โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กทม. จับมือ Google–จุฬาฯ โชว์ผลสำเร็จ Project Albus ใช้ AI ยกระดับห้องเรียน พบเด็กสนุกกับการเรียนรู้ ครูสอนคล่องตัวขึ้น

WeR NEWS

เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันนี้ (12 พ.ค. 69) นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีปิดโครงการและรับฟังการนำเสนอผลการวิจัย “การเสริมพลังด้วยปัญญาประดิษฐ์และกูเกิลโซลูชัน : สนับสนุนการพัฒนาทางวิชาชีพและประสิทธิภาพในห้องเรียนแบบเรียนรวม” (Project Albus) โดยมี ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายโกศล สิงหนาท รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา พร้อมด้วยผู้บริหาร Google for Education ทีมวิจัยจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และนักเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เข้าร่วม ณ สำนักงาน Google ประเทศไทย อาคารปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ เขตปทุมวัน

รองผู้ว่าฯ ศานนท์ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครขับเคลื่อนหลายโครงการภายใต้แนวคิด “ยืนบนไหล่ยักษ์” คือการทำงานร่วมกับองค์กรและภาคีที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้สามารถพัฒนาและขับเคลื่อนงานได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ซึ่งความร่วมมือกับ Google ไม่ได้มีเฉพาะด้านการศึกษา แต่ยังมีในเรื่องระบบไฟจราจรและเทคโนโลยีเพื่อการบริหารเมืองในหลายมิติ

สำหรับโครงการด้านการศึกษา เริ่มต้นจากการขอรับบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก โดยตั้งเป้าไว้ 130,000 เครื่อง แต่ได้รับจริงประมาณ 1,300 เครื่อง ทำให้กรุงเทพมหานครต้องปรับแนวทางมาเป็นการตั้งงบประมาณเพื่อเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แทน ซึ่งถือเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียน

“สุดท้ายนี้ ไม่ว่าผู้บริหารจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่การเดินหน้าต่อของโครงการนั้นขึ้นอยู่กับทุกฝ่ายที่จะร่วมกันพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถยกระดับการเรียนรู้ของเด็กได้จริง” รองผู้ว่าฯ ศานนท์ ย้ำ

ด้าน ดร.นรรธพร กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีเข้าสู่ห้องเรียน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มอุปกรณ์ แต่ต้องเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้ที่มีเป้าหมายชัดเจน เพราะการศึกษาของเด็ก “รอไม่ได้” ทุกช่วงเวลาของการเรียนรู้มีความสำคัญ หากการจัดการศึกษาไม่ตอบโจทย์ ก็อาจกระทบต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานดังกล่าว จะต้องสอดคล้องกับนโยบาย “Phone Off, Learning On” ซึ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและมีความหมาย รวมถึงไม่ใช้หน้าจอโดยไม่จำเป็น

ดร.นรรธพร กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยีและ AI จะต้องครอบคลุมทั้งระบบการสอนและการบริหารจัดการโรงเรียน และต้องมีการพัฒนาศักยภาพครูอย่างต่อเนื่องด้วย โดยในปีการศึกษาหน้า เชื่อว่าโรงเรียนจะสามารถเก็บข้อมูลและต่อยอดงานวิจัยภายในโรงเรียนได้ด้วยตนเองมากขึ้น เพื่อให้เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในระดับห้องเรียน และสามารถนำไปปรับใช้ได้ตรงกับบริบทของแต่ละโรงเรียนต่อไป

ขณะที่ รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กล่าวว่า การยกระดับคุณภาพการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองตามแนวคิด “เมืองต้องคู่กับคน” ซึ่งปัจจุบัน กทม. มีเครือข่ายที่เข้มแข็งทั้งจาก Google และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ สำนักการศึกษาได้เตรียมงบประมาณรองรับการต่อยอดเทคโนโลยีทางการศึกษาไว้แล้ว ซึ่งหากผลลัพธ์ของโครงการพิสูจน์ได้ว่า “ดี” ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนได้จริง กทม. พร้อมเดินหน้าโครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของนักเรียนกรุงเทพมหานครในระยะยาว

โครงการ Project Albus เป็นความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร Google for Education คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการนำร่องในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านบางกะปิ โรงเรียนมัธยมปุรณาวาส โรงเรียนนาหลวง และโรงเรียนลำสาลี (ราษฎร์บำรุง) ผ่านกระบวนการอบรมเชิงปฏิบัติการ การโคชครู และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนารูปแบบห้องเรียนดิจิทัลที่ตอบโจทย์การเรียนรู้แบบเรียนรวม

โดยผลการวิจัยทางวิชาการเบื้องต้นจากโครงการนำร่องในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 4 แห่ง พบความสำเร็จที่โดดเด่นใน 4 มิติหลัก ได้แก่ การพัฒนาทักษะการใช้ AI ของครู ประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน ผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้ของนักเรียน และการยอมรับเทคโนโลยีในห้องเรียน

ด้านครู พบว่าสามารถใช้ AI และเครื่องมือ Google Workspace for Education และ Chromebook ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น มีความตระหนักรู้ในการตรวจสอบงานที่สร้างโดย AI อย่างละเอียด อีกทั้ง ครู 75% มีความมั่นใจในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบการเรียนรู้ ขณะที่ครูทั้งหมดเห็นว่าเทคโนโลยีช่วยลดเวลาในการเตรียมการสอน และช่วยให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น

ส่วนนักเรียน พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดในทุกสมรรถนะหลัก โดยมีคะแนนเฉลี่ยภาพรวมเพิ่มขึ้นจาก 25.00 เป็น 45.70 คะแนน และนักเรียน 88% รู้สึกสนุกกับการเรียนมากขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น รวมถึงเกิดวัฒนธรรมการช่วยเหลือกันในชั้นเรียน ขณะเดียวกันยังพบพฤติกรรมการเรียนรู้เชิงบวกเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งความกระตือรือร้นในการเรียน การตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ ตลอดจนการพยายามทำความเข้าใจข้อผิดพลาดและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทั้งครูและนักเรียนส่วนใหญ่ยังเห็นตรงกันว่า Chromebook และ Google Workspace for Education เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมต่อการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน และช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...