ทลายสวรรค์ กลืนพิภพ
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลายฟ้า กลืนพิภพ (Outside of space)
โลกที่ล่มสลายในยุคโลกาวิบัติ ที่มีพระอาทิตย์ 2ดวง สาดแสงสู่พื้นโลก ยามร้อนสุดแสนแดงฉาน สาดส่องทั่วทุกพื้นที่ มีลูกไฟพุ่งสู่โลกตลอดเวลา ในยุคที่มนุษย์ไม่ได้เป็นเผ่าพันธุ์เดียวที่อยู่บนโลก ในยุคที่มนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า “พลัง”
หากโลกใบนี้โหดร้ายนัก ข้าจะต่อสู้พิชิตทุกสิ่งที่ขวางหน้า หากโลกใบนี้จะล่มสลายไปสักกี่ครั้ง ข้าจะสรรค์สร้างมันขึ้นมาใหม่
เด็กหนุ่มฟื้นสติจากการ สลบไสล ดิ้นรนต่อสู้ชีวิตในโลกที่ล่มสลายการเอาชีวิตรอดเป็นเรื่องยากพยายามไขว่คว้า หาสิ่งที่เรียกว่า”พลัง” เด็กหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ด้านประสาทสัมผัสและ การสรรค์สร้าง
นำไปสู่การผจญภัยของเขา และนี่คือจุดเริ่มต้นของผู้น้ำพาความหวังของมวลมนุษย์ในโลกที่ล่มสลาย
ตื่น
ณ สถานที่หนึ่ง ในเขตชุมชน เป็นสถานที่พักอาศัยทั่วไป ในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งก็เหมือนบ้านปกติทั่วๆ ไป ภายในบ้านกลับมีอากาศที่เย็นสบายกว่าปกติ มีช่องเปิดรับเพียงแสงสว่างแต่ไม่อาจส่งความร้อนผ่านเข้ามาในตัวบ้านได้ ภายในบ้านมีการใช้วัสดุทำผนังที่หนากว่าทั่วๆ ไป มีการจัดสัดส่วนในแต่ละห้องอย่างเป็นระเบียบ “เด็กหนุ่มมุ่งมั่นขีดเขียนแผนผังอะไรสักอย่าง อยู่บนโต๊ะเขียนแบบที่ถูกสร้างมาโดยเฉพาะซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ข้างๆ โต๊ะมีชั้นวางเครื่องมือ มีอุปกรณ์ช่าง มีอุปกรณ์เครื่องวาดเขียน อยู่เต็มไปหมด
“ที่เด็กหนุ่มเขียน เป็นแบบแปลน อาคารหรือสิ่งก่อสร้างอะไรสักอย่าง ในรายละเอียด บอกข้อมูลการก่อสร้าง แผนผังรวม รูปร่างส่วนด้านหน้า ด้านข้าง ระยะและขนาดที่ใช้ พร้อมแนะแนววัสดุที่ใช้ในการสร้าง รวมถึงขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียด
“ในขณะกำลังขีดเขียนอยู่นั้น อยู่ๆ ก็หยุดเขียนแล้วหันหลังไปมอง เด็กหนุ่มอีกคน ที่นั่งมองตนอยู่ด้านหลังมานานแล้ว “ ทำไม! นายจะไล่ฉันเหรอ
“ เปล่านี่!
เด็กหนุ่มหยุดเขียน ครุ่นคิดอยู่สักพัก เหลียวมองผ่านช่องแสง เห็นดวงอาทิตย์สาดแสงส่องเข้ามา “หันไปอีกฝั่งพบว่า มีแสงจากดวงอาทิตย์ อีกดวงสาดส่องเข้ามาเช่นกัน
“ในอาณาเขตดินแดนอันกว้างใหญ่ ภายในเมืองที่แตกสลาย อยู่ทั่วทุกพื้นที่บนโลกใบนี้ ร่องรอยของลูกไฟยักษ์ ที่ตกลงมาจากฟากฟ้า สถานที่ต่างๆ พังทลาย ทรุดโทรม เต็มไปด้วยซากประหลักหักพัง ทุกอย่างแห้งแล้งเหี่ยวเฉา ไม่มีพืชพันธุ์ มีแต่ซากศพมนุษย์ สัตว์ ที่มีอยู่ทั่วทุกพื้นที่ มีมวลอากาศที่ร้อนแรง อยู่ตลอด ฝนที่ตกลงมา กลายเป็นสีดำ กัดกร่อนได้ทุกสิ่งแม้กระทั้งหิน เปรียบเหมือนฝนเลือดที่หลั่งความโศกเศร้าลงสู่พื้นพิภพ
“ไม่เคยมีผู้ใดเห็นความงดงามของทิวทัศน์ มีแต่ความโศกเศร้าที่แพร่กระจายไปทั่วสารทิศ ประหนึ่งชีวิตที่ไม่มีจุดหมายปลายทาง
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้ว ที่โลกใบนี้เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ ท้องฟ้าไม่หยุดส่งความร้อนแรง เหนือเมฆ มีลูกไฟยักษ์ปรากฏ ออกมาจากความว่างเปล่า “นั้นไม่ใช่พระอาทิตย์ แต่อาจเป็นดวงไฟจากทวยเทพ หรือหมู่มาร น้ำค้างในก้อนเมฆเริ่มก่อตัวเป็นผลึกดำ สะท้อนลำแสงนับไม่ถ้วนก่อเกิดการเปลี่ยนสีของฟ้าดิน
“ในป่าลึกที่ไหนสักแห่ง เด็กหนุ่มตื่นขึ้นจากการ สลบไสล ยืนเหม่อลอยอยู่นาน ไม่รู้ความเป็นมาของตัวเอง มีสิ่งติดตัวอย่างเดียว คือสร้อยคอที่สลักอะไรบางอย่าง เด็กหนุ่มอายุราวๆ17,18 ปี เดินร่อนเร่ไปเรื่อย ไม่รู้สถานที่ ที่ตนอยู่ไม่รู้แม้กระทั่งจุดมุ่งหมาย
ดิ้นรนใช้ชีวิตอยู่ในป่ามีไม้ปลายแหลมเป็นสิ่งที่ใช้ป้องกันตัว ยามค่ำคืน วันแล้ว วันเล่า ค่อยๆ ค้นพบว่าตัวเองมีทักษะบางอย่างติดตัวมา
ผ่านพ้นคืนวัน ใช้ชีวิตเอาตัวรอดโดยอาศัย การล่วงรู้จากประสาทสัมผัสที่ฉับไว หลบหนีจากพื้นที่อันตรายได้ทุกครั้ง พบเจอสัตว์แปลกประหลาดในทุกๆ วัน แต่ไม่พบเจอมนุษย์แม้สักคนเดียว
“วันหนึ่ง ที่ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนมวลอากาศแผดความร้อนแรงกว่าทุกวัน แทบเผาไหม้ให้ทุกสิ่งมลาย เสียงฟากฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว เสมือนโลกจะแตกออกจากกัน กลุ่มก้อนเมฆเคลื่อนตัวประหนึ่งท้องฟ้าเต้นระบำ เมฆก่อตัวเป็นสีดำแดงดั่งเลือดปิดฟากฟ้า จนสนิท
“น้ำค้างในก้อนเมฆเริ่มก่อตัวเป็นผลึกดำ หลั่งรินจากฟากฟ้า ดั่งการร่ำไห้ ของทวยเทพ น้ำฝนกลายเป็นสีดำกัดกร่อน ได้แม้กระทั่งหินผา ที่แข็งแรง ละอองอากาศบิดเบี้ยว หายใจไม่ได้ ฝูงสัตว์น้อยใหญ่วิ่งหนีหาย ส่งเสียงทุรนทุรายเต็มผืนป่า เป็นสัญญาณว่า ลูกไฟยักษ์กำลังจะตกสู่พื้น ปฐพี
“วันนั้นเด็กหนุ่มที่ใช้ชีวิตอยู่บริเวณป่าแถบนี้สังเกตเห็น สิ่งผิดปกติที่อยู่รอบๆ มวลอากาศแปรเปลี่ยน สัตว์ป่า หนีแตกกระเจิง ร้องระงมไปทั่วป่า “สัตว์บางชนิด ที่รูปร่างแปลกประหลาด ไม่คุ้นตา จะมีปฏิกิริยาที่ฉับไวกว่าสัตว์ทั่วๆ ไป สามารถค้นพบสถานที่บางอย่าง ต่างขุดดิน
แทรกตัวมุดลงไป “เสียงฟากฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว เมฆก่อตัวเป็นสีดำแดง ละอองฝนสีดำพัดปลิวตกลงมา “แหมะ!” ๆ “ซ่า! ๆ ละอองฝนเริ่มกัดกร่อนไปทั่วทั้งบริเวณไม่ว่าจะเป็น หินผา ต้นไม้ใหญ่ ล้วนทะลุทะลวง ราวกับเป็นน้ำกรด กัดกร่อนขั้นรุนแรง
“เด็กหนุ่มเริ่มโดนละอองเม็ดฝนเล็กๆ หยดใส่แขน “ฟู่!” เกิดรอยไหม้เป็นจุดๆ ตามร่างกายเจ็บปวดสุดแสนทรมาน “เด็กหนุ่มพยายามตั้งสติ ไม่เสียเวลากับความเจ็บปวด เคลื่อนตัวไปใกล้ๆ สถานที่หนึ่ง ทิ้งสัมภาระรอบกายที่มีทั้งหมด ลอกเลียนแบบพฤติกรรมสัตว์แปลกประหลาดเหล่านั้น ขุดดินร่วนสีเทาบริเวณนี้ แทรกร่างกายเข้าไปในผืนดินด้วยความรวดเร็ว น่าแปลกที่ละอองฝนที่ทะลวงได้แม้กระทั่งหินผา กลับไม่สามารถกัดกร่อน ทะลุทะลวงดินร่วนสีเทาที่อยู่ในบริเวณนี้ ได้
“เด็กหนุ่มอึดอัดกับสภาพอากาศที่เร่งเร้า อย่างมากเหมือนโลกที่กำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยง ไม่นานเสียงดังสนั่นมาจากที่ไกลๆ
“ตูม !”
เหมือนฟ้าถล่ม ดินทลาย มาจากที่ไกลๆ แต่ผลกระทบราวกับพายุโหมกระหน่ำ พังทลายกินบริเวณกว้างไกล แผ่นดินไหวสะท้านสะเทือน “เด็กหนุ่มที่อยู่ใต้ดินโดนแรงอัดกระชากพลิกกลับปานธรณีสูบ ขึ้นลงตามแรงสั่นไหว ไม่รู้ว่าตัวเอง โดนแรงระเบิดราวกับพายุอัดกระแทกเข้ากับร่างกายไปกี่ครั้ง
“กระเด็นออกจากพื้นดิน พัดปลิวไปไกลสุดลูกหูลูกตา กระแทกกับเศษซากไม้ใหญ่ แตกกระจายไปหลายต้น เด็กหนุ่มแทบจะสิ้นใจในทันทีเลือดโชกไปทั้งตัว พยายาม
เร่งเร้าประสาทสัมผัสในร่างกาย ให้ตื่นตัวตลอดเวลา ถึงยังไม่สิ้นสติ
“โชคดีตอนที่พัดปลิวออกมา ได้ปรับกายภาพของร่างกายปรับความยืดหยุ่นเพื่อลดแรงกระแทก และบังเอิญลอยไปตกอยู่บริเวณกลุ่มดินอ่อนคล้ายๆ ทราย ทำให้ช่วยรับแรงกระแทกไม่บาดเจ็บหนัก
“เด็กหนุ่ม จับทิศทางไม่ถูก รู้แต่ว่าตนเองปลิวออกมาไกลมากจากจุดเดิม แต่การดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอดทำให้ร่างกายยังฝืนสู้ มีร่องรอยบาดแผลไปทั่วทั้งตัว กระดูกภายในกาย น่าจะแตกหักหลายที่ ทนความเจ็บปวดไม่ไหวล้มตัวนอนลงบนผืนดิน
“ไม่นานประสาทสัมผัสในกาย เริ่มตื่นกลัวขึ้นมาอีกรอบ พยายามขยับตัวลุกขึ้น สูดดมอากาศรอบๆ
ปรากฏมวลอากาศเริ่มบิดเบี้ยวขึ้นอีกครั้ง ไอความร้อนเริ่มแผ่กระจายไปทั่ว หายใจไม่สะดวก ฟากฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว กลุ่มก้อนเมฆบนฟ้าขยับตัวอีกครั้ง “เด็กหนุ่มไม่รอช้าแม้เลือดจะไหลออกทั่วร่างกาย ประสาทสัมผัสทุกส่วนของร่างการยังตื่นรู้ สังเกตบริเวณพื้นที่รอบๆ ที่ตนเองอยู่ไม่มีสิ่งมีชีวิตหรือสัตว์ป่าเลย เร่งมองไปรอบๆ หาตำแหน่งที่ตัวเองปลิวออกมา เห็นว่าอยู่ในทิศเบื้องหน้านี้เอง อย่างน้อยพื้นที่บริเวณนั้นก็สามารถป้องกันฝนกรดนั้นได้ “เด็กหนุ่มดิ้นรนสุดชีวิตพยายามเคลื่อนตัว สุดความสามารถเพื่อไปให้ถึงป่าในทิศเบื้องหน้า เลือดไหลนองตามทาง เด็กหนุ่มเสียเลือดมากสติพร่าเลือนเต็มที ก้าวแต่ละก้าวเต็มไปด้วยหยดเลือด
“เปรี้ยง!” ฟากฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว สายฟ้าฟาดลง เป็นร้อยสายจากที่ไกลๆ
“แหมะ!” ๆ เม็ดฝนสีดำค่อยๆ หยดลงมาจากที่ไกลๆ เด็กหนุ่มดิ้นรนอย่างถึงที่สุดพยายามเคลื่อนไหวตัวให้ไวขึ้น สติจะใกล้พร่าเลือน ละอองฝนเริ่ม พัดพามาถึง และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เริ่มหยดโดนร่างกาย เด็กหนุ่มเจ็บปวดทรมานไปทั่วทั้งตัว จุดที่ละอองฝนโดนเกิดเป็นแผลไหม้ พร้อมขยายตัวอย่างรวดเร็วกลายเป็นแผลขนาดใหญ่
“เด็กหนุ่มเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ชายป่า เริ่มมองเห็นบริเวณพื้นที่ดินร่วนสีเทา สัตว์รูปร่างแปลกประหลาดทั้งหลาย ทยอยวิ่งกลับเข้ามาเพื่อมุดกลับเข้าไปใต้ดินอีกรอบ ”ทั่วทั้งบริเวณ มีสัตว์ป่าน้อยใหญ่ ตายเกลื่อนเต็มไปด้วยซากศพ เด็กหนุ่มที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้มากแล้วแต่ร่างกายที่เสียเลือดไปมาก ออกอาการเริ่มชาด้านแทบจะขยับไม่ได้
เด็กหนุ่มหมดเรี่ยวแรงใกล้ที่จะหมดสติเต็มที อยู่ๆ สายตาก็เหลือบไปมอง “ซากศพของสัตว์แปลกประหลาดชนิด
หินเท็นซี่
หนึ่งนอนตายอยู่ไม่ไกล ด้านหลังของศพ เกิดภาพ เบลอๆ แปลกประหลาดมีการบิดเบี้ยวของอากาศจางๆ ปกคลุมอยู่บนศพ
“ไม่รู้ว่าเพราะใกล้สติพร่าเลือน หรือยังไง จู่ๆ สติเริ่มกลับมา คมชัดดังเดิม รู้สึกเหมือนร่างกายกลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง บาดแผลตามร่างกาย เลือดก็หยุดไหลไปเอง “เด็กหนุ่มไม่รอช้ารู้ว่าเป็นโอกาสเพียงเสี้ยวนาที ตั้งสติปรับร่างกายใหม่ ย่อตัวกระโจนมุดเข้าไปใต้ซากศพ หมาป่าที่อยู่ใกล้ๆ ใช้ศพหมาป่าเป็นเครื่องกำบัง รีบคลานเข้าไปใกล้พื้นที่ดินร่วนสีเทา ละอองเม็ดฝนเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บางส่วนจนทะลุ ศพหมาป่าซึมสู่แผ่นหลังของ
เด็กหนุ่ม เจ็บปวดสุดแสน ทรมาน เด็กหนุ่มกัดฟันเร่งคลานไปข้างหน้า จัดการเร่งเอามือที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ตะกายดินเบื้องหน้า เอาดินมาปกปิดร่างกายไว้ เด็กหนุ่ม หอบหายใจรวยริน อยู่สอง สาม อึดใจ เสียงท้องฟ้า หวีด หวิว สนั่นสะเทือน เด็กหนุ่มที่เลือดโทรมกาย ไหลรินปิดแม้กระทั้งดวงตา ยังฝืนเหลือบมองบนท้องฟ้าจากที่ไกลๆ “กลุ่มเมฆดำมืดที่รวมเป็นกลุ่มอยู่บริเวณนั้น จู่ๆ เหมือนยุบตัวเข้าไปในอากาศ และแยกตัวออก ปรากฏเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ ไม่นานมีเงาขนาดใหญ่สอดแทรกออกมา บางสิ่งทะลุผ่านชั้นเมฆ ลงมา เป็นลูกไฟขนาดยักษ์ พุ่งผ่านท้องฟ้าลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว
“ตูม!”…
“จุดเริ่มต้นของฤดูแห่งความร้อนระอุ ที่มุมหนึ่ง ณ เขตภายนอกที่ห่างไกล กลุ่มคนราวๆ 5 คน เดินทางผ่านมาทางเส้นทางนี้ มีรถเลื่อน 1 คัน ลักษณะเหมือนเกวียนบรรทุกของ ขนาด 4 ล้อ มีหลังคาคลุม ภายในมีหินหลากสี ขนาดเท่าไข่ไก่แบ่งเป็นกลุ่มๆ มีเสบียงอาหาร ชิ้นส่วนสัตว์ป่า บรรทุกมาเกือบเต็มคัน
“หัวหน้า คีแวน ทำไมเราต้องผ่านมาเส้นทางนี้ เราควรเดินทางกลับไม่ใช่หรอกหรือ! ชายหนุ่มผมทองเดินตามอยู่ท้ายขบวน ร้องถามชาย ร่างสูงใหญ่ที่อยู่หน้าขบวน ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ อายุราว 40ปี ตัวดำร่างกายบึกบึน ใส่เสื้อขนสัตว์ โชว์กล้ามแขน มีร่องรอย แผลเป็นที่ใบหน้าและร่างกาย “ซูหมิง ถ้าเจ้าไม่พอใจ สามารถเดินทางกลับไปก่อนได้เลย
ส่วนแบ่งของงานนี้ข้าจะแบ่งให้ตามสัดส่วน คีแวน มองที่ชายหนุ่มผมทองอย่างไม่สนใจ “โธ่! หัวหน้า ข้าแค่อยากรีบกลับ ข้าเห็นว่าพวกเราออกมาไกลมากแล้ว ที่สำคัญข้าแค่กังวลเรื่องพภัยพิบัติ “ซูหมิง นายก็กังวลเกินไปสารจากแดนในระบุว่า ลูกไฟจะตกครั้งถัดไปอาจกินเวลามากกว่า 2 เดือน ชายหนุ่มรูปร่างท้วม เป็นแรงงานเข็นรถเลื่อนเอ่ย “เชอะ! เสี่ยวหมาน เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าไปเถอะ ซูหมิงออกอาการหงุดหงิด
“พวกเราจะไปทางทิศตะวันตกอีกประมาณ 20 กิโลเมตร ถ้าฉันคาดเดาไม่ผิดเราอาจจะได้โชคครั้งใหญ่แถวนั้น หัวหน้าหมายถึงเราจะได้ ”หินเท็นซี่” เพิ่ม ในบริเวณนั้นเหรอครับ “ใช่! ถ้าฉันคาดเดาไม่ผิดเมื่อช่วง 3 เดือนก่อนหน้านี้ ตอนที่ลูกไฟยักษ์ตก
บริเวณแถวๆ นั้น อาจจะหลงเหลือ สะเก็ดหินเท็นซี่ ให้กับพวกเราได้ ยังไงเราคงต้องลองเสี่ยงโชคดูสักครั้ง
“ดีเลยครับหัวหน้าถ้าครั้งนี้พวกเราได้โชคดี คงมีโอกาสได้เป็นพลเมืองซะที เสี่ยวซู ที่เข็นรถเลื่อนคู่กับเสี่ยวหมาน เอ่ยอย่างมีความหวัง
“ของยิ่งมีมูลค่าพื้นที่ยิ่งอันตราย อาจจะเต็มไปด้วยสัตว์ป่าสัตว์ร้ายที่รอเราอยู่ “แต่ถึงยังไงเราก็จะเสี่ยง เรามีหัวหน้าอยู่ทั้งคนนะครับ
“ทุกๆ คนระมัดระวัง นี่เป็นครั้งแรกที่เราเดินทางมาไกลขนาดนี้ทางต่อจากนี้ไปจะเป็นลักษณะป่าทึบคอยระวังภัยให้กัน กลุ่มเราจะเสียคนอีกไม่ได้ ชายวัยกลางคนผิวสีแทนหัวล้านรูปร่างใกล้เคียงกับหัวหน้า กล่าว
“ภายนอกเขตอาณานิคมจะมีกลุ่มที่ว่าเรียกว่า หน่วยเก็บเกี่ยวในแต่ละ แคมป์ เพื่อออกค้าหาสิ่งที่เรียกกันว่า
“หินเท็นซี่” เป็นหินสีต่างๆ ยิ่งขนาดใหญ่ยิ่งมีมูลค่าสูง เพื่อกลับไปเป็นของบรรณาการแลกเปลี่ยนกับสิทธิ ต่างๆ บางครั้งอาจได้ถึงสิทธิ์การเข้าเป็นพลเมืองใน
“อาณานิคม”
กลุ่มของคีแวน ก็เป็นหน่วยหนึ่งในนั้นที่ออกมาเก็บเกี่ยว “ในกลุ่มประกอบด้วย คีแวน ซึ่งเป็นหัวหน้า อายุราว 40 ปี รูปร่างสูงใหญ่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชนบริเวณเอวแขวนด้วยปืนเก่าลักษณะคล้ายปืนโบราณลำกล้องขนาดเท่าปืนลูกซองดูแล้วน่าจะเก่าใช้งานมามากด้านหลังสะพายกระเป๋าสัมภาระ เสียบ ดาบหัวตัดขนาดใหญ่ไว้
มากัส รองหัวหน้าอายุใกล้เคียงกับหัวหน้าเป็นชายรูปร่างใหญ่ท้วม หัวล้านมือถือดาบปลายแหลมด้านหลังแขวนหน้าไม้ใหญ่ “ซูหมิง หนุ่มผมทองอายุ 28ปี ถือธนู ข้างเอวพกมีดสั้น 2 เล่ม เป็นหน่วยระมัดระวังหลังเดินตามท้ายขบวน “มี เสี่ยวหมาน เสี่ยวซู สองพี่น้อง เป็นแรงงานรถเลื่อน ในขณะเดินทางครั้งนี้ในกลุ่มได้สูญเสียคนในกลุ่มไป 2 คน ซึ่งเป็น พ่อครัว กับแรงงาน จากสัตว์ป่ามีพิษ การสูญเสีย ของการออกมาสำรวจเก็บเกี่ยวเป็นเรื่องปกติที่ทุกๆคนรู้อยู่แก่ใจ
แล้วกับการเดินทางเสี่ยงตายในแต่ละครั้งเพื่อแลกกับโชคครั้งใหญ่ในขณะที่กลุ่มของ คีแวน เดินทางเข้าไปในป่าลึก “ทุกคนระมัดระวังตัวด้วย! ข้าสังเกตอยู่พักใหญ่แล้วว่ามีสัตว์ป่าตามกลิ่น หินเท็นซี่ ของพวกเรามาตลอดทาง ทุกคนเตรียมอาวุธไว้ให้ดี
ทั้งกลุ่มเดินมาถึงจุดหนึ่งในป่าทึบ สังเกตเห็นทาง แยกที่แบ่งเป็นสองทาง เส้นทางหนึ่งเต็มไปด้วยรอยเท้าสัตว์ป่าเต็มไปหมด ทำให้ต้องสลับไปเดินอีกเส้นทางหนึ่ง
หินเท็นซี่ 2
ทั้งกลุ่มได้เดินลึกเข้าไปในป่า เดินทางมาอีกสักระยะหนึ่ง ก็เจอกับทางแยกอีกสองทาง ลักษณะเหมือนครั้งแรกด้านหนึ่งมีซากสัตว์รอยเท้าสัตว์ป่า ขวางทางเต็มไปหมด ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง กลับโล่งไปหมด
มากัส เสนอว่า เราไม่ควรเดินตามรอยสัตว์ป่า คีแวนที่ ครุ่นคิดอยู่สักพักก็นำทีมหน้าเดินต่อ หลังจากนั้นไม่นานตลอดทางเดิน ทั้งกลุ่ม เริ่มเห็นหินเท็นซี่ กระจัดกระจายตามข้างทาง
“ฮ่าๆ โชคดีจริงๆ พวกเราเจอหินสีอีกแล้วคราวนี้แหละ เราจะโชคดีกันใหญ่แล้ว เสียวหมานกล่าว อย่างดีใจ “หัวหน้าหินพวกนี้ขนาดเล็กเกินไปเราควรเก็บหินพวกนี้ดีหรือไม่? “อย่าเพิ่งรีบร้อน ยังมีเวลาก่อนมืด ลองเดินสำรวจไปลึกอีกสักหน่อย
ทั้งกลุ่มเดินลึกผ่านป่าใหญ่ มาสักระยะก็ปรากฏถ้ำใต้ภูเขาแห่งหนึ่ง
ทั้งกลุ่มหยุดขบวนอยู่ที่หน้าปากถ้ำรอคำสั่งของ คีแวน แต่ไม่ทันที่หัวหน้ากลุ่มจะเอ่ย “ซูหมิง ที่ท่าทีร้อนรน เอ่ยขึ้นก่อน “หัวหน้าเราไม่ควรจะเดินเข้าไป ข้าเกรงว่าอาจมีอันตราย “แต่เราอาจจะได้โชคชั้นใหญ่ภายในนั้นนะ!มากัสพูดขัดซูหมิงทันที คีแวนมีสีหน้ากังวลครุ่นคิดบางอย่าง “ฉันคิดว่ามันแปลกๆ ตลอดทางที่เรามาเหมือนมีคนนำ ให้เรามาทิศทางนี้
คีแวน หันมองบริเวณรอบๆ “เอาอย่างนี้ มากัสกับข้าจะเข้าไปสำรวจในถ้ำเอง “ซูหมิง เสี่ยวหมาน เสี่ยวซูพวกเจ้าคอยเฝ้าระวังสัมภาระ อยู่ด้านนอก
ทันที ที่ได้ยินคำสั่งเสี่ยวหมาน เสี่ยวซู ชักดาบจากหลังกระเป๋า ยืนล้อมรถเลื่อนไว้ทันที
“หวังว่าพวกท่านจะเจอสมบัตินะ และที่สำคัญพวกท่านจะไม่ยักยอก เก็บไว้เองใช่หรือไม่?
เจ้าซูหมิงนี่เจ้า! กล้าพูดจาแบบนี้กับหัวหน้ารึ หนอย!
คีแวนขว้าแขนของมากัสไว้
“เหมือนเดิมตามที่ตกลงแบ่งตามสัดส่วน แต่ถ้าเกิดเจ้ากลัวพวกข้าเก็บสมบัติไว้เอง เจ้าสามารถตามพวกข้าเข้าไปข้างในได้
“เชอะ! ซูหมิงเดินขยับมายืนล้อมรถเลื่อนไว้ คีแวนหันหน้าไปมองทั้งกลุ่มสักพัก แล้วพยักหน้าให้มากัส ก่อนจุดคบเพลิงเดินเข้าไปในถ้ำ
ภายในถ้ำเป็นเหมือนห้องโถงขนาดใหญ่ มีหินงอกธรรมชาติเรียงรายอยู่เต็มพื้นที่ มองแล้วทั้งสับสน วกวนไปหมด มีแสงธรรมชาติส่องผ่านเข้ามาในถ้ำเล็กน้อย มองไปส่วนลึกๆ เห็นทางแยกอยู่ภายในถ้ำ
“ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเหมือนมีบางอย่างจัดแจง ให้เหมือนจะเป็นธรรมชาตินะ
” หัวหน้าอาจจะคิดมากเกินไปก็ได้ จากที่ข้าดู ถ้ำแห่งนี้เต็มไปด้วย หินเท็นซี่ขนาดใหญ่อยู่หลายชิ้น แต่ละชิ้นล้วนสีเข้มกว่าปกติ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะหัวหน้า หวังว่าพวกเราจะเจอก้อนสีอื่นๆ บ้าง “แล้วเอายังไงดีครับ?
“มากัส นายไปทางแยกซ้าย เดี๋ยวฉันไปทางขวา เราเก็บเฉพาะหินสีที่มีความใหญ่มากกว่า 1 กำปั้นขึ้นไป เอาเท่าที่ได้ แล้วกลับมาเจอตรงนี้ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงนับจากนี้ถ้าเกิดเหตุอันตราย ให้คำนึงถึงชีวิตตนเองก่อนให้รีบหนีเอาตัวรอด
“ตกลงครับหัวหน้า!
ภายนอกถ้ำกลุ่มของซูหมิงเริ่ม ก่อกองไฟกันสัตว์ร้ายขนาดใหญ่เข้ามาในบริเวณ ซูหมิง ที่ยังอารมณ์เสียอยู่ ก็เดินรอบๆ กองไฟ “ถ้าคราวนี้ ไม่ได้ค่าตอบแทนอย่างที่ว่าไว้ ฉันไม่ยอมแน่
ในขณะนั้น จู่ๆ มีเสียงจากพุ่มไม้ด้านข้าง “ฟึบ! ๆ เป็นเสียงลักษณะของสัตว์ป่าบางชนิด เดินส่ายไปมาอยู่
“พวกนาย 2 คนอยู่ตรงนี้เดี๋ยวข้าไปจัดการเอง กำลังอยากระบายอารมณ์อยู่พอดี ซูหมิงเดินไปทางหลังพุ่มไม้ เห็นหมูป่าดำตัวเล็ก อยู่ไกลๆ แต่ลักษณะเหมือนดิ้นรนออกไปไหนไม่ได้เหมือนติดอยู่กับอะไรสักอย่าง ซูหมิงไม่เข้าไปใกล้มาก
ย่อตัวลงพยายามหาจุดซุ้มยิงทันที เมื่อเจอตำแหน่งที่พอเหมาะ เตรียมอาวุธเอาลูกศรประทับคันธนูอย่างคล่องแคล่วเตรียมยิง ขาขวานั่งยองลง ขณะที่ทิ้งน้ำหนักไปด้านหน้าเล็กน้อย ทันใดนั้นจู่ๆ เสียงดัง “แคร็ก! พื้นดินทรุดตัวลง “โครม! ซูหมิง ร่วงหล่นลงไปใน หลุมอย่างรวดเร็วไม่ทันได้เอ่ยปากใดๆ
ภายในถ้ำมากัส เร่งจัดแจงเก็บหินสีทั่วทุกมุมของถ้ำ มากัสที่เพิ่งเคยเห็นหินเทนซี่ที่ใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลย อดตื่นเต้นดีใจไม่ได้ ลดความระมัดระวังตัวลง อาวุธที่วางไว้เริ่มอยู่ห่างไกลตัว บางส่วนของถ้ำมีแสงส่องเข้ามาทำให้บางช่วงมีแสงสว่าง มากัสเหลียวมองไปทางด้านลึกของถ้ำเห็นกลุ่มหินสีเขียว สีฟ้าขนาดเท่ากำปั้นวางกองอยู่ มากัสดีใจ รีบเดินเข้าไปเก็บ
ขณะเดินเข้าไปอย่างไม่ระวัง “แคร็ก!” มีกลไกบางอย่างทำงานทั้งฝั่งซ้าย ขวา มีตาข่ายเถาวัลย์ พุ่งออกมา ปกคลุมตัว มากัสทันที
มากัสพยายามจะส่งเสียงร้อง อยู่ๆ มีมือเข้ามาปิดปากใช้ของแข็งทุบไปที่ด้านหลังศีรษะ “โผรก!” สลบลงอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปราวชั่วโมงกว่าๆ คีแวน ที่กลับมายังจุดที่นัดพบพร้อมกับถุงใบใหญ่ แต่คีแวน สังเกตเห็นว่ามีสิ่งผิดปกติ “มากัส น่าจะมาถึงก่อนตนเอง เพราะตัวเองได้เดินเข้าไปลึกกว่า ควรใช้เวลานานกว่า คีแวน วางสัมภาระไว้ข้างตัว กระชับ เครื่องยิง ปืนกลไกไว้ในมือขวา มือซ้ายถือดาบหัวตัดขนาดใหญ่ มองไปรอบๆตัว
ณ มุมหนึ่งของถ้ำคีแวนสังเกตเห็น เด็กหนุ่มคนหนึ่งใส่ เสื้อ ผ้า ลักษณะคล้ายๆ ตน เป็นเสื้อผ้าขนสัตว์ ทำขึ้นเอง ร่างกายสูงโปร่ง ผมดำ หน้าตา คมคายผิวขาว เป็นเด็กหนุ่มรูปร่างหน้าตาดีคนหนึ่งเท่าที่เคยเห็นมา อายุน่าจะสัก 17-18 ปี
“อืม!” คงเป็นเจ้าสินะ ดูท่าแล้วกำหนดเส้นทางให้กลุ่มของฉันมาที่นี่ เจ้าต้องการอะไร!
เด็กหนุ่มมองชายวัยกลางคน อย่างสนอกสนใจ นี่นับเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกที่เขาเห็นตั้งแต่เขาตื่นขึ้นมา
“ทำไมพวกเจ้าถึงต้องการหินพวกนี้! คีแวน แปลกใจครุ่นคิดว่า ทำไมเด็กหนุ่มคนนี้ไม่รู้ถึงประโยชน์ของหินเหล่านี้ แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่
“พวกข้าเป็นกลุ่มสำรวจเก็บเกี่ยว ของแคมป์ 13 แห่งแดนนอก ข้าชื่อ คีแวน เป็นหัวหน้ากลุ่ม นำทีมมาในครั้งนี้ ส่วนเศษซากลูกไฟยักษ์ที่เรียกว่าหินสีพวกนี้ พวกข้าจะนำไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ
“เด็กหนุ่มจับจ้องฟังน้ำเสียงของ คีแวนที่เอ่ยด้วยความ มั่นคง ไม่มีการตื่นตระหนกกลัวแต่อย่างใด เด็กหนุ่มรู้สึกว่าสิ่งที่พูดมาล้วนเป็นไปได้
“ฉันไม่รู้นะว่าทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ แต่พวกข้าไม่มีเจตนาร้ายพวกข้ามาเพื่อมาเก็บเกี่ยว อาวุธเหล่านี้ที่พวกข้าถือมาก็เพื่อป้องกันตัว
เด็กหนุ่มเริ่มเดินเข้ามาใกล้ โยนเชือกเถาวัลย์ออกมาข้างหน้า คีแวน
“โยนอาวุธของเจ้าออกมา และ มัดตัวเองซะ! เด็กหนุ่มสั่งการอย่างจริงจัง
“น้องชาย เจ้าคิดยังไงถึงจะเอาของเหล่านี้ไปจากข้า แค่ข้าประทับกลไกปืนแล้วยิง เจ้าก็ไม่อาจรอดแล้ว
เด็กหนุ่มกระตุกเชือกเถาวัลย์ในมือซ้ายเหมือนดึงอะไรสักอย่าง “ซู่!”เกิดช่องแสงส่องมายังถ้ำบริเวณที่ทั้งสองยืนอยู่ คีแวนเห็น มากัส กับ ซูหมิง ทั้งคู่ถูกพันธนาการอยู่ด้านหลังของเด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มไม่รอช้า จับคบเพลิงจุดไฟขึ้นชี้ไปยังคนทั้งสอง “คีแวน มองสถานการณ์ตรงหน้า วิเคราะห์เหตุการณ์ออกในทันที คลายดาบและปืนในมือ ก่อนโยนไปข้างหน้า “ตุบ!” ซูหมิงในสภาพโดนพันธนาการ มีเชือกเถาวัลย์มัดอยู่ที่ปาก มองสายตาแดงก่ำขึงขังไปที่เด็กหนุ่ม ส่วน มากัส มองไปรอบๆอย่างมึน งง
“คีแวน ก้มหยิบเชือกเถาวัลย์มามัดใส่มือตนเอง เด็กหนุ่มเดินเข้ามาหยิบ อาวุธ เหลือบไปมองปืนกลไกโบราณเกิดความสนใจ ในสิ่งนี้
ขณะกำลังพินิจพิเคราะห์ปืนด้ามนั้น ทำท่าจะก้มหยิบ
คีแวน ที่แอบมองเด็กหนุ่มอยู่ตลอด คาดว่า คงสนใจกับอาวุธที่แปลกตา ค่อยๆ คลายเชือกที่มัด พุ่งตัวเต็มกำลัง เอาร่างกายส่วนหนา เข้าชนเด็กหนุ่ม “โครม!”