โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

กลยุทธ์พิชิตจอมมารของหัวกิลด์จากต่างโลก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 18 พ.ค. 2567 เวลา 15.05 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2567 เวลา 15.05 น. • J.JWiz
จากหัวหน้าแผนกกลยุทธ์ผู้ไม่ยอมขยับออกจากห้องแอร์สู่สมาชิกกิลด์ในต่างโลกที่ร้อนระอุ แถมยังต้องพบเจอทั้งปีศาจและฆาตกรต่อเนื่อง ‘อ่า…ความร้อนมันทำให้คนเราสติหลุดได้ขนาดนี้เชียว’

ข้อมูลเบื้องต้น

คุณเคยสงสัยไหมว่าถ้าคนเมืองผู้รักความเย็นฉ่ำต้องไปใช้ชีวิตในต่างโลกที่ร้อนระอุจะเป็นอย่างไร ?

พบกับเรื่องราวสุดป่วนของอดีตหัวหน้าแผนกกลยุทธ์ที่ต้องผันตัวมาเป็นสมาชิกกิลด์ในโลกแฟนตาซี เขาจะเอาชีวิตรอดจากปีศาจร้ายและฆาตกรต่อเนื่องได้อย่างไร ? มาร่วมลุ้นและเอาใจช่วยเขาไปพร้อมกันใน "กลยุทธ์พิชิตจอมมารของหัวกิลด์จากต่างโลก" นิยายที่มากไปด้วยไหวพริบเล่ห์เหลี่ยมที่จะทำให้คุณหัวเราะและลุ้นระทึกไปพร้อมๆ กัน !!!

คำนำ

กลยุทธ์พิชิตจอมมารของหัวกิลด์จากต่างโลก

นิยายเรื่องนี้เกิดจากสองสิ่งที่ผู้เขียนสนใจ หนึ่งคือกิลด์ในนิยาย เกม หรือการ์ตูนแฟนตาซีนั้นมันมีระบบทำงานอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเพียงส่วนเสริมของเรื่องราว ไม่ค่อยได้ลงลึกไปถึงว่าภารกิจแต่ละอย่างถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีใด สมาชิกกิลด์ควรมีตำแหน่งอะไรบ้าง พวกเขาควรจะทำงานในรูปแบบองค์กรบริษัท หรือเป็นหน่วยงานราชการดี

เป็นคำถามตลก ๆ จากสมองของผู้เขียนเอง แต่มันน่าสนใจดี ผู้เขียนจึงเริ่มวางโครงสร้างของกิลด์ที่ตนคิดว่าน่าจะเป็น และเริ่มเขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้น

ส่วนความสนใจอย่างที่สอง ผู้เขียนไปเจอคอนเทนต์หนึ่งที่ฟังดูตลกดี คือเรื่องฟรีเซอร์ จากเรื่องดราก้อนบอลถูกคนญี่ปุ่นโหวตว่าเป็นหัวหน้าในอุดมคติ ที่น่าทำงานด้วย…

มันน่าสนใจมากตรงที่ฟรีเซอร์คือตัวร้ายจอมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพียงแต่เมื่อมองลึกลงไป คนญี่ปุ่นกลับมองเห็นถึงความสามารถในการบริหารทั้งทรัพยากรบุคคล มาตรวัดความสามารถของลูกน้องโดยไร้ซึ่งความเอนเอียง ไม่สนใจเรื่องเผ่าพันธุ์ มียุทธโธปกรณ์อำนวยความสะดวกแก่ลูกน้อง และเขามีความทะเยอทะยานสูง

ผู้เขียนตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วถ้าฟรีเซอร์เป็นคนดีแหละ อย่างน้อยก็ขอแค่แบบไม่ไประเบิดลูกน้องทิ้งตอนทำงานพลาดก็พอ…มันน่าสนใจใช่ไหม ประจวบกับที่ต้องการเขียนนิยายเกี่ยวกับกิลด์ในต่างโลกด้วย

มันจึงออกมาเป็นนิยายที่จะเล่าถึงตัวเอกที่จะต้องเข้ามาบริหารจัดการเรื่องราวภายในกิลด์ โดยเน้นเล่าไปตั้งแต่ปัญหาและขั้นตอนแก้ไข พร้อมคอยผลักดันให้ตัวละครค่อย ๆ ก้าวขึ้นสู่อำนาจการเป็นหัวหน้าโดยไร้ข้อกังขา

นิยายเรื่องนี้จึงไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ฉากต่อสู้สุดหฤหรรษ์ เราแค่จะพาคุณมุ่งสู่วิถีแห่งความเป็นหัวหน้ากิลด์เท่านั้น

“ผู้นำที่ดี คือผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เพราะพวกเขาสามารถมองเห็นอนาคต และช่วยให้ผู้อื่นมองเห็นมันเช่นกัน”

Martin Luther King, Jr.

อัพเดทบทใหม่ 18:00 น.

บทที่ 1 ชายพิการแสนปวกเปียก

‘เขาข้ามมาอยู่ในโลกแห่งนี้ และขึ้นเป็นผู้นำกิลด์ อื้ม…ดูจะเป็นบันทึกแรกที่ข้ามขั้นตอนไปหน่อย งั้นเรามาเริ่มแบบนี้แล้วกัน’

ราเชนทร์กำพวงมาลัยรถยนต์ของตนแน่นด้วยใจหวั่น ใบหน้าของชายหนุ่มแสดงชัดถึงความตึงเครียด เม็ดเหงื่อผุดออกตามรูขุมขนแม้แอร์รถไม่ได้เสีย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะถัดไปจากศีรษะของเขาเพียงไม่ถึงฟุต มีปืนพกขึ้นลำเตรียมพร้อมยิงจ่อไว้อยู่

เขามาลงเอยแบบนี้ได้อย่างไร ?

ราเชนทร์ไม่เข้าใจว่าตนผิดพลาดที่ตรงไหน แต่จะถามใครได้ คนที่รู้คำตอบมีเพียงชายเจ้าของปืนที่ยกจ่อศีรษะของเขาอยู่

‘ไอ้พิการ’ คือชื่อที่ราเชนทร์ใช้เรียกชายคนนี้ลับหลังตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ชายที่ขาขวาสวมขาเทียมทั้งดุ้น คนนิสัยปวกเปียกที่วันๆ เอาแต่นั่งอ่านนิยายออนไลน์กับเล่นโซเชียล

แต่ในเวลานี้ ชายพิการปวกเปียกรายนั้นกลับช่างน่ากลัว สายตาที่มองมาทางราเชนทร์มีเพียงความเย็นชา เป็นแววตาของคนที่จะไม่มีความลังเลใดหากต้องลั่นไกสังหารใครสักคนต่อให้หลังจากนั้นรถคันนี้จะคว่ำไปก็ตาม

ธันวา คือชื่อของบุคคลคนนี้

ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน ราเชนทร์ได้รับสายปริศนาหนึ่งสายที่ได้นำพาชีวิตของเขามาจนถึงจุดนี้

ราเชนทร์ไม่มีปัญหากับการไม่รู้ตัวตนของปลายสาย หน้าที่ของเขามีเพียงปฏิบัติตามเท่านั้น

เมื่อสิ้นสุดการสนทนา เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายก็ถูกส่งมาให้กับเขาทันที โดยงานครั้งนี้เริ่มต้นจากการต้องแทรกซึมเข้าไปในหน่วยบัญชาการกองรบพิเศษ พร้อมตามติดเป้าหมายเพื่อรายงานสิ่งที่เขาทำ เป็นภารกิจทั่วไป แน่นอนภารกิจอาจมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ซึ่งราเชนทร์รู้ดีว่ามันมักจะเกิดขึ้นเสมอ

หลักฐานการสวมตัวตนเพื่อกลายเป็นสมาชิกใหม่ของหน่วยบัญชาการกองรบพิเศษค่อนข้างสมบูรณ์ไร้ที่ติ บ่งบอกได้ว่าผู้ว่าจ้างย่อมเป็นใครสักคนที่มีอิทธิพลระดับสูง คนในสภา…ทหารระดับนายพล หรือเป็นทั้งสองอย่าง

เช่นนั้นเป้าหมายย่อมมีระดับความพิเศษตามไปด้วย

เขารีบอ่านข้อมูลทันที

เป็นชายวัย 36 ปี ชื่อธันวา ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกกลยุทธ์อยู่หน่วยบัญชาการกองรบพิเศษ ซึ่งโดยหน้าที่เขาคือผู้รับผิดชอบพัฒนาแผนกลยุทธ์และวิเคราะห์ข้อมูล

‘ระดับพิเศษจริงๆ’ราเชนทร์คิด

นอกจากนั้นชายคนนี้ยังเคยประจำการอยู่หน่วยคอมมานโด ทว่าระหว่างปฏิบัติภารกิจจู่โจมเหล่าพวกค้ามนุษย์ เขาได้สูญเสียขาข้างขวาไป จากที่ราเชนทร์ได้อ่านในบันทึก เขาสามารถสรุปได้ว่าข่าวการบุกจู่โจมในครั้งนั้นน่าจะรั่วไหลออกไปจนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เจ็ดนายเสียชีวิต

เหลือรอดเพียงธันวาคนเดียว

ธันวาพักรักษาตัวอยู่เพียงหนึ่งปี แล้วจึงย้ายมาอยู่หน่วยบัญชาการกองรบพิเศษในเวลาต่อมา ก่อนจะเลื่อนตำแหน่งมาเป็นหัวหน้าแผนกกลยุทธ์

ช่างเป็นคนที่อึดถึกทนอย่างไม่น่าเชื่อ และใจของเขาคือนักสู้จนน่ายกย่อง

สถิติในใบข้อมูลเกี่ยวกับการเป็นหัวหน้าแผนกกลยุทธ์ของธันวามีอัตราความสำเร็จสูงอย่างน่าเหลือเชื่อ ราเชนทร์ถึงกับอดหวั่นใจไม่ได้ว่าตนอาจพลาดท่าในภารกิจครั้งนี้ได้หากต้องเผชิญกับเขา แต่ก็หาได้มีทางเลือก เขาปฎิเสธงานนี้ไม่ได้ และหากเป็นเช่นนั้นเขาจะรีบหลบออกมาทันทีที่เป้าหมายแสดงความระแคะระคาย

ยังมีข้อมูลอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่นรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน สถานะทางครอบครัว

ธันวาโสด ใช้ชีวิตลำพังโดยไม่มีญาติสนิทคนใดเหลืออยู่

“มีแนวโน้มเสพติดการใช้สื่อโซเชียล และมีบัญชีเว็บอ่านนิยายมากกว่าห้าสิบเว็บทั้งในไทยและต่างประเทศ…” ราเชนทร์อ่านข้อมูลนี้อย่างให้นึกสงสัย

หน่วยบัญชาการที่ติดการใช้โซเชียล แถมบ้าอ่านนิยายออนไลน์เนี่ยนะ ข้อมูลมีความย้อนแย้งแปลกๆ เขาเลือกที่จะไม่เชื่อข้อมูลนี้ในทีแรก มีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นข่าวลวง

หลังจากศึกษาพฤติกรรมเป้าหมายจากเอกสารข้อมูลเป็นเวลาหนึ่งเดือน ในที่สุดเขาก็ได้เข้ามาอยู่ในหน่วยบัญชาการและพบชายคนนั้นจนได้

สิ่งแรกที่ราเชนทร์รู้สึกคือ ‘ชายคนนี้ถูกตั้งเป้าโดยกลุ่มคนทรงอิทธิพลของประเทศได้อย่างไร เขาดูไร้ความสามารถ และไม่ได้มีความพิเศษใดๆ สักอย่าง’

ตลอดชีวิตการทำภารกิจที่ผ่านมา เป้าหมายของราเชนทร์มักจะเป็นใครสักคนที่มีส่วนสำคัญจนทำให้ธุรกิจลับๆ บางอย่างของคนใหญ่คนโตในแวดวงการเมืองเสียหาย ในทีแรกจากข้อมูล ธันวาควรเป็นคนเช่นนั้น

ทว่าในความเป็นจริง ชายคนนี้ช่างดูเป็นพวกไร้ราคาอย่างสิ้นเชิง

ธันวาเป็นพวกทำงานเช้าชามเย็นชามตามฉบับข้าราชการไทยทั่วไป และไม่ใช่สิ่งที่จะเสแสร้งกันได้ง่ายๆ เขาเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ ในความคิดราเชนทร์

ยิ่งนานวันที่ได้รู้จัก ราเชนทร์ก็ยิ่งมั่นใจในข้อนี้

สิ่งที่ชายคนนี้ทำเป็นเพียงการทำหน้าที่เป็นหัวหน้าที่แสนมักง่าย วันๆ เขาจะนั่งอยู่เพียงแค่ในห้องที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ รอคอยให้ลูกน้องนำข้อมูลมาให้ ก่อนจะทำทีเป็นเปิดอ่านเพียงผ่านๆ

คำพูดติดปากของธันวาคือคำว่า ‘คุณคิดว่าไงล่ะ’ แล้วก็ ‘ทำตามที่คุณอยากทำก็แล้วกัน ขอแค่อย่าให้เรื่องวุ่นวายมาถึงผมก็พอ’

เขาไม่เคยออกไปทำงานภาคสนามเลยสักครั้ง เหตุผลคือ ‘เมืองไทยมันร้อน’ ต่อให้จะอยู่ในฤดูหนาว ชายคนนี้ก็ยังคงบ่นถึงแต่อากาศร้อนเสมอ

แต่อัตราความสำเร็จของงานที่เขารับมากลับน่าทึ่ง ราเชนทร์ไม่แปลกใจ ความสำเร็จทุกประการมาจากคนสองคนที่คอยเป็นมือเป็นเท้าให้ชายคนนี้

อุษา รองหัวหน้าแผนกกลยุทธ์ เธอคือผู้ที่รวบรวมข้อมูลทุกอย่าง และ เรวัต หัวหน้าทีมภาคสนามที่มีความเด็ดขาดมากพอ ทั้งสองคือหัวใจหลักของที่นี่ และเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ราเชนทร์สามารถนำส่งให้แก่ผู้ว่าจ้างของตนได้

สำหรับชายชื่อธันวา เขาเป็นเพียง ‘ไอ้พิการปวกเปียก’ ที่นั่งอ่านนิยายในห้องแอร์คอยรับความดีความชอบจากลูกน้อง

แน่นอนว่าราเชนทร์ยังคงปฏิบัติภารกิจตามติดชีวิตของธันวาต่อไปแม้จะขัดกับความรู้สึก

และแล้ววันหนึ่งข้อความจากผู้ว่าจ้างก็ส่งมา เป็นการเปลี่ยนแปลงภารกิจ

‘กำจัดเป้าหมาย ทำให้เป็นอุบัติเหตุ’

ไม่จำเป็นต้องตีความให้มากมาย ราเชนทร์เข้าใจและพร้อมสนองสิ่งนี้มาเนิ่นนานแล้ว เขารีบดำเนินแผนการทันที

ธันวามีนิสัยที่เป็นที่ซุบซิบนินทาของเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ คือเขาไม่ยอมกลับบ้าน และมักนอนในห้องที่ทำงาน ราเชนทร์เคยถามถึงเหตุผล เขากลับตอบเพียงว่า ‘แอร์ที่นี่เย็น และไวไฟฟรี…’

อย่างไรเสียไอ้พิการคนนี้ก็มีห้องพักอยู่ไม่ไกลจากที่ศูนย์มากนัก ด้วยความที่เขาไม่กลับบ้านเป็นประจำ ราเชนทร์จึงสามารถหาเวลาแอบเข้าไปเตรียมการในห้องนั้นได้

สิ่งสำคัญคือต้องพาเขากลับห้อง จัดฉากว่าเครื่องทำน้ำอุ่นที่ไม่ได้มีการใช้งานมานานเกิดชำรุดจนเกิดไฟรั่ว คัตเอาต์ก็ไม่ทำงานเนื่องจากไม่เคยมีการบำรุงรักษา และชายคนนี้ก็จะจากโลกไปด้วยอุบัติเหตุที่เข้าใจได้

เย็นวันนั้นแอร์ของห้องทำงานเสีย และชายที่มักลอยหน้าลอยตาไปมาด้วยขาพิการก็ทำได้เพียงบ่นอย่างเสียอารมณ์

“หัวหน้าไม่กลับห้องเหรอครับ” ใบหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรของราเชนทร์ก้มถาม ในมือถือของกินมาด้วย หนึ่งในนั้นคือนมรสสตรอเบอร์รี่…จากข้อมูล มันคือของโปรดของธันวา ราเชนทร์เคยแสร้งยกมันให้เขาตอนเข้ามาทำงานที่นี่ใหม่ๆ และใบหน้าชวนอารมณ์เสียของชายรายนี้ก็กลับแสดงความยินดีขึ้นมาทันที ช่างเป็นคนที่อ่านง่าย “พอดีผมซื้อมาเผื่อน่ะครับ เห็นหัวหน้านั่งอารมณ์เสียอยู่”

นมกล่องสีชมพูถูกวางลง ก่อนชายตรงข้ามจะคว้าไปด้วยสีหน้าสดใสขึ้น

“ขอบใจ นายนี่ใจดีจังนะ” เขากล่าว “ให้ตายเถอะราเชนทร์ ฉันไม่อยากกลับห้องเลยบอกตามตรง นายเข้าใจใช่ไหมว่าแอร์สำนักงานกับแอร์ที่ห้องฉันขนาดมันต่างกันราวฟ้ากับเหว”

ราเชนทร์เพียงยิ้มตอบ ไอ้หมอนี่กำลังพูดเรื่องไร้สาระที่สุดในขณะที่อีกไม่นานมันจะตาย เขากดอารมณ์อยากฆ่าไว้ภายในใจ

“นั่นคงเลวร้ายมาก ผมเสียใจกับคุณด้วยหัวหน้า แต่กลับไปนอนที่ห้องคุณที่ยังมีแอร์ก็ดีกว่านอนที่นี่นะครับ”

“ก็จริงของนาย” ชายพิการขาขวาตอบ มือก็กำลังใช้หลอดเจาะกล่องนม

“ห้องของหัวหน้าอยู่ซอยยี่สิบสามใช่ไหมครับ” เมื่ออีกฝ่ายเริ่มโอนอ่อน ราเชนทร์จึงเข้าเรื่องทันที “พอดีผมไม่เคยเห็นรถของหัวหน้าเลย ถ้ายังไงผมสามารถขับรถไปส่งหัวหน้าที่ห้องได้นะ”

อีกฝ่ายดูครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่

“ฉันยังไม่ได้ปิดคอมเลย”

แสดงว่าเขายอมให้ราเชนทร์ไปส่ง “งั้นผมรอที่นี่ได้ครับ หัวหน้าเข้าไปปิดก่อนก็ได้”

“นายช่วยไปปิดให้ฉันไม่ได้เหรอ”

ราเชนทร์ถึงกับขมวดคิ้ว คอมพิวเตอร์ของหัวหน้าแผนกกลยุทธ์หน่วยบัญชาการ มันสามารถให้ใครที่ไหนไปแตะก็ได้หรือ ชายคนนี้สะเพร่าเกินไปจริงๆ

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันไว้ใจนาย” ชายตรงหน้าเอ่ยต่อ พร้อมตบเบาๆ ไปที่ขาเทียมของตน “ถือซะว่าช่วยเหลือคนพิการ”

“งั้นก็ได้ครับ”

‘เป็นคนที่แย่จนวันสุดท้ายของชีวิตจริงๆ ’ ราเชนทร์คิดขณะเดินเข้าไปยังห้องทำงาน ใช้เวลาไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมเห็นธันวาบิดกล่องนมรสสตรอเบอร์รี่เพื่อส่งแรงดันให้นมทั้งหมดเข้าไปในปาก ชายหนุ่มฝืนไม่ยิ้มออกไปต่อสิ่งที่เห็น

‘ทีนี้แกก็หลับๆ ไปซะไอ้พิการ’

นมนั้นมียานอนหลับที่ไม่สามารถตรวจเจอด้วยเทคนิคการแพทย์ใส่ไว้อยู่ อีกไม่เกิน 30 นาทีมันจึงจะออกฤทธิ์

ทั้งสองเดินตามกันออกมาจากตัวอาคาร ราเชนทร์ปล่อยให้ธันวายืนรอสักพักก่อนถอยรถมารับ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้

ทว่า ณ เวลาปัจจุบัน ชายที่ควรสลบไปเพราะยานอนหลับ กลับกำลังจ่อกระบอกปืนมาที่ศีรษะของราเชนทร์

‘เขาไม่ได้กินมันเข้าไป !?’

“หัวหน้าคุณกำลังทำอะไรครับ” มีความร้อนรนในน้ำเสียง ราเชนทร์มึนงงไปหมดว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมมันจึงกลับตาลปัตรไปหมดเช่นนี้

“นี่ไอ้สายลับ” คำพูดนั้นทำเอาราเชนทร์สะดุ้ง เขารู้… ขณะที่ธันวาเอียงคอมองหน้าเขาด้วยสายตาเย็นชา “ฉันตั้งค่าส่วนตัวไว้เสมอเวลาโพสต์เกี่ยวกับนมรสสตรอเบอร์รี่ ขนาดลูกน้องฉันยังไม่มีใครเคยเห็นฉันกินนมอะไรสักครั้ง แล้วมันน่าตลกไหมล่ะที่อยู่มาวันหนึ่งจะมีไอ้สายลับหน้าโง่ที่บังเอิญใช้ข้อมูลพวกนั้นมาตีสนิทกับฉัน”

มันคือกับดัก…ราเชนทร์เย็นสันหลังวาบ นั่นหมายความว่าเขาโดนจับได้ตั้งแต่แรกที่เข้ามาในหน่วยนี้ แต่ทำไมล่ะ ชายคนนี้ไม่เคยแสดงท่าทีระแคะระคายใด ๆ ออกมาสักครั้ง

“กำลังงงเหรอว่าทำไมฉันไม่จับแกตั้งแต่แรก หึหึ” เสียงหัวเราะนั้นน่าคลื่นไส้อย่างพิกล นี่คือด้านจริงของชายผู้นี้ “จะบอกอะไรให้นะ รู้ไหมว่าไอ้นายจ้างของแกตอนนี้คงกำลังร้อนตูดพร้อมเสียงดังปุ๊ด ๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะข้อมูลที่แกเอาจากอุษาและเรวัตไปให้มัน กำลังพาตัวมันลงสู่ก้นเหว เรื่องนี้ต้องขอบใจแกจริงๆ อ้า…แต่ดูท่ามันจะร้อนตูดมากจนริดสีดวงแทบแตกสินะ ถึงได้ออกคำสั่งให้แกมาทำแอร์ในห้องฉันพัง”

ธันวาไม่พูดเปล่าแต่มือก็กระชับไกปืนขึ้นด้วยความหงุดหงิด ชายคนนี้เปลี่ยนจากความเย็นชาเมื่อครู่ทันทีที่เอ่ยถึงแอร์ที่พังไป ราเชนทร์พูดไม่ออก เขากำลังอยู่กับคนบ้าอย่างแท้จริง

ในฐานะสายลับที่ทำงานมานับสิบปี ราเชนทร์รู้ตัวว่าตอนนี้พูดข้อแก้ตัวใดไปคงไม่มีประโยชน์ ศัตรูรู้ตัวมานานนับปีแต่ยังใจเย็นพอให้เขายืนอยู่ใกล้ตัวเสมอ ทั้งยังสามารถหลอกใช้เขาไปด้วย คนเช่นนี้ไม่มีทางเชื่อสิ่งใดหรอก เขาหมดทางรอดแล้ว

ต่อให้ยอมจำนนสุดท้ายก็ต้องตายเพื่อปิดบังตัวตนของนายจ้างอยู่ดี แม้เขาจะไม่รู้ก็เถอะว่านายจ้างเป็นใคร

ทางรอดเดียวคือสู้

ราเชนทร์ตั้งสติของตน มองเส้นทางข้างหน้า ความเร็วรถระดับนี้หากชนบางสิ่งถุงลมนิรภัยจะทำงาน มีโอกาส 50 ต่อ 50 ที่ปืนของธันวาจะหลุดมือ แต่เช่นกันเขาอาจจะยิงมันในทันทีที่รถชน

ปั้ง !!

มือขวาของราเชนทร์สะบัดติดกระจกรถ ส่งเลือดสาดกระจายไปทั่ว เขาร้องเสียงหลงหักพวงมาลัยรถจนมันเสียหลัก ชายคนนั้นยิงเขาแล้ว ยิงก่อนที่เขาคิดจะเริ่มทำสิ่งใดเสียอีก สายลับหนุ่มร้องครางอย่างเจ็บปวด

ปืนยังอยู่ดีในมือธันวา และไม่มีถุงลมนิรภัยโผล่ออกมา มันไม่ทำงาน

“ระหว่างที่แกไปทำเครื่องทำน้ำอุ่นของฉันพัง ฉันก็ให้คนมาพังระบบถุงลมรถนาย ตกใจเหรอ ทีนี้ก็ใช้มือซ้ายของนายค่อยๆ พารถขับไปโรงพยาบาลช้า ๆ ซะ เลือดออกเยอะจะตายเอานะพวก”

“แกมันไอ้ระยำ” ราเชนทร์สบถใส่ ตาก็ถลึงมองอดีตคนที่เคยเป็นหัวหน้าเมื่อชั่วโมงที่แล้ว

“ด่าได้น่ารักดี ทีนี้ก็ขับรถไปสักที”

จากชายพิการปวกเปียก เขากลายเป็นปีศาจแบบนี้ทันทีได้อย่างไร ราเชนทร์ไม่อาจเข้าใจ มือของเขาสั่นระรัว มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโกรธแค้น แต่เขาก็ยังพยายามถอยรถกลับไปให้เข้าเส้นทาง ตอนนี้ไม่เหลือทางเลือกอื่นใดแล้วนอกจากยอมทำตามคำสั่งนั้น

เสียงรถดังกึกกัก มันยังวิ่งต่อไปได้เพราะตอนเสียหลักไม่ได้ชนสิ่งใด

ธันวายิ้มเย้ยหยันอย่างพอใจ ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเขาแต่ต้น ตั้งแต่วันที่ชื่อของสายลับคนนี้ถูกส่งเข้ามาแล้ว ส่วนเรื่องนมรสสตรอเบอร์รี่ เขาไม่ได้ตั้งใจวางกับดักใครหรอก มันก็แค่ดูขัดกับบุคลิกของเขานิดหน่อยจึงซ่อนโพสต์เหล่านั้นไว้ และก็คงมีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวแหละที่เขาต้องฝืนทนต่อเจ้าสายลับคนนี้ ราเชนทร์อาจจะไม่รู้ว่าธันวาอึดอัดเพียงใดที่ต้องแสร้งยิ้มเวลามีนมกล่องสีชมพูวางอยู่บนโต๊ะทำงาน ทั้งยังต้องคอยระแวงว่ามันอาจมีพิษอีก

หนึ่งปีที่ผ่านมาพาลให้ชายขาพิการชักเริ่มแขยงนมรสสตรอเบอร์รี่ไปทุกขณะ

เรื่องทุกอย่างกำลังจะจบ นายจ้างของราเชนทร์ตกหลุมกับดักไปแล้ว และตอนนี้เรวัตน่าจะสามารถบุกไปถึงรังของพวกมันได้ทั้งหมดตามคำสั่งที่ธันวาทิ้งไว้

มันน่าจะเป็นเช่นนั้น

เพียงแต่ไม่กี่นาทีต่อมา…

โค้ม !!?

เสียงรถถูกชนดังสนั่น แสงสีฟ้าสาดผ่านสายตา ขณะรถกำลังวิ่งข้ามสะพาน มีบางอย่างพุ่งเข้าชนที่ทางฝั่งที่นั่งของธันวา เขาเห็นราเชนทร์พยายามใช้มือซ้ายมาแย่งปืน ก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้นอีกครั้งส่งกระสุนฝ่าศีรษะของสายลับคนนี้ ธันวาไม่ลังเลที่จะยิง เขารีบหันมองไปทางแสงสีฟ้าก่อนที่มันจะได้พุ่งเข้าชนรถอีกรอบ

รถบรรทุก..?

ไม่ใช่…มันแปลกประหลาด

ตลอดเส้นทางเขาสังเกตสิ่งรอบข้างเสมอ ไม่มีรถหรืออะไรก็ตามที่จะเป็นอันตรายต่อตัวเขาตามมา แล้วเจ้าสิ่งนี้มันมาจากไหน

ที่สำคัญมันคืออะไร

ธันวาจ้องมองมัน เขารู้สึกคล้ายจ้องดวงตาของบางสิ่ง และ

ตูม

มันชนซ้ำจนบีบร่างของธันวาติดที่นั่ง และซ้ำอีกครั้งส่งรถทั้งคันทะลุราวสะพานก่อนดิ่งลงสู่แม่น้ำ

‘มันเกิดอะไรขึ้น !?’

เขาสับสนต่อสิ่งที่เห็น

‘ฉันกำลังจะตาย ?’

แสงสีฟ้าที่เหนือผิวน้ำค่อยๆ จางหาย เหลือเพียงความมืดมิด

-~~~~~~~~~~✧~~~~~~~~~~-

‘ร้อนจัง’

เขาขยับร่างกายไปมาอย่างหงุดหงิดเมื่อเริ่มรู้สึกตัว อุณหภูมิอบอ้าวทำให้ร่างกายเหนียวเหนอะหนะ มันช่างยากแก่การนอนต่อแม้อยากทำเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อยอมแพ้ให้แก่มัน ชายหนุ่มจึงค่อยๆ ลืมตามองสิ่งต่างๆ รอบกาย แสงแดดส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามาเผยให้เห็นห้องพักขนาดเล็กไม่คุ้นตา ความคิดต่าง ๆ นานา ผุดขึ้นมาส่งให้ธันวารีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง

‘ฉันยังไม่ตาย !?’

‘ที่นี่ที่ไหน ?’

คำถามมากมายถาโถมเข้ามา

เพราะในความทรงจำสุดท้ายคือเขาน่าจะจมลงไปในแม่น้ำกับรถที่ถูกชนพร้อมร่างราเชนทร์ ไอ้สายลับคนนั้น… ธันวามั่นใจได้ว่าจากแรงกระแทกที่รุนแรง รวมกับขาขวาพิการ เขาไม่มีทางหนีรอดออกมาจากรถได้เลย

‘หรือมีคนมาช่วยชีวิตฉันไว้’

เขาคิด แต่ไม่น่าใช่เมื่อมองรอบกายอีกที หากเป็นเช่นนั้นเขาควรถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ไหนสักแห่ง มากกว่าจะเป็นห้องแคบร้อนอบอ้าวเช่นนี้ ความวิตกเริ่มก่อตัว มีโอกาสที่จะเป็นไปได้ว่าเขาถูกศัตรูนำตัวมาขังไว้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ธันวาไม่ได้ถูกพันธนาการใดๆ ไว้ ร่างกายยังคงขยับได้ปกติ

มันน่าแปลก

เพราะต่อให้เขาจะเป็นชายพิการไร้ขาขวา แต่ก็เป็นถึงอดีตหน่วยคอมมานโดที่มีความเชี่ยวชาญการต่อสู้หลากหลายประเภท จริงอยู่ว่าแม้ตอนนี้จะทำงานนั่งโต๊ะเป็นส่วนใหญ่ ก็ใช่ว่าคมเขี้ยวของเขาจะหายไปเสียหน่อย

ศัตรูย่อมต้องรู้ดีข้อนี้

เช่นนั้นอาจไม่ใช่ศัตรู…

ชายหนุ่มเริ่มขยับตัวเพื่อทำการตรวจสอบ

ทันใดนั้นเขากลับพบว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายตน มันเป็นความรู้สึกที่เคยมี และขาดหายไปนานมากแล้ว มือของชายหนุ่มเอื้อมไปเปิดผ้าห่มผืนบางออกจากลำตัว เผยให้เห็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเป็นไปได้

ขาขวาที่ควรจะเป็นเพียงขาเทียมกลับมีความรู้สึก มันเป็นเนื้อหนังจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่ทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ หัวใจของธันวาเต้นรัวไม่อาจเชื่อสิ่งที่เห็น ก่อนจะรีบมองไปรอบๆ อีกครั้ง และหยุดลงที่ดาบตรงหัวเตียง เขาไม่ได้สนใจดาบแม้ว่ามันจะแปลกที่มีสิ่งนี้อยู่ในห้อง เพราะสิ่งที่เขาสนใจคือภาพสะท้อนของบุคคลในนั้นชวนให้ตะลึงได้มากกว่า

ชายหนุ่มผมยาวสีน้ำตาลอ่อน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มฉายประกายแห่งความตกใจ

“ใครวะเนี่ย…!!?”

-~~~~~~~~~~✧~~~~~~~~~~-

บทที่ 2 มาเป็นหนี้ที่ต่างโลก

เจย์เดน โบลเดอร์ ชายอายุยี่สิบหกปี เขาเป็นบุตรคนที่สี่ของ เอทิส โบลเดอร์ หนึ่งในอัศวินที่ประจำการอยู่ ณ เมืองนิววอลล์ด เมืองทางเหนือสุดแห่งอาณาจักรออลบาล์ม

ภายหลังโบลเดอร์ผู้พ่อเสียชีวิตลง เจย์เดนที่วัยเพียงสิบหกปีในเวลานั้น กลับถูกมารดาและเหล่าพี่น้องขับไสไล่ส่งออกจากครอบครัว อาจฟังดูใจร้าย หากแต่เหตุผลคือเจย์เดนเป็นพวกเหลือขออย่างแท้จริง ในวัยเพียงแค่นั้นเขาทั้งติดเหล้า ติดการพนัน ก่อเหตุทะเลาะวิวาทไม่เว้นวัน สมบัติที่โบลเดอร์ผู้พ่อเคยสร้างไว้ ถูกเขาล้างผลาญไปมากมายในเวลาอันสั้นจากการต้องมาชดเชยค่าเสียหายต่าง ๆ ที่เขาทำไว้

เจย์เดนอาจนิสัยไม่ค่อยดีนัก แต่เขาก็เป็นนักดาบที่ค่อนข้างมีฝีมือคนหนึ่ง อาจด้วยสายเลือดอัศวินของบิดา รวมไปถึงการฝึกฝนทักษะต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขายังสามารถใช้วิชาที่ได้มาเพื่อหาเลี้ยงตนเองได้อยู่

ในวัยสิบแปดปี เจย์เดนได้ลงเอยมาเป็นสมาชิกกิลด์แห่งหนึ่งของเมืองแฟร์ เมืองระดับกลางค่อนไปทางเล็กที่ภาคตะวันออกของอาณาจักรออลบาล์ม

‘…’

ธันวานั่งนิ่งในสภาพเหม่อลอยอยู่ที่ขอบเตียง ดวงตายังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าอันไม่คุ้นเคยผ่านดาบเล่มนั้น ความทรงจำบางอย่างไหลวนเข้ามาในห้วงความคิด เป็นความทรงจำของชายชื่อเจย์เดน โบลเดอร์ ไม่ใช่ความทรงจำที่สมบูรณ์ทั้งหมด ดูเหมือนมันจะให้เห็นแค่สิ่งที่เขาควรรู้หรืออยากรู้ แต่นั่นก็มากพอให้ทราบได้ว่าเจย์เดนเป็นใคร และเคยทำสิ่งใดมาบ้าง

จากภาพในความทรงจำ บอกให้ได้รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่โลกใบเดียวกันกับที่ธันวาเคยอาศัยอยู่

เขาข้ามมาอยู่ต่างโลก…มาอยู่ในร่างชายชื่อเจย์เดน…

ช่างฟังดูเหนือจินตนาการ ธันวาคิดเช่นนั้น เพื่อความแน่ใจเขาจึงหยิกลงไปที่น่องขาขวาของตนด้วยความแรง เขาเคยเห็นหนังหรือละครหลายเรื่องทำเช่นนี้เพื่อเป็นการทดสอบว่าตนไม่ได้กำลังฝัน

มันเจ็บ เจ็บแบบจริงจังสุดๆ จนชายหนุ่มหลุดซี๊ดปาก

‘ในฝันมันเจ็บได้แบบนี้ไหมนะ’ เขาถามตนเองอย่างไม่มั่นใจ

มีการทดลองตบไปที่ใบหน้าตนเองอีกสองสามครั้ง ทั้งยังกลิ้งตกเตียงอีกรอบ…

เสียงดังตุบ พร้อมเสียงครางด้วยความเจ็บลอดออกมาเบาๆ

‘แบบนี้ไม่น่าใช่ฝันแล้วมั้ง’

ทว่าก็ยังตัดออกไปไม่ได้ว่านี่เป็นเพียงความฝัน หากคิดตามหลักที่เป็นไปได้ เขาอาจรอดมาจากการจมน้ำไปพร้อมกับรถ คงมีชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์สักคนโทรแจ้งหน่วยกู้ชีพได้ทันท่วงที สิบถึงยี่สิบห้านาที คือโอกาสในการช่วยชีวิตของเขา ธันวารู้ดีว่าในสภาวะที่ตนเผชิญ เขาขาด้วน ร่างกายถูกอัดกระแทกติดอยู่ในรถ ถึงมีคนมาช่วยทันแต่เต็มที่คงทำได้เพียงยื้อไว้ไม่ให้เขาตาย และตอนนี้เขาคงกำลังนอนโคม่าเป็นผักอยู่ในโรงพยาบาลที่ไหนสักแห่ง ในส่วนความเจ็บปวดจากการหยิกที่ขาคงเป็นเพียงการตอบสนองของสมองที่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น

ความคิดตีกันไปมาว่าจริงหรือฝัน

แน่นอนว่ายังไม่มีสิ่งใดมาตอบคำถามของเขาได้ ธันวากลับมานั่งที่ขอบเตียงเช่นเดิม เขาคิดว่าหากเป็นความฝันเพราะโคม่าสิ่งเดียวที่ทำได้ก็คงต้องรอด้วยความหวังว่าหมอจะหาทางปลุกตนให้ตื่นได้ และถ้าหากเป็นต่างโลกจริงๆ เขาจะถือว่ามันเป็นโอกาสที่สอง

ชายหนุ่มคิดในแง่ดี

ก่อนอื่นมาหาคำตอบจากเจ้าของร่างเดิมคนนี้ก่อน สายตาของธันวาวนกลับไปจ้องมองที่เงาสะท้อนบนดาบอีกครั้ง เขานึกย้อนไปถึงสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของเจย์เดน โบลเดอร์ มีบางสิ่งที่ธันวารู้สึกคุ้นเคยในความทรงจำนั้น

เมืองแฟร์ และกิลด์ที่เจย์เดนเป็นสมาชิก

‘กิลด์ห้าศิลา…’

ย้อนไปสักหนึ่งปีก่อนเห็นจะได้ ธันวาได้อ่านนิยายบนอินเทอร์เน็ตอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นนิยายที่เขาอ่านในยามว่าง ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันมากนัก เขาอ่านมันไม่จบด้วยซ้ำ จากที่พอจำได้คงอ่านไปราวสี่ร้อยบท ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านิยายเรื่องนี้มีทั้งหมดกี่บท จำชื่อนักเขียนก็ไม่ได้ ยังดีที่พอนึกชื่อเรื่องออก

‘บันทึกการเดินทางจากเถ้าธุลี’

มันเป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีนาม อัล แอชครอฟต์ ที่ตื่นขึ้นในกระท่อมกลางหุบเขาอย่างเดียวดาย เขาไร้ซึ่งความทรงจำเกี่ยวกับอดีตของตน มีเพียงทักษะดาบระดับชั้นครูที่พอจำได้

อัลออกเดินทางเพื่อตามหาความทรงจำของตน เขาได้พบพวกพ้อง และเดินทางมาจนถึงเมืองแฟร์ เมืองเดียวกับที่อยู่ในความทรงจำของเจย์เดน ต่อจากนั้นเพื่อหาเงินใช้ อัลได้สมัครเข้ากิลด์ประจำเมือง กิลด์ห้าศิลา

นั่นเป็นช่วงต้นของเรื่องราว แต่ก็เป็นข้อมูลที่มากพอให้ธันวาสรุปได้ว่าต่างโลกแห่งนี้คือโลกในนิยายเรื่อง บันทึกการเดินทางจากเถ้าธุลี

‘ฉันคงอ่านนิยายต่างโลกมากเกินไป’ ธันวานวดคลึงศีรษะระหว่างคิด

เนื้อหาส่วนใหญ่ในนิยายจะเป็นการตามติดชีวิตของอัล เริ่มจากเป็นสมาชิกกิลด์ ก่อนจะได้เข้าไปเรียนโรงเรียนเตรียมทหารของอาณาจักรจนอายุสิบแปดปี ระหว่างนั้นก็จะมีเรื่องราวมากมายให้อัลได้ฟันฝ่า ทั้งการต่อสู้กับปีศาจจากดันเจี้ยน ฝึกควบคุมพลังออร่าและธาตุ โค่นล้มองค์กรชั่วร้าย ค้นพบว่าพ่อแม่ตนเป็นใคร มีดราม่าเล็กน้อยเรื่องความทรงจำที่หายไป

ก็เป็นนิยายทั่วไป แนวชีวิตโรงเรียนเวทมนตร์ มิตรภาพของผองเพื่อน

ธันวาจำเนื้อหาโดยละเอียดไม่ได้นัก เขาไม่ใช่อัจฉริยะขนาดที่จะจำนิยายที่เคยอ่านเมื่อปีที่แล้วได้หมด แต่อย่างน้อยก็ยังพอจำชื่อของตัวละครได้บ้าง

ปัญหาคือ

‘แล้วไอ้หมอนี่คือใครในนิยายล่ะ’

ธันวานึกแล้วนึกอีกก็ยังคิดไม่ออก เจย์เดนไม่ใช่ตัวละครฝ่ายตัวเอก และก็ไม่ใช่ตัวร้าย

‘หรือใช่ ฉันอ่านมันไม่จบด้วยซ้ำ’

ทว่าเมื่อนึกย้อนถึงความเป็นจริงจากความทรงจำเจ้าของร่าง เจย์เดนไม่ได้แข็งแกร่งพอที่จะเป็นตัวร้ายได้เลย เป็นเพียงสมาชิกกิลด์แรงค์ B ทำงานหลักคือตรวจรับคนเข้ากิลด์ กับแนะแนวให้เด็กใหม่ เป็นคนขี้เมา ติดการพนัน หลีหญิงสาวไปวันๆ

นี่มันนิสัยตัวประกอบสุดๆ

‘ฉันคือกีกี้ไว้ให้ตัวเอกตบ !!?’ เขาอดคิดเช่นนั้นไม่ได้

มีนิยายหลายเรื่องที่มีคนเกิดหลุดเข้ามาในนิยาย บางคนได้มาสิงร่างตัวเอกของเรื่องราว หรือบางคนไปสิงร่างตัวร้ายไม่ก็จอมมาร และหลายคนได้มาสิงพวกขยะสังคมที่ตามเนื้อหาเดิมต้องถูกตัวเอกสั่งสอนเข้าให้

ว่ากันตามตรง เจย์เดนตรงข้อนี้สุด

กลิ่นเหล้ายังคงลอยคลุ้งที่ตัวเขาด้วยซ้ำ

หลังจากวิเคราะห์ทุกอย่างแล้วแต่ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน บางทีอาจจะต้องไปตรวจสอบที่ในเมืองหรือที่กิลด์ห้าศิลา ธันวาจึงเริ่มค้นหาข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น อย่างแรกเปลี่ยนเสื้อผ้าเหม็นเหงื่อเหม็นเหล้านี้ก่อน

ธันวาต้องประหลาดใจเพราะเจย์เดนมีชุดอยู่เพียงสี่ชุด และ

‘มันเหม็นทุกชุด… นี่นายไม่เคยซักผ้าเลยใช่ไหมพวก’

เขาอดสบถภายในใจไม่ได้ ชุดที่ดูดีที่สุดคือชุดสีน้ำตาลอ่อน มันน่าจะเคยเป็นสีขาวมาก่อน…

อย่างน้อยมันก็ไม่เหม็นนักหากเทียบกับตัวอื่น

เขาอยากอาบน้ำด้วย เพียงแต่ดูเหมือนจะไม่มีห้องอาบน้ำในห้องแคบนี้ มีห้องส้วมอยู่ชั้นล่างของหอพัก ที่นี่เป็นห้องพักแบบแถว และส้วมที่ชั้นล่างเป็นส้วมรวม

หากอยากอาบน้ำต้องไปใช้ห้องอาบน้ำสาธารณะในเมือง

เรื่องนั้นคงต้องละไว้ก่อน

ธันวาหยิบเงินเหรียญที่ติดอยู่ในชุดเก่าออกมาวางที่เตียง เขาถึงกับชะงักเมื่อมองดูเงินที่เจ้าของร่างมี

6 บรอนซ์ กับอีก 14 โฮลคือเงินที่เจย์เดนมี ธันวารีบค้นหาในความทรงจำ หมอนี่อาจมีเงินเก็บไว้ที่อื่นอีก

ไม่มีเลย นี่คือทั้งหมดแล้วจริงๆ

ในโลกนี้ 1 บรอนซ์ มีค่าเท่ากับ 20 โฮล และ 1 โฮลมีค่าเท่ากับ 10 คูป ค่าเบี้ยเลี้ยงที่เจย์เดนได้รับจากการเป็นสมาชิกกิลด์ห้าศิลาโดยไม่ได้ออกไปทำภารกิจอื่นอยู่ที่สัปดาห์ละ 8 บรอนซ์ แม้จะมีค่าเงินที่ต่างกัน แต่เขาลองคำนวณดูจากค่าครองชีพอื่นในความทรงจำ 1 บรอนซ์คงมีค่าราว 250 บาทไทยในโลกที่เขาจากมา

ห้องแคบๆ ที่เจย์เดนอาศัยอยู่ต้องจ่ายสัปดาห์ละ 1 บรอนซ์ 15 โฮล

เจย์เดนไอ้เวรนี่ยังไม่ได้จ่ายค่าห้องด้วยซ้ำ และนี่คือวันแรกของสัปดาห์

เขาเริ่มรู้สึกปวดหัว

‘หวังจริงๆ ว่านี่คือความฝัน ให้ตายสิ นี่ฉันมาเป็นยาจกที่ต่างโลกรึไง’

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ฉุดให้ธันวาได้สติกลับมา ความวิตกเผยออกมาอย่างรวดเร็ว เขากำลังจะได้พบสิ่งมีชีวิตตนแรกในต่างโลก ก็ยกเว้นเจย์เดนแหละ หมอนี่คือยาจก และเขาตอนนี้คือเจย์เดน

ชายหนุ่มค่อยๆ ลุกขึ้น ยังมีความไม่ชินในขาขวาทำให้เขาตัวเซเล็กน้อย มือหนึ่งเอื้อมไปหยิบดาบมาถือไว้

นี่คือต่างโลก และโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าปีศาจ แม้จะมั่นใจว่าคงไม่ใช่ปีศาจเพราะพวกมันคงไม่มาเคาะประตูเช่นนี้ แต่เขาจะไม่ประมาท

“ใคร ?” ธันวาเอ่ยถาม และมันเป็นภาษาของโลกนี้ เขาพบว่าตนสามารถเข้าใจและสื่อสารมันได้

“โอ้ โบลเดอร์ นายอยู่บ้าน” อีกฟากของบานประตูกล่าว มีความประหลาดใจในน้ำเสียง

‘พวกเจ้าหนี้ !?’

ความทรงจำของเจย์เดนผุดขึ้นมาหลังได้ยินเสียงนั้น เจย์เดนเป็นหนี้บ่อนพนันแห่งหนึ่งในเมือง

60 บรอนซ์ และต้องจ่ายดอกเบี้ยสัปดาห์ละ 3 บรอนซ์ !!

เหมือนจะมองเห็นเหรียญที่เพิ่งวางไว้บนเตียงกำลังจะลอยหายไป 3 เหรียญบรอนซ์

‘ไอ้เวรตะไลเจย์เดน !!’ ธันวาอดไม่ได้ที่จะด่าเจ้าของร่าง

“แสดงว่านายพร้อมที่จะจ่ายดอกเบี้ยกับเราแล้วใช่ไหมพวก” เจ้าหนี้คนเดิมเอ่ยต่อ “สัปดาห์ที่แล้วนายก็ยังไม่จ่าย รอบนี้คือหกบรอนซ์นะโบลเดอร์ นายได้ยินไหม”

เหรียญบรอนซ์กำลังจะลอยออกไปอีก 3 ธันวาทำได้เพียงกะพริบตาปริบๆ อยากจะร้องตะโกนออกไปว่าไม่ใช่ ฉันไม่ใช่เจย์เดน โบลเดอร์

‘ฉันจะมีชีวิตอยู่บนโลกที่ตนเพิ่งมาถึงด้วยเงินเพียงสิบสี่โฮลได้ยังไง’ เขารีบคำนวณภายในใจ มันคงมีค่าเทียบเท่า 175 บาทเท่านั้น

ทันใดนั้นมีอีกเสียงร้องเรียกเข้ามา เป็นชายแก่เสียงแหลมแสบแก้วหู พร้อมการเคาะประตูที่ดังขึ้น บานประตูบางๆ ดูเหมือนกำลังดิ้นตามแรงทุบ

“ไอ้ลูกหมาเจย์เดน เมื่อไหร่จะจ่ายค่าห้องให้ฉัน ถ้าสัปดาห์นี้แกไม่จ่ายอีก รับรองฉันจะโยนไอ้เตียงโสโครกนั่นออกไปจากห้องแกเลย คอยดูเถอะ”

‘เจ้าของห้องเช่ารูหนู !!?’

ธันวานิ่งอึ้งไปทันที นี่มันเหตุการณ์บ้าบออะไรกัน ตื่นมาต่างโลกพร้อมหนี้สินไม่ใช่สิ่งที่คาดหวังว่าจะได้พบจริงๆ มันมีเรื่องแบบนี้ในนิยายเรื่องอื่นรึเปล่า เขาสบถด่าเจย์เดนภายในอีกครั้งพร้อมรีบค้นความทรงจำของไอ้ลูกหนี้ว่าเคยทำเช่นไรสำหรับสถานการณ์เช่นนี้

ดวงตาชายหนุ่มมองไปทางหน้าต่างตามความทรงจำ ‘หนี’ คือคำจำกัดความของสิ่งที่เข้าใจ

เสียงเคาะประตูดังรัวขึ้น ธันวาก้มมองขาขวาของตน มีความรู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อมองมัน เขาเพิ่งได้ขาขวากลับมา อย่างน้อยก็อยากถนอมมันให้ดีและเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำดังว่าเพื่อนที่ไม่เจอกันมานาน แต่ตอนนี้เขากำลังจะพามันกระโดดลงจากอาคารชั้นสอง

‘ให้ตายเถอะ’

สายตาสลับกลับไปมองหน้าต่างและย้อนกลับไปมองยังประตู สุดท้ายก็วนมาที่หน้าต่างอีกครั้ง

‘ฉันต้องทำแบบนี้จริง ๆ ใช่ไหม’

สิ้นสุดความคิด ร่างกายจึงขยับวิ่งไปทางหน้าต่าง ธันวาหวังเล็กๆ ว่าเมื่อกระโจนออกไปแล้วเขาจะตื่นขึ้น

เพียงแต่เขาไม่ได้ตามหวัง

-~~~~~~~~~~✧~~~~~~~~~~-

บทที่ 3 กิลด์ห้าศิลา

เสียงตุบเกิดขึ้นเพียงเบาๆ พร้อมร่างของชายหนุ่มผมยาวสีน้ำตาลที่ลงมาอยู่บนพื้นถนนข้างหลังอาคารห้องเช่า สายตาของผู้คนแถวนั้นเริ่มหันมามองยังชายหนุ่มอย่างนึกสงสัยในพฤติกรรม พร้อมกันนั้นใครบางคนก็เริ่มเข้าใจสิ่งนี้ ก่อนตะโกนร้องเรียกพวกพ้องที่ยืนออกันหน้าห้องของเจย์เดนให้ได้ทราบว่าเป้าหมายได้หนีลงมาข้างล่างแล้ว

แสดงว่าเจย์เดนทำเช่นนี้บ่อย พวกเจ้าหนี้จึงรู้ทันพร้อมส่งคนมาดักไว้แถวนี้บางส่วน ไม่จำเป็นต้องรอให้มีการตอบรับจากอีกฝ่ายธันวารีบออกวิ่งทันที

อาศัยความทรงจำจากเจย์เดน เขาเร่งสาวเท้าไปตามทิศทางในความคิด ที่นี่เป็นเขตชานเมืองทางใต้ซึ่งอยู่ใกล้ชุมชนแออัด ตรอกซอกซอยต่าง ๆ จึงมีมากพอให้ชายหนุ่มใช้ในการหลบหนี วิ่งไปสักพักธันวาจึงเริ่มลดความเร็วลง เปลี่ยนมาสาวเท้าก้าวยาวๆ ก่อนหยุดที่ร้านอาหารขนาดเล็กไม่ไกล ที่นั่นมีตรอกแคบๆ อยู่ มันค่อนข้างเป็นที่ลับตาหากไม่สังเกตดีๆ ดูจากสภาพคงเป็นที่ทิ้งเศษอาหารของร้าน ในหัวของธันวาผุดความทรงจำบางอย่างว่าครั้งหนึ่งเจย์เดนเคยเมาแล้วนอนอ้วกแตกอยู่ในตรอกนั้นจนเช้า

‘หมอนี่ใช้ชีวิตได้ดีทีเดียว’ ธันวาประชดในใจ ก่อนเบี่ยงตัวหลบเข้าไปในตรอก

ไม่นานเหล่าเจ้าหนี้ในต่างโลกก็วิ่งตามมาถึง สายตาแต่ละคนเพ่งมองหาตัวเจ้าลูกหนี้อย่างรู้สึกหงุดหงิด ไม่มีใครหันมาสนใจตรอกแคบๆ นี้สักคน และสุดท้ายต่างก็วิ่งจากไปในอีกทิศทาง

ทั้งหมดเจ็ดคน ธันวานับจำนวนคนที่ตามมา เขาสามารถระบุได้ว่าเป็นพวกจากบ่อนพนัน ไม่มีตาแก่เจ้าของห้องรูหนูตามมาด้วย ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาพอใจที่ตนเองไม่ผลีผลามอยากลองของกับคนเหล่านี้ตามสัญชาตญาณนิสัยเดิม จากการวิเคราะห์ด้วยสายตา ในฐานะอดีตหน่วยคอมมานโด เขาจะจัดการได้เพียงสี่คนจากเจ็ดคนเหล่านั้น ด้วยเพราะเจ้าของร่างเดิมอย่างเจย์เดนเป็นนักดาบ ทั้งยังมีสถานะแรงค์ B ของกิลด์ผูกกับตัวไว้ด้วย เจ้าหนี้เหล่านั้นย่อมรู้ดีในข้อนี้ว่าคนที่ตนเองอาจต้องปะทะมีระดับความแข็งแกร่งพอตัว ไม่มีทางจะพามาเพียงนักเลงหัวไม้ทั่วไปแน่ เพราะฉะนั้นจำนวนเต็มที่จึงเป็นแค่สี่คน

ชายหนุ่มซุ่มอยู่ที่เดิมอีกสักพัก เมื่อมั่นใจว่าตนหลบพ้นแล้วจึงก้าวออกมา พร้อมรีบเดินไปยังสถานที่สำคัญของเนื้อเรื่องในนิยายทันที

จากห้องพักของเจย์เดน ใช้เวลาอีกเพียงสิบนาทีเพื่อไปถึงเป้าหมาย ระหว่างนั้นธันวาก็ยังได้ลอบสังเกตความเป็นไปของเมืองนี้ไปในตัว เมืองแฟร์มีพื้นที่ติดคลองบูเลซ คลองขนาดใหญ่ที่ถูกขุดทำขึ้นมาโดยอาณาจักรออลบาล์มตั้งแต่ 60 ปีก่อนเห็นจะได้ เมืองแฟร์จึงมีจุดเด่นหลายทาง ทั้งการเกษตร การประมงน้ำจืด รวมถึงเป็นเมืองท่าการค้าขายทางเรือ แต่นั่นก็เป็นจุดเด่นในอดีตก่อนจะมีดันเจี้ยนและปีศาจเกิดขึ้นบนโลกนี้ ปัจจุบันเมืองแฟร์เป็นเพียงเมืองระดับกลางอันสุดแสนแออัด ที่จะทำมาหากินอะไรก็ค่อนข้างยาก อากาศก็ร้อนอบอ้าวตลอดปีแม้ท้องฟ้าจะมืดครึ้มอยู่เสมอก็ตาม

เท้าของชายหนุ่มมาหยุดลงที่หน้าอาคารหลังใหญ่ที่เป็นที่หมายของเขาแล้ว มันเป็นอาคารไม้สูงสี่ชั้น ข้างๆ มีโกดังที่ใหญ่พอให้รถสิบล้อจอดได้สักสามคัน แน่นอนว่าโลกนี้ไม่มีรถสิบล้อ ธันวาเพียงกะเอาจากสายตาเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีอาคารขนาดเล็กอีกสามหลังอยู่ใกล้ๆ

‘กิลด์ห้าศิลา’

ป้ายชื่อพร้อมตราสัญลักษณ์เสาหินห้าเสาตั้งเด่นตระหง่าน มีผู้คนเดินเข้าออกสองสามราย ไม่มีใครหันมาสนใจที่ธันวานัก

เมื่อเดินไปใกล้ๆ เขารู้สึกเหมือนกำลังมองสำนักงานเขตประจำเมืองของโลกที่จากมา ซึ่งมันแตกต่างจากสิ่งที่เคยเห็นในการ์ตูนแฟนตาซีเรื่องต่าง ๆ กิลด์ในการ์ตูนส่วนใหญ่มักจะคล้ายกับบาร์เหล้าที่เหล่าคนมารวมตัวกันรับภารกิจ พร้อมเสียงเอะอะมะเทิ่งอันแสดงถึงความดุดันของนักผจญภัยที่ชีวิตต้องเสี่ยงอันตรายอยู่ทุกวัน สำหรับที่นี่มันดูมีระเบียบ และเป็นทางการพอควร เพราะผ่านพ้นประตูบานใหญ่เข้ามาก็จะพบว่าภายในมีพนักงานหญิงกำลังร้องเรียกชาวเมืองซึ่งถือบัตรคิวไว้ในมือ เธอคุยกับเขาสักครู่ พร้อมจดอะไรบางอย่างลงแผ่นกระดาษ ก่อนส่งชายชราผู้นั้นไปยังเคาเตอร์อื่น

ระบบการร้องทุกข์ และขอว่าจ้าง

กิลด์จะแยกเรื่องร้องทุกข์ทั่วไปของชาวเมืองออกจากการว่าจ้าง การส่งตัวชายชราผู้นั้นไปยังอีกเคาเตอร์ก็เพื่อเป็นการระบุระดับของปัญหาที่เขากำลังประสบ

เขามาเพื่อร้องทุกข์ พร้อมขอความช่วยเหลือจากกิลด์ ปัญหาส่วนใหญ่ของชาวเมืองก็หนีไม่พ้นเรื่องโดนปีศาจบุกรุกพื้นที่ทำกิน และทางกิลด์จะรับมาจัดการโดยที่ชาวเมืองไม่จำเป็นต้องออกค่าใช้จ่ายใดๆ ให้ อาณาจักรมีงบไว้สำหรับแต่ละกิลด์เพื่อเรื่องเช่นนี้อยู่แล้ว

ส่วนการขอว่าจ้างที่ชาวเมืองจะต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ก็เช่นงานคุ้มกันการเดินทางของเหล่านักสำรวจหรือพ่อค้า ไปจนงานเก็บสมุนไพรต่าง ๆ จากเขตมีดันเจี้ยน

ธันวามองไปทั่วโถงใหญ่อย่างนึกสนใจ ตอนนี้เขาไม่กังวลเรื่องเจ้าหนี้ว่าจะตามมาหรือไม่ จากความจำของเจย์เดน พวกบ่อนพนันไม่เคยกล้ามาทวงเงินกับเขาที่นี่ แต่กับตาแก่เจ้าของห้องก็อาจไม่แน่ เขารีบปัดตาแก่ออกจากความคิด คำว่าหนี้ช่างทำให้เขารู้สึกปวดหัว

ทางซ้ายมีห้องขนาดใหญ่ที่มีกระดานหลายอันตั้งอยู่ ‘กระดานภารกิจ’ มีสมาชิกกิลด์แรงค์ต่าง ๆ กำลังยืนจ้องมองหางานที่ตนต้องการ ทุกคนอยู่ในท่าทีสงบ ต่างกำลังใช้ความคิด

ธันวาเพียงมองผ่านๆ งานหลักของเจย์เดนในฐานะสมาชิกกิลด์ไม่ใช่ที่นี่

เขาเดินหลบผู้คนก่อนจะเจอบันไดขึ้นไปยังชั้นสองของอาคาร มีห้องปิดหลายห้องอยู่ที่ชั้นนี้

‘หน่วยสำรวจ’ ธันวาอ่านป้ายบอกที่หน้าห้องแรก ยังมีข้อความข้างล่างเขียนด้วยลายมือหยาบๆ

‘กำลังนอน ห้ามรบกวนถ้าไม่อยากลงไปนอนคุยกับรากแมนเดรก’

‘จาก ไดอาน่า ครีพเพอร์’

ธันวาถึงกับขมวดคิ้วมอง ก่อนจะอมยิ้มเล็กน้อย

‘นี่สิชาวกิลด์ของแท้ ดุดันไม่เกรงใจใคร’

ตามความคาดหวังของธันวาเมื่อเดินเข้ามาในกิลด์ที่ต่างโลก เขาคิดว่ามันก็ต้องประมาณนี้ อารมณ์ไม่ต่างจากเหล่าผู้คนในทีมคอมมานโดที่เขาเคยอยู่ พวกนั้นพร้อมใส่เดี่ยวกับทุกสิ่งอย่างรอบกายเสมอ เจ้าของป้ายประกาศจึงสมควรได้รับสมญานามชาวกิลด์ของแท้จากเขา

‘ไดอาน่า…’

ในความทรงจำของเจย์เดนเธอคือหัวหน้าหน่วยสำรวจ และในส่วนความทรงจำเกี่ยวกับนิยาย ธันวาพบว่าเขาก็จำเธอไม่ได้เช่นกัน

เหมือนเจย์เดน

‘บทตัวประกอบอีกราย’

ธันวาคิดเช่นนั้น บทของเธอคนนี้ในนิยายเต็มที่ก็คงแค่หนึ่งบรรทัด

‘คงเป็นเช่นนั้นมั้ง ฉันเองก็จำไม่ได้นัก’

อย่างไรก็ดี เจย์เดนก็ไม่ได้สนิทกับไดอาน่าเพราะอยู่กันคนละหน่วย และอีกอย่างคือเธอเป็นสมาชิกแรงค์ A ของกิลด์ ซึ่งแข็งแกร่งกว่าเขาแน่นอน และรสนิยมของเจย์เดนไม่ชอบผู้หญิงเก่งกว่าตน ต่อให้เธอคนนั้นจะงดงามเพียงใดก็แล้วแต่

ห้องที่เจย์เดนทำงานเลยไปอีกสองห้อง

‘หน่วยสรรหา’

ธันวาเปิดประตูเข้าไปทันทีเมื่อเดินมาถึง

ภายในมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วสามคน ชายสองหญิงหนึ่ง พวกเขาต่างหันมามองที่ธันวาเป็นตาเดียว มีแววความสงสัยในสายตาเหล่านั้นจนชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะนึกว่าตนทำสิ่งใดผิดพลาดไป

“ไหนหัวหน้าบอกว่าวันนี้จะหยุดครับ” หนึ่งในนั้นเอ่ยถาม เขาเป็นชายร่างใหญ่ผมสั้นสีน้ำตาลเข้ม ตัวสูงเกือบสองเมตร

โคดี้ คือชื่อของชายคนนี้ เขาเป็นสมาชิกกิลด์แรงค์ B ที่มีทักษะใช้อาวุธประเภทขวาน อีกอย่างเขาอยู่ทักษะอาวุธชั้นครูเช่นกันกับเจย์เดน น่าจะชั้นครูขั้นต้นจากสามระดับความสามารถ ในความทรงจำของเจย์เดน เขาไม่ค่อยสนใจชายคนนี้มากนัก เจย์เดนมีทักษะดาบชั้นครูขั้นกลาง สูงกว่าโคดี้หนึ่งขั้น หมอนี่เพียงแค่รู้สึกว่าตนเหนือกว่าแหละ แต่ว่ากันตามตรงมองทางกายภาพและขนาดตัว ธันวาคิดว่าหากได้ลองสู้กันมีโอกาสสูงที่เจย์เดนจะแพ้

อีกสองคนคือแซมและลินดา ทั้งสองไม่มีแรงค์กิลด์ เป็นเพียงลูกจ้างชาวเมืองที่กิลด์จ้างมารับหน้าที่ทำเอกสารให้หน่วย

สมาชิกกิลด์คือกลุ่มคนที่ต้องผ่านการคัดเลือกทางทักษะการต่อสู้ งานส่วนใหญ่ของพวกเขาจึงเป็นการรับภารกิจออกไปสู้กับปีศาจ

ในงานอื่นเช่นด้านเอกสาร หรืองานต้อนรับที่หน้ากิลด์ ล้วนรับชาวเมืองทั่วไปมาทำทั้งสิ้น

“พอดีที่ห้องฉันมันร้อน ก็เลยมาที่กิลด์ดีกว่า” ธันวาตอบกลับ มีความจริงส่วนหนึ่ง ห้องแคบๆ นั้นร้อนจริง ทว่าเมื่อพูดจบเขากลับพบว่าที่นี่ร้อนน้อยกว่าห้องเช่ารูหนูเพียงนิดเดียว ทุกคนต่างทำงานกันไปด้วยหยาดเหงื่อ

โลกนี้ไม่มีแอร์ เรื่องนี้น่าเศร้าที่สุด

โคดี้ดูแปลกใจเล็กน้อย แต่เพียงพยักหน้าแล้วหันกลับไปอ่านบางอย่างต่อ ดูเหมือนจะเป็นหนังสือพิมพ์ของโลกนี้ อีกสองคนก็หันไปทำงานของตน

โต๊ะและที่นั่งของเจย์เดนตั้งอยู่ในสุด เป็นห้องขนาดเล็กแยกออกไปจากห้องนี้ ซึ่งบ่งบอกว่าเขามีตำแหน่งสูงสุดจากทั้งสี่คนในห้อง นี่ถือเป็นเรื่องตลกร้ายสุด ๆ คนคุณภาพเช่นนี้เป็นถึงหัวหน้าหน่วย…แม้จะเป็นหน่วยเล็ก ๆ ก็เถอะ หมอนี่ไม่มีเส้นสายแน่นอน แล้วเขามาถึงจุดนี้ได้เช่นไร ธันวาไม่อาจหาคำตอบได้ แม้แต่ในความทรงจำก็เหมือนกับทุกอย่างดูเลือนราง คล้ายเขาเกิดตกลงรับทำหน้าที่นี้ตอนเมาอยู่อย่างไรอย่างนั้น

เขาเดินตรงไปนั่งลงเก้าอี้ส่วนตัวพร้อมมองผ่านคนอื่น ๆ ที่กำลังทำงาน แซมและลินดามีกองเอกสารมากมายอยู่บนโต๊ะ ดูแล้วคงยุ่งมาก ส่วนโคดี้ เขาดูเงอะงะ แน่นอนว่าเพราะหมอนี่ก็ไม่ต่างจากเจย์เดน เขาเป็นสมาชิกกิลด์ที่สมัครมาเพื่อต่อสู้ไม่ใช่มาทำงานเอกสาร ดูเหมือนว่าตำแหน่งของทั้งคู่จะถูกบังคับมาให้ทำเสียมากกว่า

ธันวาหันมาสนใจสิ่งรอบตัว เริ่มจากกลับเข้าไปค้นดูความทรงจำของเจย์เดนอีกครั้ง งานที่เขาทำ เอกสารต่าง ๆ ที่น่าจะมีประโยชน์คืออะไรบ้าง อย่างน้อยก็ควรต้องรู้ว่านี่คือช่วงเวลาไหนของเรื่องราวในนิยาย

ธันวาเอนหลังหลับตา มองดูไม่ต่างจากคนแอบงีบในเวลางาน

ในนั้น ในภาพฉายความคิดของเขา มันเหมือนได้มานั่งกรอดูคลิปวิดีโอตามติดชีวิตด้วยกล้องโกโปร ความเร็วของคลิปนั้นไวมากดังว่าถูกเร่งความเร็วในอัตรานับพันเท่า แต่ก็น่าอัศจรรย์ตรงที่ธันวาสามารถเข้าใจมันได้ คล้ายทุกอย่างถูกเทไหลลงสมองทันทีเมื่อเขาต้องการ ความทรงจำหยุดเร่งความเร็วเป็นระยะตามสิ่งที่ธันวาสนใจ

หน่วยสรรหา อีกนัยหนึ่งมันก็คือแผนกทรัพยากรบุคคลของกิลด์นั่นเอง พวกเขาทำหน้าที่คัดเลือกบุคลากรมาเข้าร่วมกับกิลด์ โดยทุก ๆ หกเดือนกิลด์จะเปิดรับสมัครสมาชิกหน้าใหม่หนึ่งครั้ง เจย์เดนและโคดี้มีหน้าที่ประเมินทักษะต่อสู้ของผู้สมัคร การมีทักษะชั้นครูถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับหน้าที่นี้

ภายหลังรับเข้ามาแล้วก็ยังต้องเป็นพี่เลี้ยงให้เด็กใหม่เหล่านั้นไปอีกสองสัปดาห์เพื่อคอยแนะแนวให้คนพวกนั้นมีโอกาสรอดชีวิตในขณะปฏิบัติภารกิจมากขึ้น ดูเหมือนส่วนนี้จะได้ค่าตอบแทนเพิ่มพอควร แต่เจย์เดนไม่ชอบมันนัก เขามักทำเพียงแบบขอไปทีเท่านั้น

นอกจากนั้นหน่วยสรรหายังเป็นผู้ประเมินการเลื่อนลำดับของแรงค์เบื้องต้นด้วย โดยพวกเขาจะประเมินจากการรับทำภารกิจของแต่ละบุคคล และคนที่ไม่ผ่านการประเมินมีโอกาสจะถูกขับออกจากกิลด์ได้ โดยเฉพาะพวกแรงค์ D และ E ที่เป็นระดับต่ำสุด เจย์เดนโยนหน้าที่นี้ให้แซมและลินดาทำ กองเอกสารมากมายบนโต๊ะพวกเขาคือหลักฐาน ธันวารู้สึกสงสารทั้งคู่ทันที งานแบบนี้มันหนักเอาการสำหรับคนเพียงสองคน

การค้นข้อมูลในส่วนหน้าที่การงานทำให้ธันวาพอจะสรุปได้ว่า เรื่องราวในตอนนี้คือจุดเริ่มต้นเดียวกับในนิยายช่วงไม่เกินสิบบทแรก

เพราะเขาไม่พบอัล แอชครอฟต์ ในความทรงจำ เด็กคนนั้นย่อมเป็นที่รู้จักดีสำหรับคนในกิลด์หากเคยเห็นเขาสักครั้ง เขาค่อนข้างพิเศษ ด้วยผิวซีดเผือด เรือนผมและดวงตาสีดำสนิท คล้ายผีดิบ…ไม่มีทางที่เจย์เดนจะจำเขาไม่ได้ และอีกอย่างเหตุการณ์สำคัญของเมืองแฟร์ก็ยังไม่เคยเกิดขึ้น

ธันวารู้สึกเย็นวาบที่สันหลังแม้อากาศจะร้อนมากก็ตาม เหตุการณ์สำคัญที่ฆาตชีวิตของผู้คนไปมากมายยังไม่เกิดขึ้น แถมเขาก็ดันมาอยู่ในร่างของสมาชิกกิลด์ที่ต้องเผชิญเหตุการณ์นั้นด้วย

หากเดาไม่ผิด ในการสมัครสมาชิกกิลด์ที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า อัล ตัวเอกของเรื่องจะต้องเป็นหนึ่งในผู้สมัครอย่างไม่ต้องสงสัย

ธันวาฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้

มันเป็นเนื้อหาช่วงแรก ๆ ของนิยาย

และดูธรรมดามากจนไม่ได้น่าจดจำนัก ด้วยเป็นบทที่นิยายแนวนี้ส่วนมากมักใส่เข้ามาเพื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้ความเก่งกาจของตัวเอก ธันวาพบว่าเขารู้แล้วว่าเจย์เดน โบลเดอร์น่าจะเป็นใครในนิยายเรื่องบันทึกการเดินทางจากเถ้าธุลี

ผู้ประเมินการสมัครเข้าเป็นสมาชิกกิลด์ท่าทางหยิ่งผยอง เขามองเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีด้วยสายตาดูแคลน ชายคนนั้นไม่แม้แต่จะเปิดใช้ออร่าป้องกันใดเพื่อทดสอบการต่อสู้กับเด็กน้อยตรงหน้าด้วยซ้ำ มีเพียงคำดูถูกต่อวัยของอัล

คำพูดบางคำนั้นน่าขยะแขยงสิ้นดี

และกว่าจะรู้สึกตัว ว่าเด็กนั่นอันตรายเพียงใด เขาก็ต้องสูญเสียขาขวาไปตลอดกาลจากความประมาทสุดโง่เง่านั้น

เขาเป็นตัวประกอบที่มีบทเพียง 4 บรรทัดเห็นจะได้ ก่อนจะพิการและหายไปจากหน้านิยาย

ไม่แม้แต่จะมีชื่อในบท

ธันวากลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก้มมองขาขวาที่เพิ่งได้คืนด้วยสายตาอ่อนโยน

“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ยอมเสียนายไปอีกแน่น้องชาย…” ชายหนุ่มตบลงที่น่องขาตนเบาๆ พร้อมปลอบโยนมันด้วยความหวงแหน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...