เจ้าสาวไม่ผ่านรัก
ข้อมูลเบื้องต้น
“เธออยากหย่าขนาดนั้นเลย”
“ใช่ค่ะ ไม่หย่าวันนี้วันหน้าก็ต้องหย่าอยู่ดี”
……………………………
“ถอยไปดิ อย่ามาขวาง” เธอไม่สนใจลูกชาย “อ้อ เอกสารของบริษัททั้งหมดอยู่ในห้องทำงานนะ ฉันยกให้แกหมดเลย”“แม่!!”“ไม่ต้องเรียก ฉันไม่มีลูกโง่อย่างแก”
……………………………
“เราไม่ใช่เด็ก ๆ กันแล้วนะ เรามาแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดกันเถอะ” เธอหันไปเผชิญหน้ากับศิวัฒน์ “ฉันขอโทษที่ไม่ยอมปฏิเสธแม่ของคุณในวันนั้น ขอโทษที่ไม่ยอมรับข้อเสนอของคุณ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ฉันไม่อยากให้เรารู้จักกันด้วยซ้ำ แต่เมื่อมันย้อนไม่ได้เราก็เดินไปข้างหน้าเพื่อลืมเรื่องราวของกันและกันเถอะ”
………………………………
คำเตือน
นิยายรักดราม่าเรื่องนี้เป็นความดำมืดในใจของผู้เขียนที่อยากจะถ่ายทอดออกมาอาจจะมีเนื้อหาที่รุนแรง เพศ การใช้ภาษาโปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ.2537 ไม่อนุญาติให้ทำการสแกนหนังสือหรือคัดลอกเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดเพื่อสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นเอกสารรูปเล่ม หรือเพื่อการใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาติจากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้นมิเช่นนั้นจะถือว่าละเมิดและมีความผิดทางอาญา
บทนำ
“พรุ่งนี้แกต้องไปหย่าให้หนูฉัตรให้เรียบร้อย”
“อะไรนะครับ”
“แกฟังไม่ผิดหรอก”
“แม่กำลังเล่นอะไรอยู่ ก่อนหน้านี้ก็บังคับให้ผมแต่ง มาตอนนี้บอกให้ผมไปหย่า”
“ใช่ ฉันเล่นอยู่แต่ตอนนี้เกมมันจบแล้ว แกเป็นฝ่ายชนะ แกจะพาแฟนแกเข้ามาอยู่ในบ้านก็ได้นะฉันไม่ห้าม”
คำพูดพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นหากวันนั้นศศิณีไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนลูกชาย โดยการบังคับให้เขาแต่งงานกับหญิงสาวที่เธอหาให้
ณ.มหาวิทยาลัยชื่อดัง
สาวสวยหุ่นบางที่อยู่ในชุดเดรสสีฟ้ากระโปรงคลุมเข่า เธอเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยชื่อดัง และเป็นที่รักของนักศึกษา เพราะเธอเป็นคนน่ารัก อัธยาศัยดี
“อาจารย์คะ วันนี้หนูขอบคุณมากเลยนะคะที่อาจารย์ช่วยติวให้พวกหนู”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอหันไปยิ้มให้พวกนักศึกษาปี 4 “ใกล้สอบแล้วตั้งใจอ่านหนังสือกันด้วยนะ”
“ค่า….อาจารย์”
พวกเธอตะโกนตามหลังพลางโบกไม้โบกมือให้อาจารย์สาวสวย
ตี๊ด
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดข้อความที่ถูกส่งมาจากผู้เป็นแม่
‘ฉัตรลูก ถ้าสอนเสร็จแล้วโทรกลับหาแม่หน่อยนะ’
ฉัตรนลินทร์ หญิงสาววัย 28 ปี เธอเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเป็นอาจารย์ตั้งแตเรียนจบใหม่ๆ เธอสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มาเป็นเวลา 4 ปีกว่าแล้ว ปกติทุกๆ วันหยุดเธอจะกลับไปช่วยงานที่บ้าน แต่เนื่องด้วยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาแม่ของเธอมาขอร้องให้เธอแต่งงานกับลูกชายเจ้าของโรงงานส่งออกขนาดใหญ่ เพื่อรักษาบริษัทรับผลิตเครื่องหนังของพ่อไว้ เธอยังไม่ให้คำตอบพวกเขา ซึ่งสุดสัปดาห์นี้เธอจะต้องกลับไปพูดคุยเรื่องนี้กับผู่ใหญ่ของอีกฝ่าย
“แม่คะ”
‘อาทิตย์นี้กลับมาคุยกันนะลูก’
“ค่ะแม่”
‘แม่ขอโทษ’
“ไม่เป็นไรค่ะ”
หลังวางสายฉัตรนลินทร์ก็ขับรถกลับที่พักของเธอ เธอนั่งทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เธอเกิดมาพ่อกับแม่ของเธอไม่เคยปล่อยให้เธอลำบากเลย เธอมีพร้อมทุกอย่างเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าครอบครัวของเธอเป็นหนี้มากมายแค่ไหน
สุดสัปดาห์ที่ฉัตรนลินทร์ไม่อยากให้มาถึง แต่สุดท้ายเธอก็เลี่ยงไม่ได้ ก็เลยต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป เธอขับรถไปยังร้านอาหารที่แม่ของเธอบอกไว้
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าได้จองโต๊ะไว้หรือเปล่าคะ”
เมื่อเห็นฉัตรนลินทร์เดินเข้าไปในร้านพนักงานต้อนรับก็เดินเข้ามาสอบถาม
“จองไว้ค่ะ”
“กรุณาแจ้งชื่อผู้จองด้วยนะคะ”
“คุณศศิณีค่ะ”
“เชิญด้านนี้ค่ะ” หญิงสาวพนักงานเดินนำหน้าเธอไปยังห้องรับรอง แล้วให้เธอนั่งลงตรงโต๊ะกว้าง “รับน้ำอะไรดีค่ะ”
“เอาน้ำเปล่าแล้วกันค่ะ”
“สักครู่นะคะ”
“ฉัตรนลินทร์ใช่มั้ย”
“ใช่ค่ะ” ฉัตรนลินทร์รีบลุกขึ้นยืนทันที เรื่องมารยาทเธอไม่ได้ขาดตกบกพร่อง เพราะมีอาชีพที่เปรียบเสมือนแม่พิมพ์ เธอจึงมีบุคลิกที่สง่าสามารถเป็นแบบอย่างให้นักศึกษาได้ดีเลยทีเดียว
“ฉันศศิณี” หญิงวัยกลางคนแนะนำตัว
“สวัสดีค่ะคุณศศิณี”
“นั่งเถอะ”
“ขอบคุณค่ะ”
“เข้าเรื่องเลยละกัน” เธอว่าพลางมองสำรวจใบหน้างามนั้นไปด้วย หญิงสาวตรงหน้าสวยไม่แพ้ตอนที่เธอยังสาวเลย
“ค่ะ”
“เธอคงรู้แล้วว่าวันนี้ฉันนัดเธอมาเจอทำไม”
“ทราบค่ะ”
ก่อนมาแม่ของฉัตรนลินทร์บอกเธอทุกอย่างแล้ว
“เธอยินดีจะแต่งงานกับลูกชายของฉันหรือเปล่า” ศศิณีไม่อ้อมค้อม
“ค่ะ”
“หลังแต่งงานฉันจะจัดการเรื่องหนี้สินทั้งหมดให้ครอบครัวของเธอ รวมไปถึงเธอด้วย”
“คุณรู้”
“แน่นอน คนที่จะมาเป็นลูกสะใภ้ของฉัน ฉันก็ต้องรู้ประวัติสิ แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน เรื่องที่เธอต้องรับมือคือลูกชายของฉัน”
“ยังไงคะ” ฉัตรนลินทร์ไม่เข้าใจ
“ฉันบอกตามตรงนะ เพราะตอนนี้เจ้าลูกชายตัวดีมันกำลังติดผู้หญิงน่ะสิ”
นี่คือสิ่งที่ฉัตรลินทร์ไม่รู้ เธอไม่คิดว่าคนที่เธอต้องแต่งงานด้วยจะมีแฟนอยู่แล้ว พอเป็นแบบนี้เท่ากับว่าเธอต้องไปแย่งของ ๆ คนอื่นใช่มั้ย
“เอ่อ…ขอประทานโทษนะคะ ทำไมคุณถึงไม่ให้ลูกชายของคุณแต่งงานกับแฟนของเขาล่ะคะ”
“เพราะฉันไม่ชอบไง” ศศิณีตอบตามตรง ด้วยนิสัยหลายอย่างของหญิงสาวที่เป็นแฟนของลูกชายทำให้เธอต้องส่ายหน้า นี่คือที่มาของการหาลูกสะใภ้ด้วยตัวเอง
“แล้วหนู…” ฉัตรนลินทร์ชี้เข้าหาตัว
“ดีกว่าแม่คนนั้นเยอะ”
ก่อนที่เธอจะเลือกฉัตรนลินทร์ เธอสืบประหวัดว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้มาหมดแล้ว ซึ่งเธอก็พอใจเป็นอย่างมาก
“แล้วหนูต้องทำอะไรบ้างคะ”
“ทำให้ลูกชายของฉันรัก ยิ่งมีลูกด้วยกันเร็วๆ ยิ่งดี”
“แต่…”
ฉัตรนลินทร์หลุบตาต่ำลง การจำใจแต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่รู้จักว่ายากแล้ว แต่การจพทำให้เขารักคงเป็นเรื่องที่ยากกว่า ไม่ต้องคิดไปถึงมีลูกเลยด้วยซ้ำ
“ฟังให้จบก่อน”
“ค่ะ”
“ฉันรู้ว่าเธอไม่สบายใจ แต่การแต่งงานก็เป็นเรื่องสำคัญของตาไตร หลังจากสามปีหากเธอทั้งสองไม่ได้รักกันฉันจะปล่อยให้เธอเป็นอิสระ”
“ทำไมต้องสามปีคะ”
ฉัตรนลินทร์คิดว่านี่คือทางรอดเดียวของเธอ แต่สามปีมันนานไปหรือเปล่า เธอจะสามารถทนได้ถึงตอนนั้นมั้ย
“เอาเถอะไม่ต้องถามมาก ทำตามเงื่อนไขก็พอ”
“หนูไม่มีตัวเลือกอื่นเลยใช่มั้ยคะ”
“ตอนนี้ยังไม่มี ฉันเชื่อว่าเธอจะเป็นเด็กดีของฉัน”
“ค่ะ”
“อ้อ ฉันจะซื้อบ้านที่กรุงเทพใกล้ ๆ มหาลัยที่เธอสอนอยู่ให้หนึ่งหลัง หลังแต่งงานเธอกับตาไตรจะต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่น เพราะฉันจะให้เขาเข้าไปบริหารบริษัทที่กรุงเทพ”
“แล้วเขาจะยอมเหรอคะ”
“ฉันมีวิธี เธอแค่ทำหน้าที่เมียอย่าให้ขาดตกบกพร่องก็พอ”
ศศิณีเป็นคนฉลาด ทุกครั้งก่อนที่เธอจะทำอะไรเธอมักจะรอบคอบและวางแผนมาเป็นอย่างดี
“ค่ะ”
“อาทิตย์หน้าเธอว่างหรือเปล่า”
“ยังไม่แน่ใจค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ฉันจะให้ไปลองชุดเจ้าสาวกับตาไตร”
“ต้องไปพร้อมกันเหรอคะ”
“ต้องพร้อมกันสิ มีคู่บ่าวสาวที่ไหนบ้างไปลองชุดคนละที”
“ถ้ายังไงจะโทรแจ้งอีกทีนะคะ” ฉัตรนลินทร์เริ่มมีท่าทีประหม่า เธอไม่คิดว่าจะได้เจอเขาเร็ว ๆ นี้
“พรุ่งนี้อยู่บ้านหรือเปล่า”
“อยู่ค่ะ”
“ฉันจะให้ตาไตรไปรับออกมาทานข้าว”
คนฟังแทบช็อค อาทิตย์หน้าว่าเร็วแล้ว นี่ศศิณีบอกว่าจะให้ลูกชายมารับเธอพรุ่งนี้อีก เธอจะทำไงดี
“เอ่อ”
“ทำความรู้จักกันไว้ก่อน อีกเดือนเดียวก็แต่งงานกันแล้ว”
“ว่าไงนะคะ แต่งวันไหนนะคะ”
วันนี้หากว่าเธอไม่ช็อคตายซะก่อน เธอคงอยู่ได้ถึงร้อยปีแน่ ๆ เพราะทุกอย่างที่ศศิณีพูดมันเป็นเรื่องบีบหัวใจของเธอทั้งนั้น
“กลางเดือนหน้า”
“ไม่เร็วไปหน่อยเหรอ”
“นี่ยังช้าไปนะ ฉันจะให้แต่งวันสองวันนี้แล้ว” ศศิณีรู้สึกชอบใจลูกสะใภ้ที่เธอหามาเองกับมือเหลือเกิน
และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
ตอนที่ 1 ทิ้งไว้กลางทาง
เช้าวันเสาร์เดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว แปลกที่ปกติหญิงสาวมักจะรอวันหยุด เพราะเธอจะได้พักผ่อน แต่นี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอไม่อยากให้วันหยุดมาถึง
รถคันงามมาจอดหน้าบ้านของฉัตรนลินทร์ เขาบีบแตรเรียกอยู่หลายครั้ง ส่วนคนด้านในก็รีบวิ่งออกมา เธอใส่รองเท้าที่เตรียมเอาไว้แล้วเดินมาหยุดยืนตรงฝั่งคนขับ เพียงไม่นานกระจกรถก็ถูกลดลง พร้อมกับหน้าตาของคนขับ หากไม่นับที่เขาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่เธอ เธอคงจะได้ชื่นชมความหล่อของเขา แต่จะว่าไปถึงแม้เขาจะทำหน้าแบบนั้นก็ไม่ได้บดบังความหล่อของเขาไปได้เลยสักนิด
‘คนนี้เหรอคุณไตรลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณศศิณี’
ไตร หรือศิวัฒน์ หนุ่มหล่อใบหน้าคมคาย คิ้วหนาเข้มนัยน์ตาสีนิล เจ้าของความสูง 185 เซนติเมตร วัย 33 ปี เขาเป็นลูกคนเดียวของศศิณี ด้วยความเสเพลย์ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เป็นหนุ่ม ซึ่งศศิณีมองว่าคงจะถ่ายทอดกันทางสายเลือด แม้ว่าพ่อของเขาจะเสียไปแล้วแต่กลับทิ้งความเสเพลย์ไว้ให้ลูกชายตัวดี ทำให้ศศิณีเริ่มเอือมระอากับพฤติกรรมของลูกชาย จึงอยากให้มีครอบครัวจะได้มีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่บังเอิญคนที่ศิวัฒน์เลือกกลับไม่ถูกใจศศิณี…
“ยืนทำบื้ออะไรอยู่”
ประโยคแรกที่เขาพูดออกมาทำฉัตรนลินทร์ต้องขมวดคิ้ว ผู้ชายคนนี้ต้องเป็นคนแบบไหนถึงได้ทักทายคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกแบบนี้ ช่างไม่มีอะไรที่น่าประทับใจเลยสักนิด
“อ้าว! ยังไม่ขึ้นอีก”
ฉัตรนลินทร์รีบวิ่งไปทางฝั่งตรงข้างคนขับ เธอเปิดประตูขึ้นไปก็ต้องพบกับบรรยากาศที่เย็นเฉียบ ทั้ง ๆ ที่เธอก็ใส่เสื้อแขนยาวแล้วนะยังรู้สึกหนาวขนาดนี้ เขาเปิดแอร์ไว้แช่แข็งเนื้อสัตว์หรือไงกัน
“คิดดีแล้วเหรอ”
รถเคลื่อนตัวออกมาไม่นานศิวัฒน์ก็เอ่ยออกมา
“อะไรคะ” เธอเอียงหน้ามองเขา
“เรื่องที่จะแต่งงานกับฉัน”
“ค่ะ” เธอตอบโดยไม่ลังเล
“ฉันมีข้อเสนอ”
“…”
“ฉันจะให้เงินสดเธอหนึ่งล้าน เพื่อให้เธอไปยกเลิกงานแต่งของฉันกับเธอ”
“…”
“น้อยไปสินะ” เมื่อเห็นว่าฉัตรนลินทร์เงียบ เขาเลยคิดว่าเธอยังไม่พอใจจำนวนเงินที่เขาเสนอไป
“สองล้าน”
“…”
“ห้าล้าน!!”
“…”
“เอ๊ะ!!…เธอจะเอาเท่าไหร่ก็ว่ามา” เขาเริ่มหมดความอดทนแล้ว
“ไม่เอาค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ
“งั้นก็ไปยกเลิกงานแต่งซะ”
“ไม่ค่ะ…คุณก็ไปยกเลิกเองสิ”
“นี่เธอ” เขาวางมือจากพวงมาลัยข้างหนึ่งแล้วไปบีบแขนของเธออย่างลืมตัว “อย่าโง่ไปหน่อยเลย ถ้าฉันทำได้ฉันไม่มาเสียเงินจ้างเธอหรอ”
“ค่ะ” ฉัตรนลินทร์ตอบพลางแกะมือของเขาออก
“ค่ะ คือ”
“เปล่าค่ะ”
“เธอนี่มันน่ารำคาญจริง ๆ แม่คิดยังไงนะถึงได้เลือกผู้หญิงอย่างเธอมาแต่งงานกับฉัน”
“…”
“ไปทำอีท่าไหนล่ะ แม่ฉันถึงเลือกให้มาแต่งกับฉัน เห็นก็รู้ว่าหน้าเงิน”
“…”
“แม่ฉันให้เธอเท่าไหร่ ถึงไม่ยอมรับข้อเสนอของฉัน หา!”
เขาพ่นคำดูถูกมากมายใส่เธอ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอเลยสักนิด
“ฉันให้เธอเลือก ถ้ายกเลิกงานแต่งตอนนี้ฉันจะปล่อยเธอไป แต่ถ้าเธอยังดื้อที่จะแต่งแล้วเธอจะรู้ว่านรกมีจริง”
“…”
เมื่อเห็นว่าคนด้านข้างนิ่งเงียบไม่โต้ตอบ ไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ อารมณ์โกรธของเขายิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ความหนาวจากสายฝนที่แผ่ปกคลุมมาถึงในรถก็ไม่สามารถทำให้อารมณ์ของเขาเย็นลงได้เลย
“โถ่เว้ย!!” เขาตะโกนออกมาจนฉัตรนลินทร์สะดุ้ง “เธอพูดอะไรบ้างสิ อยากแต่งงานกับฉันมากหรือไง”
ตอนนี้ชายหนุ่มเครียดมาก จริง ๆ เขาเครียดมาหลายเดือนแล้วตั้งแต่รู้ว่าแม่ของเขาจะให้แต่งงานกับหญิงสาวที่แม่ของเขาหามาให้ ซึ่งเขาเองก็ปฏิเสธมาตั้งแต่ต้น และหวังว่าผู้หญิงที่แม่ของเขาหาให้จะปฏิเสธเช่นกัน
“จะบอกอะไรให้นะ ฉันมีแฟนอยู่แล้ว”
“ฉันรู้ค่ะ” เธอพูดเสียงเบาลง เพราะนี่คือสิ่งที่เธอกังวลมากที่สุดในตอนนี้
“รู้แล้วเธอยังจะแต่ง”
“ค่ะ”
“ไม่หน้าด้านไปหน่อยเหรอ”
“นี่คุณ!!” คราวนี้ฉัตรนลินทร์ทนไม่ไหว เธอตวัดสายตามองคนที่จ้องมองเธออยู่เหมือนกัน
“ทำไม รับความจริงไม่ได้หรือไง ฉันก็พูดอยู่ว่ามีแฟนแล้ว เธอยังจะแต่ง เธอจะให้ฉันคิดว่ายังไงนอกจากเธอมันหน้าไม่อาย”
“คุณจะมองฉันเป็นแบบไหนก็ช่าง” ฉัตรนลินทร์หันกลับไปมองบนถนนต่อ “หากคุณไม่อยากแต่งคุณก็ไปบอกแม่ของคุณให้ยกเลิก ส่วนฉันมีหน้าที่ทำตามคำสั่งแม่ของคุณเท่านั้น”
สัญญานไฟสีแดงทำให้รถชะลอตัวและจอดลงไปในที่สุด ก่อนที่คนขับจะหันหน้ามามองหญิงสาวเต็ม ๆ ตา จมูกเชิดนั้นทำเขาเดาไปว่าเธอต้องเป็นคนที่ดื้อรั้นแน่ ๆ ปากเรียวได้รูปสีกุหลาบ ใบหน้านวลดูมีเลือดฝาด แม้จะเห็นเธอเพียงแค่ด้านข้างก็ทำให้คนมองหัวใจกระตุกได้เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น
เขารู้สึกหมั่นไส้เธอจริง ๆ ที่เอาแต่นั่งมองไปด้านหน้าโดยไม่สนว่าเขาจะมองอยู่ ศิวัฒน์ทำได้แค่ผ่อนลมหายใจยาว ๆ ในหัวเอาแต่คิดว่าจะหว่านล้อมเธอยังไงดี
“ไฟเขียวแล้วค่ะ”
ฉัตรนลินทร์พูดโดยไม่หันไปมอง ไม่ใช่เธอไม่รู้ว่าเขาจ้องมองอยู่ เพียงแต่เธอทำเป็นไม่สนใจมากกว่า
“ข้อเสนอของฉันคิดดูดี ๆ”
“…”
“เธอนี่มันดื้อด้านจริง ๆ”
“…”
ฉัตรนลินทร์ไม่อยากจะสนใจ เธอยอมรับทุกอย่างที่เขาพูด แต่เธอก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ของเขา เพราะตอนนี้ครอบครัวของเธอสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด
กริ้ง!!
ศิวัฒน์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นชื่อของคนรัก ทำให้เขายิ้มกว้างออกมา
“ว่าไงครับ” น้ำเสียงเปลี่ยนไปจากที่ใช้กับฉัตรนลินทร์โดยสิ้นเชิง
‘อยู่ไหนคะ’ เสียงหวาน ๆ ของเธอทำเขาเหล่มองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
“ออกมาธุระนิดหน่อย” เขาโกหกเพราะไม่อยากให้คนรักไม่สบายใจ
‘อย่าลืมนัดของเรานะ’
“ไม่ลืมหรอก”
‘เกลแต่งตัวรอแล้วนะ’
“พี่จะไปรับเดี๋ยวนี้”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น ฉัตรนลินทร์ก็ชำเลืองมองเขาทันที ไปรับเดี๋ยวนี้ของเขาหมายความว่าไง แล้วเธอล่ะ?
ไม่ทันที่ฉัตรนลินทร์ได้สงสัยนาน รถคันงามก็เลี้ยวจอดตรงฟุตบาท เธอจึงหันไปมองหน้าเขา
“ทำอะไรคะ” ฉัตรนลินทร์ถามด้วยความแปลกใจ
“ลงไปสิ”
“คะ?…” เธอไม่อยากจะเชื่อหู นี่เขาจะเล่นงานเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอเลยเหรอ
“หูไม่ดี หรือซื่อบื้อ ถึงได้ไม่เข้าใจที่ฉันบอก”
“คุณจะทิ้งฉันไว้กลางทางเนี่ยนะ”
“ก็ใช่ไง” เขาตอบโดยไม่ต้องคิด
“แต่ตรงนี้ไม่มีที่หลบฝนเลยนะ”
“นั่นมันเรื่องของเธอ” เขาไม่แยแส “ลงไปสิ แฟนฉันรออยู่”
“…” คราวนี้ฉัตรนลินทร์ไม่พูดอะไรต่อ เธอเปิดประตูลงไปทั้งที่ฝนยังกระหน่ำเทลงมา
ทันทีที่ประตูรถปิดลงเขาก็ออกรถไปทันที โดยไม่สนใจว่าเธอจะเป็นยังไง
ฉัตรนลินทร์มองตามรถไปจนลับสายตา ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาว ๆ ออกมาหนึ่งครั้ง เธอไม่ได้แปลกใจกับการกระทำนี้สักเท่าไหร่ การถูกทิ้งไว้กลางทางก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายของเธอสักเท่าไหร่
“นี่สินะสิ่งที่ฉันต้องเจอหลังจากนี้ เห้อ…เอาน่าเอาแค่ทนไหวละกัน” เธอเฝ้าบอกกับตัวเอง เพราะเธอเองก็ไม่ได้อยากแต่ง แต่เพราะไม่มีทางเลือกเธอจึงยอมรับข้อเสนอไปก่อน วันหนึ่งเมื่อเธอมีทางออกที่ดีกว่านี้เธอค่อยยุติทุกอย่างลง
ด้านศิวัฒน์หลังขับรถออกไป เขาก็ตรงไปหาแฟนสาวที่คอนโดที่เขาเป็นคนซื้อให้
เขากับเกวลินคบกันมาปีกว่า ๆ แล้วโดยการแนะนำของแฟนเพื่อนสนิทของเขา เขาเจอเธอในผับแห่งหนึ่งตอนที่ไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ เธอเป็นหญิงสาวที่มีรสนิยม ชอบปาร์ตี้สังสรรค์ซึ่งศิวัฒน์เองก็ชอบเช่นกัน พวกเขาทั้งสองเลยจูนกันติดไวมาก
“นัดเพื่อนไว้กี่โมง”
“เที่ยงค่ะ นัดเมาท์มอยกันนิดหน่อย”
เธอเกาะแขนแกร่งของเขาขณะนั่งอยู่บนรถ
“พี่ไตร”
“หือ” สายตายังจดจ้องไปยังถนน เพราะฝนตกเขาเลยไม่อยากประมาท
“เรื่องแต่งงานไปถึงไหนแล้ว”
เพียงได้ยินคำว่าแต่งงานศิวัฒน์ก็ต้องผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ เพราะเขาเพิ่งไปจัดการเรื่องนี้มา แต่ก็ยังไม่สำเร็จ
“พี่จัดการอยู่”
“เกลกลัวจังเลยค่ะ” เธอทำเสียงให้เศร้าลง
“ไม่มีทางที่งานแต่งจะเกิดขึ้นแน่นอน เชื่อใจพี่นะ” เขายืนยันหนักแน่น แต่ในอกกลับรู้สึกจุก เพราะจากที่ได้คุยกับว่าที่เจ้าสาวก่อนหน้านี้ ไม่มีท่าทีว่าเธอจะร่วมมือกับเขาเลย
“ค่ะ เกลจะรอนะคะ”
ขณะขับรถผ่านที่ที่เขาจอดให้ใครคนหนึ่งลง พลันสายตาก็หันไปมอง แต่ปรากฏว่าไม่พบร่างบางที่เขาทิ้งให้ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว เขาเลยหันไปสนใ
ตอนที่ 2 คนไหนเจ้าสาว
ณ.ร้านพรีเวดดิ้ง วันนี้ศศิณีให้ศิวัฒน์ไปรับฉัตรนลินทร์เพื่อไปลองชุดแต่งงานที่เธอเคยแวะไปวัดตัวทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ แต่ฉัตรนลินทร์กลับปฏิเสธโดยอ้างว่าเธอมีธุระต่อหลังจากลองชุด เธอจึงขอเอารถไปเอง
สาเหตุจริง ๆ ที่ฉัตรนลินทร์ปฏิเสธเพราะเธอโดนเขาทิ้งไว้กลางทางสองครั้งแล้ว แต่เธอไม่เคยบอกให้ศศิณีรู้ ซึ่งครั้งล่าสุดคือวันที่เธอมาวัดตัวนี่แหละ เธอจึงเข็ดหลาบไม่กล้าเอาชีวิตมาเสี่ยงกับผู้ชายคนนี้อีก
“เชิญค่ะ” พนักงานสาวเดินเข้ามาต้อนรับเธอทันทีที่ย่างเท้าเข้าไปในร้าน “มาลองชุดใช่มั้ยคะ”
“ใช่ค่ะ”
“นั่งรอสักครู่นะคะ แล้วเอ่อ…” พนักงานชะเง้อคอมองออกไปนอกร้าน “เจ้าบ่าวล่ะคะ”
“อ๋อ กำลังตามมาค่ะ พอดีมากันคนละคัน”
“โห…พี่ไตร”
หญิงสาวคนหนึ่งอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจ แต่ชื่อที่เธอเรียกทำให้ฉัตรนลินทร์เงยหน้าขึ้นจากนิตยสารในมือ บุคคลที่เห็นทำเธอต้องขมวดคิ้ว ผู้ชายคนนี้ไม่คิดที่จะไว้หน้าของเธอเลยจริง ๆ แต่เธอก็เข้าใจอะไรได้ไม่ยากเพราะแน่นอนว่าเขาคงจะเกลียดเธอ คิดได้ดังนั้นฉัตรนลินทร์ก็ก้มลงไปดูนิตยสารในมือต่อ
“ขอเกลลองได้มั้ยคะ”
“ได้สิ”
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าสนใจเป็นเซ็ตไหนคะ” พนักงานสาวอีกคนเข้าไปต้อนรับพวกเขาทั้งสอง
“ขอฉันดูก่อนนะ”
“ชุดเจ้าสาวเชิญทางนี้ค่ะ”
“ค่ะ” เกวลินเดินตามพนักงานสาวไป ทิ้งให้ศิวัฒน์ยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว
เขาเห็นฉัตรนลินทร์ตั้งแต่เขาเดินเข้ามาในร้านแล้ว แต่ก็รู้สึกเจ็บใจที่เธอไม่ได้มีท่าทีอะไร ตอนที่เธอเงยหน้าขึ้นมามองเขาคิดว่าเธอจะลุกขึ้นมาโวยวายใส่เขาซะอีก แต่ผิดคาดเธอไม่สนใจพวกเขาด้วยซ้ำ
‘ก็ดี ต่อไปก็อย่ามาสนใจให้มันตลอดละกัน เพราะฉันจะทำกับเธอยิ่งกว่านี้ นี่มันแค่เริ่มต้น’
เมื่อเห็นว่าตอนนี้ไม่ว่าเขาจะพูดหรือหว่านล้อมอะไร ฉัตรนลิทร์ก็ไม่ให้ความร่วมมือกับเขาสักอย่าง
“มองไม่เห็นฉันหรือไง”
“…” ฉัตรนลินทร์เงยมองหน้าชายหนุ่มที่กำลังยืนเรียกร้องให้เธอสนใจ เพียงเท่านั้นเธอก็ก้มลงไปต่อ
“เธออย่ามากวนประสาทฉันนะ”
“ยังไงคะ” ฉัตรนลินทร์เงยหน้ามองเขาอีกครั้ง
“ฉันพาแฟนมาขนาดนี้ เธอยังนั่งหน้าทนอยู่ได้ ไม่รู้สึกอายบ้างเหรอ”
“อาย? ทำไมคะ”
“นั่นตัวจริง” เขาชี้ไปทางเกวลิน
“แล้วไงคะ ฉันก็ไม่ได้เป็นตัวสำรองของใครสักหน่อย”
เพราะเธอก็ผ่านผู้คนมาหลากหลายรูปแบบ เธอไม่ใช่คนที่ยอมคนซะทีเดียว แต่เรื่องไหนที่พูดไปแล้วไม่มีประโยชน์เธอก็เลือกที่จะเงียบ แต่สำหรับบางเรื่องเธอก็เลือกที่จะโต้ตอบเพื่อให้คนที่เอาแต่สาดคำพูดบ้า ๆ ใส่เธอได้รู้สึกตัวบ้าง
“นี่เธอ”
เขาเดินเข้าไปกระชากแขนฉัตรนลินทร์จนนิตยสารในมือร่วงหล่นลงไป ทำให้พนักงานที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็พากันหันมองคนทั้งสอง
“ช่วยปล่อยฉันด้วยค่ะ”
“ฉันก็ไม่อยากจับนักหรอก” เขากัดฟันพูด
“เกิดอะไรขึ้นคะ” เสียงของหญิงสาวที่เอาแต่ตื่นเต้นกับชุดแต่งงานเมื่อเธอออกมาเห็นศิวัฒน์กำลังจับแขนหญิงสาวคนหนึ่ง
“ไม่มีอะไรหรอก” ศิวัฒน์รีบปล่อยมือทันที
“เธอเองหรอกเหรอ” เมื่อเห็นหน้าของฉัตรนลินทร์ชัด ๆ เธอรู้ได้ในทันที ว่าผู้หญิงคนนี้คือคนที่กำลังจะแต่งงานกับแฟนของเธอ เพราะตอนที่เพิ่งรู้ว่าศิวัฒน์โดนจับแต่งงาน เกวลินก็แอบไปสืบข้อมูลของฉัตรนลินทร์ตามสื่อโซเชียลต่าง ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้เจอกัน
“…” ฉัตรนลินทร์เสมองไปทางอื่นเธอไม่อยากต่อปากต่อคำกับคนพวกนี้
“หึ…คิดจะอ่อยพี่ไตรเหรอ”
“…”
“พูดสิ! คิดจะแย่งพี่ไตรไปจากฉันอย่างนั้นเหรอ” เธอแสดงสีหน้าไม่พอใจ
“เกลเบา ๆ” ศิวัฒน์สะกิด เพราะคนในร้านกำลังหันมองพวกเขาเป็นตาเดียว
“ไม่ค่ะ เกลจะประกาศไปให้ทั่วเลย ว่าผู้หญิงคนนี้กำลังแย่งสามีชาวบ้าน หน้าที่การงานก็ดี แต่ไม่มียางอาย” ไม่ใช่แค่ไม่หยุด แต่เธอยังเร่งเสียงของตัวเองให้ดังขึ้นอีก
“ขอโทษนะคะ” ฉัตรนลินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้เกลลินจะใส่ส้นสูง แต่ความสูง 170 เซนติเมตรของเธอก็สามารถข่มเกวลินได้อยู่บ้าง เธอเผชิญหน้ากับเกวลินก่อนจะพูดออกมาเบา ๆ ให้ได้ยินกันแค่สามคน “คุณไม่อาย ก็ช่วยรักษาหน้าแฟนคุณหน่อยนะคะ นามสกุลของเขาไม่ได้ธรรมดาเหมือนนามสกุลบ้าน ๆ ของพวกเรา”
ความหมายของฉัตรนลินทร์คือตระกูลของศิวัฒน์เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียง การที่เกวลินมาโหวกเหวกโวยวานแบบนี้อาจจะมีข่าวซุบซิบนินทาออกไปได้
“…” ศิวัฒน์หันมองฉัตรนลินทร์ไม่รู้ทำไมเขาถึงแอบเห็นด้วยกับเธอ เพราะเหตุการณ์ประมาณนี้เขาก็เจอมาหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งเกวลินมักโวยวายแบบนี้ใส่ผู้หญิงที่เข้าหาเขาอยู่เสมอ
“หึ…อย่ามาทำตัวเป็นผู้ดี ทั้ง ๆ ที่เป็นพวกชอบขโมย”
“…” ฉัตรนลินทร์ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะเธอมั่นใจว่าเธอพูดไปชัดเจนแล้วว่าเธอไม่ได้อยากมีเรื่อง เว้นเสียแต่หญิงสาวตรงหน้าไม่เข้าใจ
“คุณฉัตร คุณฉัตรคะ”
“คะ” เธอหันไปมองพลางขานรับพนักงานสาว
“เชิญทางนี้ค่ะ”
“ค่ะ” เธอเดินแทรกระหว่างคนทั้งสองไปราวกับว่าพวกเขาเป็นอากาศ
เกวลินได้แต่กำหมัดแน่น เธอรู้สึกหมั่นไส้ท่าทางหยิ่ง ๆ ของฉัตรนลินทร์เหลือเกิน
“พี่ไตรว่าชุดนี้สวยหรือเปล่า” เกวลินทำเสียงออดอ้อนพลางเอาชุดมาทาบไปบนตัวแล้วหมุนอีกหนึ่งรอบ ตอนนี้เธออยากหักหน้าและเอาชนะฉัตรนลินทร์
“สวยครับ เกลใส่อะไรก็สวยทั้งนั้น” ศิวัฒน์เอ่ยชม
“งื้อ…ปากหวานจัง กลับไปเกลมีรางวัลให้นะ” เธอทำเป็นพูดเสียงดังให้ฉัตรนลินทร์ได้ยิน
“ครับ”
ถามว่าฉัตรนลินทร์สนใจมั้ย ไม่เลยเธอไม่ชายตามองคนทั้งคู่ด้วยซ้ำ
“ห้องเปลี่ยนชุดอยู่ทางนั้นค่ะ”
“ค่ะ” ฉัตรนลินทร์รับชุดแล้วเดินไปทางห้องที่พนักงานแนะนำ
“หลีกไปดิ” อยู่ ๆ หญิงสาวก็เดินมากระแทกไหล่ของฉัตรนลินทร์ แล้วเธอก็แย่งเข้าห้องนั้นไป ฉัตรนลินทร์ได้แต่ถอนหายไป เธอเลยเปลี่ยนไปเข้าอีกห้องหนึ่ง
เพียงไม่นานเกวลินก็ออกมาจากห้องแต่งตัว เธอหมุนซ้ายหมุนขวาอยู่หน้าห้อง
“พี่ไตรพี่ว่าสวยมั้ยคะ…พี่ไตร” เกลเริ่มขมวดคิ้วเมื่อเห็นท่าทางเหม่อลอยของศิวัฒน์ “พี่ไตร!”
“คะ…ครับ”
“สวยมั้ยคะ”
“สวยครับ” ขณะพูดสายตากลับมองไปยังคนที่เพิ่งเดินออกมา
“สวยมากเลยค่ะคุณฉัตร” พนักงานสาวรีบเดินไปหาฉัตรนลินทร์
“จะสวยแค่ไหนกัน พวกชอบแย่งสามีชาวบ้านเนี่ย” เธอพูดเหน็บแนมฉัตรนลินทร์ และพยายามเก็บซ่อนความอิจฉาไว้ภายในใจ เพราะชุดที่ฉัตรนลินทร์ใส่นั้นสวยมากจริง ๆ
ด้านพนักงานที่เห็นความผิดปกติตั้งแต่แรก พวกเธอเริ่มซุบซิบกันถึงลูกค้าทั้งสามคน
“คนไหนเจ้าสาวตัวจริงวะ”
“เออ นั่นสิกูก็งง”
“ฉันว่าคนนั้น” พนักงานคนหนึ่งทำปากจู๋ไปทางเกวลิน
“แล้วคนนั้นล่ะ” อีกคนทำหน้าสงสัย
“ตกลงคนไหนวะ” ทั้งหมดหันมาหน้ากัน
“พี่ฟาร่าคะ” พนักงานตัวอวบกวักมือฟาร่าคนที่จัดชุดให้ฉัตรนลินทร์เข้ามาหา
“มีอะไร แล้วจับกลุ่มทำอะไรกันเนี่ย ทำไมไม่ไปช่วยดูลูกค้า” เธอดุพนักงานรุ่นน้องกราย ๆ
“พวกเรามีเรื่องสงสัย”
“เรื่องอะไร”
“สรุปคนไหนเจ้าสาว” พนักงานตัวอวบถามออกไปตรง ๆ
“คุณฉัตร”
“อ้าวแล้วคนนั้นล่ะ” พนักงานอีกคนแอบชี้ไปทางเกวลิน
“นั่นแฟนคุณไตร”
“หา!!”
“พี่ช่วยขยายความหน่อย”
ทั้ง ๆ ที่ฟาร่าพูดชัดเจนแล้ว แต่พวกเธอถามซ้ำเพราะไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง มีเรื่องแบบนี้จริง ๆ เหรอ
“นั่นคือคนที่คุณศิเลือกให้ ส่วนคนนั้นคุณไตรเลือกเอง” ฟาร่าอธิบาย
“คนหนึ่งเป็นคนรักแต่ไม่ใช่เจ้าสาว ส่วนอีกคนได้เป็นเจ้าสาวแต่ไม่ใช่คนรัก”
“โอ้ย! ซับซ้อนจัง แล้วเค้าจะอยู่กันสามคนเหรอ”
“ไปอยากรู้เรื่องอะไรของเขา” ฟาร่าเอ่ยปราม
พูดจบฟาร่าก็ปลีกตัวออกมา เธอเดินกลับไปหาฉัตรนลินทร์ที่เพิ่งเปลี่ยนชุดเสร็จ และนั่งยืนรออยู่หน้าห้องเปลี่ยนชุด
“คุณฉัตรคะ”
“นี่ค่ะ” ฉัตรนลินทร์ยื่นชุดคืนให้ฟาร่า
“ชุดพอดีตัวหรือเปล่า ต้องแก้ตรงไหนมั้ยคะ”
“พอดีค่ะ”
“โอเคเลยค่ะ เดี๋ยววันถ่ายพรีเวดดิ้งทางร้านได้จัดหาช่างแต่งหน้าให้เรียบร้อยแล้วนะคะ”
“ค่ะ” ฉัตรนลินทร์ยิ้มอ่อน ๆ ให้พนักงานสาว “ถ้าเสร็จแล้วฉัตรของตัวก่อนนะคะ พอดีมีธุระต่อค่ะ”
“อ๋อ ได้ค่ะ”
ฉัตรนลินทร์เดินไปหยิบกระเป๋าตรงโซฟาข้าง ๆ กับที่ศิวัฒน์นั่งอยู่ เขาเงยหน้ามองเธอ ยิ่งเห็นใบหน้านิ่ง ๆ ที่ดูเย่อหยิ่งนั้นเขาก็นึกอยากจะปราบพยศเธอเหลือเกิน
“วันถ่ายพรีเวดดิ้ง ฉันขอขับรถไปเองนะคะ”
“ไม่ได้!”
“ฉันขอคุณป้าแล้วค่ะ”
“หึ…อะไร ๆ ก็บอกแม่ฟ้องแม่ เธอระวังตัวไว้ให้ดี”
“ค่ะ” พูดจบฉัตรนลินทร์ก็หมุนตัวกลับแล้วก็ต้องเผชิญหน้ากับเกวลินพอดี แต่เธอเลือกที่จะเบี่ยงตัวหลบ คนแบบเกวลินเธอเจอครั้งแรกก็พอจะเดานิสัยของเธอได้ ฉัตรนลินทร์เลยไม่อยากเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ