โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปวดท้องประจำเดือน ไม่ต้องทน ควรรีบพบแพทย์

The Bangkok Insight

อัพเดต 23 ก.ค. 2567 เวลา 12.16 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2567 เวลา 12.16 น. • The Bangkok Insight

เช็กอาการปวดท้องประจำเดือน ปวดแบบไหนต้องควรรีบพบแพทย์ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่างๆ

ปวดประจำเดือนเป็นอาการที่พบในหญิงวัยเจริญพันธุ์ ส่วนใหญ่เมื่อปวดท้องประจำเดือนก็มักจะกินยาแก้ปวด ใช้กระเป๋าน้ำร้อน แผ่นร้อนเพื่อบรรเทาอาการให้ดีขึ้น ซึ่งหากหายปวดก็ถือว่าเป็นอาการปวดประจำเดือนที่ค่อนข้างปกติ แต่หากรายใดมีอาการปวดแบบฉับพลันทันใดและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะกินยาแล้วก็ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข หรือปวดมากขึ้นทุกครั้งที่มีประจำเดือน ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

สาเหตุการปวดประจำเดือน

1.ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ (Primary dysmenorrhea) คือ การปวดประจำเดือนที่ไม่มีโรคหรือพยาธิสภาพใดๆ เป็นการเกิดจากสาร Prostaglandin ที่หลั่งออกมาจากเยื่อบุโพรงมดลูกระหว่างการมีประจำเดือน ส่งผลให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัว มีเลือดและออกซิเจนมาเลี้ยงมดลูกน้อยลง โดยทั่วไปจะมีอาการดังนี้

  • เริ่มปวดหลังมีประจำเดือนใหม่ๆ ของการมีประจำเดือน 6 เดือนแรกในชีวิต
  • มีอาการปวดใน 48-72 ชั่วโมงของการมีประจำเดือนครั้งนั้นๆ
  • ปวดบีบหรือปวดคล้ายอาการเจ็บครรภ์คลอด
  • เริ่มปวดจากอุ้งเชิงกราน อาจมีร้าวไปหลังหรือต้นขา
  • อาจมีอาการคลื่นไส้ ถ่ายเหลว อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าร่วมด้วย
  • เมื่อตรวจภายในแล้วไม่พบความผิดปกติ

2.ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ (Secondary dysmenorrhea) คือ อาการปวดประจำเดือนที่มีพยาธิสภาพ หรือโรคใดๆ ทำให้ปวด เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกมดลูก เกิดจากการใส่ห่วงอนามัย หรือมีพังผืดในช่องท้อง โดยอาการปวดจะรุนแรงและมักจะเรื้อรัง ดังนี้

  • อาการปวดเริ่มในช่วงอายุ 20-30 ปี โดยไม่มีอาการปวดประจำเดือนมาก่อนหรือเคยปวดน้อยๆ ไม่เคยปวดมากมาก่อน
  • ปวดรุนแรงขึ้น มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ในบางรายอาจปวดมากจนต้องฉีดยาแก้ปวด
  • ประจำเดือนมามาก หรือมาผิดปกติร่วมด้วย
  • มีความผิดปกติในอุ้งเชิงกราน หรือตรวจร่างกายพบความผิดปกติ
  • ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือ ยาเม็ดคุมกำเนิด
  • มีภาวะมีบุตรยาก
  • ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
  • มีตกขาวผิดปกติ

ปวดประจำเดือนรุนแรงหรือเรื้อรังเสี่ยงโรคอะไรบ้าง

การปวดประจำเดือนที่มีความรุนแรงหรือเรื้อรัง มักเป็นการปวดประจำเดือนแบบทุติยภูมิ ซึ่งมักมีสาเหตุหรือเป็นอาการของโรคต่างๆ ได้ ดังนี้

  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  • เนื้องอกมดลูก โดยเฉพาะเนื้องอกมดลูกชนิดใต้เยื่อบุโพรงมดลูก
  • การใช้ห่วงอนามัย ที่ทำให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น หรือทำให้เกิดพังผืดในมดลูก
  • การมีพังผืดในช่องท้อง ที่มักเป็นผลมาจากการผ่าตัดคลอด หรือเคยได้รับการผ่าตัดเข้าทางช่องท้อง หรือมีการอักเสบในอุ้งเชิงกรานและช่องท้อง ซึ่งก่อให้เกิดพังผืดจนมีการดึงรั้งมดลูก
  • ปากมดลูกตีบ ทำให้เลือดประจำเดือนไหลออกจากโพรงมดลูกได้ไม่สะดวก มดลูกจึงบีบตัวมากขึ้น
  • มีความผิดปกติของโครงสร้างทางกายภาพในอวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้ประจำเดือนไหลออกมาไม่ได้ หรือไหลได้ไม่ดี
  • ภาวะต่างๆ เช่น ภาวะเนื้องอกรังไข่, ภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ, การตั้งครรภ์, เนื้องอกมดลูกชนิดต่างๆ, การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ท้องนอกมดลูก, ลำไส้อักเสบเรื้อรัง, อุ้งเชิงกรานอักเสบ

ปวดประจำเดือนมากจะเป็นช็อกโกแลตซีสต์หรือไม่

ช็อกโกแลตซีสต์ คือภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ส่วนใหญ่จะมีขนาด 2-5 ซม. แต่พบว่าใหญ่ได้ถึง 20 ซม. ที่เรียกว่าช็อกโกแลตซีสต์ก็เพราะมีการไหลย้อนกลับของประจำเดือนไปสะสมกลายเป็นถุงน้ำ โดยเลือดข้างในจะมีสีแดงคล้ำคล้ายกับช็อกโกแลต การปวดประจำเดือนมากและเรื้อรังอาจเป็นช็อกโกแลตซีสต์หรือไม่ก็ได้ หากกังวลหรือสงสัยควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย เพราะหากเป็นช็อกโกแลตซีสต์แล้วปล่อยทิ้งไว้จนแตกจะมีอันตรายเป็นอย่างมาก

ปวดท้องประจำเดือนแบบไหน? ต้องรีบไปพบแพทย์

อาการปวดท้องขณะมีประจำเดือนถือเป็นเรื่องปกติในผู้หญิง แต่หากมีอาการปวดที่ยาวนานหรือปวดมากจนผิดปกติ แนะนำให้รีบพบแพทย์ เนื่องจากเป็นสัญญาณที่กำลังบอกว่า คุณอาจไม่ได้ปวดท้องแบบประจำเดือนทั่วไป

  • ปวดประจำเดือนมาก และรู้สึกปวดเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ รอบเดือน รวมถึงมีอาการปวดรุนแรงในช่วง 1-2 วันแรกของการมีประจำเดือน
  • เลือดประจำเดือนไหลออกมามากว่าปกติ โดยต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง
  • มีอาการติดเชื้อ เช่น ตกขาวมีกลิ่น อาการคันบริเวณปากช่องคลอด เลือดประจำเดือนมีสีแปลกไปจากปกติ
  • มีไข้พร้อมปวดประจำเดือน
  • รู้สึกปวดท้องน้อยถึงแม้ไม่มีประจำเดือนก็ตาม
  • รับประทานยาแล้วแต่ยังไม่หายปวด

ขอบคุณข้อมูลโรงพยาบาลเปาโลโรงพยาบาลพญาไท

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...