18 ปี “กอ.รมน.” งบความมั่นคง 1.23 แสนล้าน – ปี 70 ดับไฟใต้ 100% ?
กางงบ-แผน “กอ.รมน.” ภายใต้ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ตลอด 18 ปี สำนักนายกรัฐมนตรีได้รับงบประมาณรวม 123,097 แสนล้านบาท ไม่รวมงบประมาณความมั่นคงที่ กอ.รมน. เป็นผู้ขับเคลื่อน – เปิดแผนยุทธศาสตร์ 2566-2570 ชี้ปี 2570 ยุติไฟใต้
หลังจากรัฐประหารปี 2549 ท่ามกลางความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ “กอ.รมน.” กำเนิดขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 กับภารกิจหลักคือการป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม กอ.รมน. นับว่ามีมาก่อน พ.ร.บ.ดังกล่าว เพียงแต่ยังไม่ได้บทบาทอย่างเช่นปัจจุบัน
พัฒนาการ “ปราบคอมมิวนิสต์ ขจัดยาเสพติด สาธารณภัย ดับไฟชายแดนใต้”
เว็บไซต์ของ กอ.รมน. รายงานประวัติความเป็นมา ตั้งแต่อดีต (ก่อนเป็น กอ.รมน.) จนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ดังนี้
ปี 2516 รัฐบาลมีนโยบายให้แปรสภาพกองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (กอ.ปค.) เป็น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) แต่ยังคงให้มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ โดยภารกิจคือป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์
ปี 2523 ประกาศนโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ เมื่อ 23 เมษายน 2523 และถือปรัชญา “สันติภาพเป็นรากฐานของความมั่นคง และความมั่นคงอันถาวรเป็นบ่อเกิดแห่งความมั่นคงสมบูรณ์พูนสุขของอาณาประชาราษฎร์ในราชอาณาจักร”
ปี 2525 ครม. ปรับบทบาทของ กอ.รมน. ให้ปฏิบัติภารกิจทางด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จัดระเบียบและเสริมความมั่นคงชายแดน พัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ แก้ปัญหาชนกลุ่มน้อยและผู้หลบหนีเข้าเมือง แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี (หน่วยสันตินิมิต) การปฏิบัติงานด้านการข่าวและปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว.)
ปี 2543 ครม. มีมติยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ (ตรงกับสมัย นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี)
ปี 2544 ครม. ปรับลดบทบาทของ กอ.รมน. โดยเฉพาะการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพิ่มบทบาทด้านการประสานงาน มีการปรับโครงสร้าง กอ.รมน. จากเดิมโดยแต่งตั้งให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็น รอง ผอ.รมน. โดยตำแหน่ง ต่อมาแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย และ รอง ผอ.รมน.ฝ่ายการเมือง โดยให้มีตำแหน่งผู้ช่วย ผอ.รมน. 5 ตำแหน่ง คือ ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ., ผบ.ตร. และอธิบดีกรมการปกครอง
ปี 2545 ครม. มีมติเห็นชอบตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี เรื่อง การจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ
ปี 2549 มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน และยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเดิม โดยให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน เป็นหน่วยงานในสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมี ผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.)
ปี 2551 กำเนิด พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ทำให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นส่วนราชการที่มีรูปแบบเฉพาะ ขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรี ภายใต้การบังคับบัญชาขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการด้านความมั่นคงเป็นคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
ปี 2552 คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การจัดโครงสร้างการแบ่งส่วนงาน อำนาจหน้าที่ของส่วนงาน และอัตรากำลังของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรโดยมีโครงสร้างการจัดประกอบด้วย ส่วนบังคับบัญชา สำนักฝ่ายอำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติ และหน่วยปฏิบัติระดับภูมิภาคมีอัตราเจ้าหน้าที่ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่ปฏิบัติงานในโครงสร้างดังกล่าว ทั้งที่เป็นอัตราประจำและช่วยราชการ
ปี 2558 รัฐบาลประกาศให้วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 (ตรงกับวันลงพระปรมาภิไธย) เป็นวันสถาปนา กอ.รมน.
ปี 2560 มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สาระสำคัญคือ
แก้ไขคำนิยาม ตามมาตรา 3 “การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” ให้รวมถึง ในกรณีที่เกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัย ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
เพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา 7 ในการติดตามและประเมินสถานการณ์ภายนอก ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงภายใน
แก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามมาตรา 10 โดยเพิ่มเติมให้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นกรรมการ เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขนิยาม ตามมาตรา 3
กำหนดให้มีคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค และจังหวัด โดยแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 11 และมาตรา 13
ถือกฎหมาย-คำสั่ง 9 ฉบับ – คาบเกี่ยวภารกิจ ‘ความมั่นคง-ภัยคุกคาม’
ส่วนกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. ดังนี้
ระดับกฎหมาย
- พระราชบัญญัติ การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
- หนังสือ สตน.กอ.รมน. ที่ นร 5109-283 ลง 8 ต.ค. 63
- กฎบัตรการตรวจสอบภายใน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ปีงบประมาณ 2564
- กฎบัตรการตรวจสอบภายใน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ปีงบประมาณ 2563
- กฎบัตรการตรวจสอบภายใน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ปีงบประมาณ 2562
ระดับคำสั่ง
- คําสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 179/2552 เรื่อง การจัดโครงสร้าง การแบ่งส่วนงาน อํานาจหน้าที่ของส่วนงาน และอัตรากําลังของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
- คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 51/2560 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
- คำสั่ง กอ.รมน. ที่ 279/2554 เรื่อง การดำเนินการรับรองหลักฐานการมีสิทธิได้นับเวลาทวีคูณสำหรับกำลังพลสังกัด กอ.รมน. และผู้ปฏิบัติงานในสายงาน กอ.รมน.
ระดับระเบียบ
- คำสั่ง กอ.รมน. ที่ 592/2561 เรื่อง แบบธรรมเนียมการปฏิบัติตนของข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานราชการ กอ.รมน.
อีกทั้งยังมีกรอบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน นั่นคือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580)
นอกจากนี้ ภารกิจของ กอ.รมน. ยังคาบเกี่ยวกับกฎหมายและคำสั่งอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงและการจัดการภัยคุกคาม
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ
ข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
- ประกาศ เรื่อง กําหนดลักษณะความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
- ประกาศ เรื่อง การให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เป็นเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย
- ประกาศ เรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ
- ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2560
- นโยบายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ
- นโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
- พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560
- ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
- ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ พ.ศ.2560
ระเบียบและคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง
- ข้อบังคับ กอ.รมน. ว่าด้วย การดำเนินการด้านพัสดุ พ.ศ.2562
- ข้อบังคับ กอ.รมน. ว่าด้วย การดำเนินการด้านพัสดุ พ.ศ.2561
- ข้อบังคับ กอ.รมน. ว่าด้วย การดำเนินการด้านพัสดุ พ.ศ.2553
- คำสัง กอ.รมน. ที่ 477/2560 เรื่อง การดำเนินการด้านพัสดุ (ชั่วคราว)
ทั้งนี้ ไม่นับกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างปกติ
“นายกฯ” หัวโต๊ะ กรรมการโดยตำแหน่ง 20 ราย
ภายใต้ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดให้ กอ.รมน. ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี จึงทำให้ตำแหน่งสูงสุดของ กอ.รมน. คือนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) และให้เสนาธิการทหารบกเป็นเลขาธิการ
ขณะที่โครงสร้างคณะทำงาน ในฐานะส่วนราชการ กำหนดให้มีทั้ง ผอ.รมน.ภาค และ ผอ.รมน.จังหวัด ตลอดจนมีคณะกรรมการใหญ่ 1 คณะ ดังนี้
- ประธาน – นายกฯ หรือรองนายกฯ ซึ่งนายกฯ มอบหมาย
- รองประธาน – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
- กรรมการ – (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (เดิมคือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) (3) ปลัดกระทรวงกลาโหม (4) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (5) ปลัดกระทรวงมหาดไทย (6) อัยการสูงสุด (7) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (8) ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (9) ผอ.สำนักงบประมาณ (10) เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (11) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (12) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (13) ผู้บัญชาการทหารบก (14) ผู้บัญชาการทหารเรือ (15) ผู้บัญชาการทหารอากาศ (16) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (17) อธิบดีกรมบัญชีกลาง (18) อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (19) เลขาธิการ กอ.รมน. และ (20) อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมีการเพิ่มตามคำสั่ง คสช. ในปี 2560
- เลขาธิการ – เลขาธิการ กอ.รมน.
18 ปี สำนักนายกฯ ให้ 1.23 แสนล้าน ไม่รวมงบทับซ้อนความมั่นคง
เมื่อไล่เรียงงบประมาณที่ กอ.รมน. โดยอ้างอิงจาก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ของแต่ละปี พบว่า หากนับเฉพาะงบประมาณที่ได้รับจากสำนักนายกรัฐมนตรีมียอดรวมทั้งสิ้น 123,097 ล้านบาท
- ปี 2552 – 8,222,878,800 บาท
- ปี 2553 – 8,240,272,500 บาท
- ปี 2554 – 8,306,068,400 บาท
- ปี 2555 – 6,915,923,300 บาท
- ปี 2556 - 7,980,125,500 บาท
- ปี 2557 – 8,201,570,700 บาท
- ปี 2558 - 8,906,478,600 บาท
- ปี 2559 – 10,200,971,600 บาท
- ปี 2560 - 6,357,934,200 บาท
- ปี 2561 – 4,853,270,300 บาท
- ปี 2562 - 5,208,210,300 บาท
- ปี 2563 – 6,774,777,900 บาท
- ปี 2564 – 6,150,063,700 บาท
- ปี 2565 - 5,480,239,600 บาท
- ปี 2566 – 5,434,977,100 บาท
- ปี 2567 – 4,977,163,900 บาท
- ปี 2568 – 4,916,101,400 บาท
- ปี 2569 – 5,978,563,600 บาท
อย่างไรก็ตาม กอ.รมน. ยังได้งบประมาณที่ไม่ได้รวมในข้างต้น โดยเฉพาะงบที่หน่วยงานอื่นได้รับ แต่ให้ กอ.รมน. เป็นผู้ขับเคลื่อน โดยเฉพาะมิติความมั่นคงในประเทศและชายแดนใต้ และการบรรเทาสาธารณภัย
จากการสืบค้นข้อมูล ยังพบว่า เดือนตุลาคม 2566 พรรคก้าวไกลได้อภิปรายแสดงความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ยกเลิก พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 พ.ศ. … (ร่างกฎหมายยุบ กอ.รมน.) หลังจากนั้นเพจเฟซบุ๊ก “PRT : คลังสารสนเทศรัฐสภา” โพสข้อมูลงบประมาณรายจ่ายประจำปีของ กอ.รมน. ปี 2556 – 2566 รวมเม็ดเงิน 100,274,700,800 บาท และแยกข้อมูลเป็นรายปี พร้อมแนบลิ้งค์รายละเอียดแต่ละปี แต่ปัจจุบันประชาชนไม่สามารถเข้าเว็บไซต์ดังกล่าวได้ เนื่องจากเว็บกำหนดให้ใช้ username และ password
แต่เมื่อเทียบตัวเลขข้อมูลรายปี กับตัวเลขที่แสดงใน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี พบว่า ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ตัวเลขสูงกว่าที่แสดงในงบรายจ่าย
- ปี 2560 10,410,393,400 บาท – พ.ร.บ.งบฯ ระบุที่ 6,357,934,200 บาท
- ปี 2561 10,049,512,900 บาท – พ.ร.บ.งบฯ ระบุที่ 4,853,270,300 บาท
- ปี 2562 10,240,111,400 บาท – พ.ร.บ.งบฯ ระบุที่ 5,208,210,300 บาท
- ปี 2563 9,893,672,900 บาท – พ.ร.บ.งบฯ ระบุที่ 6,774,777,900 บาท
- ปี 2564 8,854,707,900 บาท – พ.ร.บ.งบฯ ระบุที่ 6,150,063,700 บาท
- ปี 2565 7,764,882,400 บาท – พ.ร.บ.งบฯ ระบุที่ 5,480,239,600 บาท
- ปี 2566 7,772,273,500 บาท – พ.ร.บ.งบฯ ระบุที่ 5,434,977,100 บาท
กางแผนปี 70 ‘ยุติไฟใต้’
เอกสารแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) แสดงเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของ กอ.รมน. ทั้งหมด 5 เป้าหมายหลัก ประกอบด้วย (1) การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ (2) การป้องกันและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ (3) การบริหารจัดการผู้หลบหนีเข้าเมือง (4) การบูรณาการข้อมูลด้านความมั่นคง และ (5) การเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่
ส่วนตัวชี้วัดของแต่ละด้านมีทั้งที่เป็นเป้าหมายนามธรรมและที่จับต้องได้ โดยเอกสารดังกล่าวระบุตัวชี้วัดเป้าหมายที่ (1) การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ โดย กอ.รมน. ต้องจัดทำชุดข้อมูลให้ประชาชนธำรงรักไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน
ที่น่าสนใจคือเป้าหมาย (2) การป้องกันและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ ตัวชี้วัดคือ ความรุนแรงและความสูญเสียจากสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนใต้ลดลง 100% ภายในปี 2570 กล่าวคือ ภัยชายแดนใต้จะต้องยุติภายใน 1-2 ปีข้างหน้า อีกทั้งมีตัวชี้วัดว่า กอ.รมน. ต้องสร้างความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ได้ 80%
เป้าหมาย (3) การบริหารจัดการผู้หลบหนีเข้าเมือง ตัวชี้วัดคือ จำนวนแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เข้าประเทศอย่างถูกต้องเพิ่มขึ้น 30% ภายในปี 2570
เป้าหมาย (4) การบูรณาการข้อมูลด้านความมั่นคง ตัวชี้วัดคือ จำนวนของประเด็นความมั่นคงและประเด็นศักยภาพความมั่นคง ที่นำมาเชื่อมโยง วิเคราะห์ ประมวลผลด้วยระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 2 ประเด็น
เป้าหมาย (5) การเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ ตัวชี้วัดคือ พื้นที่เป้าหมายระดับตำบลทั้งประเทศตามที่จังหวัดประกาศภัยความมั่นคงสำคัญเร่งด่วน ลดลง 80% ภายในปี 2570
4 โครงการ ปลุกความรักชาติ
รายละเอียดแผนปฏิบัติราชการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2566 – 2570 มีทั้งสิ้น 34 โครงการ แบ่งตามมิติต่างๆ รายละเอียดดังนี้
การรักษาความสงบภายในประเทศ
- โครงการเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติและความมั่นคงของมนุษย์
- โครงการพัฒนาด้านการเมืองและการสร้างความรักสามัคคีของคนในชาติ
- โครงการบทเพลงเพื่อชาติและราชบัลลังก์
- โครงการเสริมสร้างความรักสถาบันและความสามัคคีภายใต้ชื่อ “กิจกรรมอาสา”
20 โครงการครอบจักรวาล ตั้งแต่ความมั่นคง สาธารณภัย ถึงการศึกษา
การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง
- โครงการแก้ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองกลุ่มแรงงานต่างด้าว
- โครงการแก้ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองกลุ่มเฉพาะ
- โครงการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย
- โครงการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
- โครงการแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
- โครงการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
- โครงการเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติ
- โครงการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม
- โครงการพัฒนาการศึกษาเยาวชนในโครงการเพชรในตม
- โครงการบูรณาการและประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและงานการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ (พมพ.)
- โครงการพัฒนาโรงเรียนในโครงการกองทุนศึกษา
- โครงการเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
- โครงการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร
- โครงการเสริมสร้างให้มวลชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง
- โครงการกำลังพลและการดำเนินงาน
- โครงการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและการขับเคลื่อนนโยบาย
- โครงการซ่อมแซมยุทโธปกรณ์พิเศษ
- โครงการสนับสนุนและใช้งานเครือข่ายมวลชนเพื่องานด้านความมั่นคงในพื้นที่ จชต.
- โครงการพัฒนาพื้นที่ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ตามชายแดน
- โครงการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ แบ่งเป็น 29 โครงการย่อย
10 โครงการบริหาร ข่าว-บิ๊กดาต้า-พีอาร์
การพัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม
- โครงการปฏิบัติการข่าวกรองเพื่อความมั่นคง
- โครงการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงตาม พ.ร.บ.ฯ
- โครงการพัฒนาบิ๊กดาต้าแพลตฟอร์มด้านความมั่นคง
- โครงการจัดการงบกำลังพลและทรงชีพ กอ.รมน.ภาค/ส่วนแยก/จังหวัด
- โครงการจัดระเบียบบริหารหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตัวเอง (อพป.)
- โครงการจ้างเหมาปฏิบัติงาน Call Center หมายเลข 1374
- โครงการกำกับ ติดตาม และประเมินผล โดย กอ.รมน. ภายใต้งานบริหารจัดการขับเคลื่อนแผนงานตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
- โครงการบูรณาการ การบริหารจัดการความมั่นคง
- โครงการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์และการแถลงผลงาน
- โครงการประชาสัมพันธ์เชิงบูรณาการ
แนวคิดยุบ กอ.รมน.
แนวคิดการยุบและยกเลิก กอ.รมน. เสนอในปี 2566 โดยพรรคก้าวไกล เสนอร่าง พ.ร.บ. ยกเลิก พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 พ.ศ. … ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน แต่ต่อมานายเศรษฐา ยืนยันว่า “การยุบ กอ.รมน.ไม่ได้อยู่ในความคิดของรัฐบาลนี้”
เหตุผลที่พรรคก้าวไกลให้ในการเสนอร่างกฎหมายยุบ กอ.รมน. เพื่อให้มีการปฏิรูปกองทัพและระบบความมั่นคงในประเทศ ย้ำ ต้องการสร้างหลักการประชาธิปไตยที่รัฐบาลพลเรือนเป็นใหญ่ และทำให้กองทัพอยู่ห่างจากการเมืองมากที่สุด ดังนั้น การยุบ กอ.รมน. จะทำให้ความมั่นคงเป็นเรื่องของประชาชน พลเรือน ไม่ใช่ผูกขาดแค่กองทัพ
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 พรรคประชาชน (พรรคก้าวไกล) ยังคงเสนอแนวคิดยุบ กอ.รมน. ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผ่านนโยบายชื่อ “ยุบ กอ.รมน. เปลี่ยนผ่านชายแดนใต้สู่สันติภาพ” โดยให้ระบุว่า
- ขัดหลักการประชาธิปไตยสากล: กอ.รมน. ถือกำเนิดในยุคสงครามเย็นและถูกขยายอำนาจหลังการรัฐประหารปี 2549 และ 2557 กลายเป็นกลไกที่เปิดทางให้กองทัพแทรกแซงการเมืองและการบริหารราชการ ขัดกับหลักการ “รัฐบาลพลเรือนต้องอยู่เหนือกองทัพ” (Civilian Control of the Military)
- รัฐซ้อนรัฐและงบประมาณซ้ำซ้อน: ภารกิจของ กอ.รมน. ทับซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว เช่น กรมการปกครอง, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานความมั่นคงชายแดน ทำให้การบริหารขาดเอกภาพ
- ความล้มเหลวในชายแดนใต้: พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นข้ออ้างหลักในการขยายอำนาจและงบประมาณ โดยข้อมูลสำนักงบประมาณระบุว่า งบประมาณกว่า ร้อยละ 80 ของ กอ.รมน. ถูกใช้ในภารกิจนี้ แต่แนวทางที่เน้นการควบคุมและปราบปรามตลอดหลายทศวรรษกลับไม่สามารถสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้
‘อนุทิน’ ชี้ “การเมืองกับการทหารต้องเดินไปด้วยกัน”
ปัจจุบัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จังหวัดปัตตานี (17 เมษายน 2569) และติดตามงานด้านความมั่นคงที่ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า
โดยมีรายงานว่า สถานการณ์ด้านความมั่นคงในช่วงเดือนรอมฎอนปีนี้มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน แม้ยังคงมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งมีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน โดยเห็นว่าการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและสามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการทำงานมวลชน การส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ตลอดจนการดำเนินปฏิบัติการเชิงรุกในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและการลักลอบขนอาวุธ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
นายอนุทิน ได้เห็นชอบแนวทางการจัดทำรั้วกั้นตามแนวชายแดนในพื้นที่อำเภอตากใบ และอำเภอแว้ง เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดน เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามจับกุมผู้กระทำผิด ลดความถี่ของเหตุการณ์ความไม่สงบ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยจะพิจารณางบกลาง ปี2569 เพื่อสนับสนุนการสร้างรั้วในเฟสที่หนึ่ง และเฟสต่อไป
ในยุคที่ผมดำรงตำแหน่ง ผอ. กอ.รมน. ผมย้ำเสมอว่า ‘การเมืองกับการทหารต้องเดินไปด้วยกัน’ เพื่อร่วมกันสร้างสันติสุขในพื้นที่…ผมเข้าใจความรู้สึกของประชาชนที่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ จึงเน้นย้ำให้ความสำคัญกับงานด้านการข่าว และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยยึดหลักปิดชื่อ ถือพฤติกรรม มุ่งผลลัพธ์ และดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง