค่าธรรมเนียมปิดบัญชี (Prepayment Fee) สำหรับเงินกู้ระยะยาวที่ผ่อนมาเกินครึ่งทางของสัญญาแล้ว จะห้ามเรียกเก็บค่าปรับกรณีปิดบัญชีก่อนกำหนดเพื่อเปิดช่องให้รีไฟแนนซ์ได้

“ธปท. จะเริ่มเปิด Hearing เรื่องมาตรฐานค่าธรรมเนียมใหม่ วันที่ 10 เม.ย. 2569 และคาดว่าจะลงราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ได้ในช่วงปลายเดือนพ.ค.นี้”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ วงการธนาคาร ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...