ตาวัย 78 ปี น้ำตาตก ลูกสาวแอบเอาเงินไปใช้ กว่า 4.6 ล้าน
ข่าวเวิร์คพอยท์ 23
อัพเดต 16 มิ.ย. 2567 เวลา 15.02 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2567 เวลา 15.02 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์จากกรณีที่ ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์แชร์รูปภาพและลงรายละเอียดข้อความช่วยเหลือจากสื่อมวลชน ให้ช่วยความเป็นธรรมของตาวัย 78 ปี ว่า สวัสดีครับ ช่วยอ่านเรื่องนี้หน่อยครับ ผมมีเรื่องราวเรื่องหนึ่ง ที่อยากให้เพื่อนๆและหลายๆคนช่วยกันวิเคราะห์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันสมควรจะเกิดขึ้นกับคนที่เป็นผู้ให้กำเนิดเราหรือเปล่า แต่ในส่วนตัวพอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดโดยส่วนตัวรู้สึกเศร้าและหดหู่มากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณตาวัย 78 ปี ผมจะเล่าให้ฟังคร่าวๆแต่อย่านิดนึงนะครับ แต่อยากให้ทุกคนลองอ่าน และลองแสดงความคิดเห็นว่าคิดอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนี้
"*เรื่องราวมีอยู่ว่าเมื่อประมาณ 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้รับโทรศัพท์จากบุคคลบุคคลหนึ่ง เขาได้โทรมาหาผมและเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับเหตุการณ์ของคุณตาท่านหนึ่งวัย 78 ปี พอผมได้ฟังเลยรู้สึกเศร้า กับความรักและความอบอุ่นที่มันหายไปเพราะคำว่า "เงินทองเป็นของนอกกาย" ที่ใครหลายๆคนนิยามคำนี้ ทำไมวันนี้ สิ่งเหล่านั้นถึงมีค่ามากกว่าคำว่า "*พ่อ*"
"*ตา ชื่อ ตา สนิท อายุ 78 ปี หลายคนเรียกว่าตาตุ๋ย อาศัยอยู่ที่จังหวัดสระบุรี อาศัยอยู่กับลูกชาย ซึ่งตอนนี้ลูกชายเป็นผู้ดูแล หลังจากที่เราได้คุยกับคุณตาคุณตาได้ยินผมคุณตาร้องไห้ และเล่าให้ผมฟังว่า
>>ตัวเองมีที่ดินที่มีชื่อเป็นผู้ครอบครองอยู่ผืนหนึ่ง ที่เป็นที่ดินสืบทอดกันมาต่อๆกันปัจจุบันได้มีชื่อคุณตาเป็นผู้ครอบครอง โดยได้รับต่อมาจาก พ่อของตัวเอง คือ นายสนั่น วงษ์ดาว ที่ผืนนี้ตาตุ๋ย ได้มีความตั้งใจว่าจะยกให้ลูกๆ แต่เนื่องจากว่าการรถไฟขอเวรซื้อที่ของตาตุ๋ย จึงทำให้ตาตุ๋ยคิดว่าถ้าขายที่ดินผืนนี้ ก็จะนำเงินที่ซื้อขายมาแบ่งให้กับลูก 3 คนเท่าๆกัน แล้วตัวเองจะเก็บเอาไว้ใช้ส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากเป็นภาระของลูกๆตนก็แก่แล้วไม่มีเงินไม่มีอาชีพและไม่มีรายได้มีแค่เบี้ยเลี้ยงคนชรา หลังจากตาตุ๋ยรู้ว่าการรถไฟขอเวรซื้อที่คืนก็ได้บอกลูกทั้งสามคนไว้ว่าจะนำเงินส่วนหนึ่งให้แต่ละคน ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไร เวลาผ่านไปทุกคนลืมเกี่ยวกับการที่การรถไฟจะซื้อที่ของพ่อ ตาตุ่ยก็เช่นกันเพราะว่ายังไม่มีการนัดซื้อขายกันในเวลานั้นมีแค่หนังสือแจ้งมาเบื้องต้น ตาตุ๋ยอาศัยอยู่กับลูกคนที่ 1 ส่วนคนที่ 2 และคนที่ 3 ก็ใช้ชีวิตอยู่ของตัวเอง แต่ทั้ง 3 ก็แวะเวียนมาเจอกันบ้างมันก็ดูอบอุ่นดีนะครับที่ทั้ง 3 ดูแลพ่อ
**!!ต่อมาวันนั้นมีคนโทรมาหาตาตุ๋ย พูดคุยกับตาตุ๋ยและแซวตาตุ๋ยว่าตาตุ๋ยคือเศรษฐีที่เพิ่งได้รับเงินจากการขายที่ให้กับการรถไฟ ทำให้ตาตุ๋ยงง ตาตุ๋ยตอบกลับไป"ว่าเงินที่ไหน แกก็ว่าไป การรถไฟเขายังไม่ได้มาซื้อเลย เขาแค่มีหนังสือมาเท่านั้น" และเสียงปลายสายก็บอกตาตุ๋ย แกลองไปถามลูกแกสิเขาซื้อขายจ่ายตังค์กันไปตั้งนานแล้ว จึงทำให้ตาตุ๋ย เกิดความกังวลและสับสน จนเมื่อ 1 เดือนที่แล้วตาตุ๋ย เลยตัดสินใจถามลูก คนที่ 1 ที่ดูแลตาตุ๋ยอยู่ จึงได้รู้คำตอบว่า การรถไฟได้มีการซื้อที่ของแกแล้ว ตาตุ๋ยจึงถามถึงเงินที่การรถไฟซื้อที่ของแกว่าเงินอยู่ที่ไหน และคำตอบที่ได้จากรูปคนที่ 1 ลูกคนนี้ตอบกับพ่อว่า "เงินหมดแล้ว" ทำให้ตาตุ๋ยเกิดความรู้สึกไม่พอใจและต่อว่าลูกคนที่ 1 ว่าทำแบบนี้ได้ไงกูคุยกับพวกมึงแล้วว่ากูจะแบ่งให้พวกมึงและกูจะเก็บไว้ใช้รักษาตัวเองกูไม่อยากรบกวนพวกมึงตาตุ๋ยร้องไห้เสียใจ การที่ทะเลาะกันจึงทำให้ลูกคนที่ 1 ตัดสินใจ เก็บข้าวของเครื่องใช้ของคนเป็นพ่อ และพาพ่อขึ้นรถและพาไปส่งบ้านลูกชาย
พอถึงบ้านเอาข้าวของของพ่อลงรถ พ่อลงรถก็กลับไปโดยไม่มีการร่ำลาหรือทิ้งเงินให้พ่อ (อันนี้ในความคิดส่วนตัวของผม เหมือนการเอาหมาไปปล่อยวัด) หลังจากเอาพ่อไปส่งไว้กับลูกชายของตาตุ๋ย ก็ไม่เคยแวะมาดูมาหาหรือติดต่อมาอีกเลย ตาตุ๋ยมีสภาวะความเครียด นอนไม่หลับมาระยะหนึ่ง จนไม่กี่วันที่ผ่านมา ตาตุ๋ย ได้ติดต่อไปพูดคุยกับลูกคนนั้น และขอเงินส่วนหนึ่งจากลูกคนนั้น เพราะตนเองเห็นความลำบากของคนเป็นลูกชายและลูกสาวอีกคน จึงทำให้ลูกคนที่1ไม่พอใจ และต่อว่าคนเป็นพ่อ และคำตอบที่ตาตุ๋ยได้ฟัง "ถ้าอยากได้ก็ !!ฟ้องเอา!! ทำให้ตาตุ๋ยเกิดสภาวะดริ่งนั่งเหม่อลอยคิดถึงเหตุการณ์นั้นอยู่ตลอดและก็คอยจะร้องไห้ออกมา หลังจากผมได้ฟังตาตุ๋ยเล่าทั้งหมด ผมจึงติดต่อประสานงานไปกับคนที่ติดต่อหาผมในวันนั้น เพื่อที่จะไปหาตาตุ๋ยที่บ้านและเมื่อวานผมได้ไปหาตัวเองที่บ้านได้พูดคุยกันและได้ดูเอกสารทั้งหมดจึงทำให้ผมรู้ว่าเรื่องราวที่ตาตุ๋ยเล่าให้ผมฟังมันคือเรื่องจริง และความเศร้าที่เกิดขึ้นมันคือความเลวร้ายที่คนเป็นลูกไม่ควรมอบความรู้สึกนี้ให้กับคนเป็นพ่อ
เรื่องราวก็ประมาณนี้ครับ
((!!สรุปตาตุ๋ยไม่มีที่พึ่ง จึงปรึกษากับลูกชายที่ดูแลเพื่อหาทางออก จึงได้มาติดต่อกับทางผมเพื่อขอให้ผมช่วยเหลือแก ในส่วนตัวผมไม่ใช่คนเก่ง ผมไม่มีอำนาจในการชี้ผิดถูก และผมก็คนจน ตาตุ๋ยก็คนจน แต่ผมจะประสานงานให้ตาตุ๋ยได้รับความเป็นธรรมในส่วนนี้นะครับ!!))
ในส่วนตัวของผมแล้ว ผมมองเรื่องนี้ว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้นแบบนี้ เงินสามารถแลกกับความรู้สึกได้ขนาดนั้นเลยหรอ ระหว่างเงินกับชีวิต ผมว่าชีวิตสำคัญกว่า ยิ่งชีวิตของคนที่ชื่อ พ่อ
ปล.สาเหตุจากการที่ผมตัดสินใจช่วยคุณตา ผมไม่ใช่คนเก่ง ผมไม่มีศรี แต่ผมเคยได้รับสิ่งนี้มามันจึงทำให้ผมอยากช่วยตา ผมจะอัพเดทเรื่องราวของตาจนกว่าจะจบเรื่องนี้และตาได้รับความเป็นธรรม และเป็นกำลังใจให้กับตาตุ๋ยครับ
#ส่งสารตาตุ๋ย
ฝากทุกคนแชร์เรื่องราวนี้ให้ถึงลูกคนนั้นของตาด้วยนะครับ ถ้าเห็นเรื่องราวนี้ ยังมีเวลาที่จะติดต่อมานะครับ ผมยินดีรับจบครับ (เรื่องชาวบ้านคืองานของเรา) (และเราจะเสือกแบบมีจริยธรรมครับ)
ขอบคุณที่อ่านจนจบ ทุกคนมองยังไงกับเหตุการณ์นี้บ้างครับ
(16 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านของ ตาตุ๋ย วัย 78 ปี หรือนายสนิท ซึ่งเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ตาตุ๋ย ถึงกับน้ำตาคลอเบ้าด้วยความเสียใจ ว่าลูกไม่น่าทำกับพ่อแบบนี้เลย ทำให้ทุกข์ใจนอนไม่หลับมาหลายเดือนและเสียใจอยู่ทุกวันนี้
จากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ของทางเทศบาลตำบลหน้าพระลาน เจ้าหน้าที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ได้เดินทางมาดูแลในเรื่องสุขภาพและสวัสดิการอื่นๆ ให้กับ ตาตุ๋ย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หน้าพระลาน ได้เดินทางมารวมสังเกตการณ์รักษาความสงบเรียบร้อย
ต่อจากนั้นนายธนศักดิ์ เพ็งเหล็ง อายุ 27 ปี หรือ เบนซ์ เจ้าของเฟซบุ๊ก และคอยช่วยเหลือ ตาตุ๋ย ได้เดินทางมาและพูดคุยให้กำลังใจพยายามแก้ไขปัญหาความทุกข์ใจของ ตาตุ๋ย ให้คลี่คลายจบลงด้วยดีและได้โทรศัพท์ติดต่อลูกสาวของ ตาตุ๋ย ชื่อ ติ๋ม โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐและสื่อมวลชนเป็นสักขีพยาน ซึ่งทั้ง 2 คน ได้พูดคุยกันแต่ พูดคุยกันด้วยอารมณ์หาข้อสรุปยุติเรื่องไม่ได้
โดยทางลูกสาวของตาตุ๋ยบอกว่า เงินที่ได้มาเอาไปใช้ลงทุนทำกิจการหมดแล้วไม่มีจะให้ ถ้าอยากได้ก็ต้องรอ จนตาตุ๋ยพูดด้วยอารมณ์โกรธ ว่า มึงไม่ต้องพูดมากหรอก กูเนรคุณมึง
นายธนศักดิ์ เพ็งเหล็ง หรือ เบนซ์ เจ้าของเฟซบุ๊ค เล่าว่า ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนว่าผมกับทางคุณตา ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งทางเพื่อนของผมได้รู้จักกับทางลูกสะใภ้ของตา เขาก็โทรมาปรึกษาผมว่า เบนซ์สงสารเคสนี้ ช่วยหาทางออกให้หน่อย เป็นเรื่องของ ลูกสาวเอาที่ของคุณตาไปเวนคืนกับทางรถไฟ ก็คือได้เงินมาจำนวนหนึ่ง โดยการที่ไม่ได้แจ้งคุณตา แม้กระทั่งการเซ็นใบมอบอำนาจ ก็เอาไปให้ตาเซ็นโดยที่ไม่ได้แจ้งรายละเอียด ว่าเซ็นไปเพื่ออะไร ตรงนี้ผมได้ดูเอกสารทั้งหมดแล้ว มันมีลายเซ็นของคุณตาจริง แล้วก็ลายเซ็นของลูกสาวรวมทั้งพยาน 2 คน
ทั้งนี้ในส่วนของใบมอบอำนาจ ผมก็ไม่อยากไปเปิดเผยข้อมูลเยอะ ซึ่งมันมีลายเซ็นของพยาน 2 คน ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ในวันที่ตาเซ็นมอบอำนาจ ตามหลักที่ถูกต้องในการเซ็นใบมอบอำนาจพยานต้องอยู่ในเหตุการณ์ จริงๆแล้วยอดจำนวนเงินผมก็มาดูที่หลัง
ภายหลังจากพี่ตาไปเอาเอกสารจากทางการรถไฟ และกรมที่ดินมา เป็นจำนวนเงิน 4,600,000 บาท แล้วก็มีเศษนิดหน่อย จริงๆผมต้องบอกก่อนแล้วว่าผมไม่ได้มาทางช่วยเหลือคนเลย แต่ทีนี้เกิดจากคุณตา ได้มามาคุยกับผมคุณตาก็ร้องไห้ ขอความช่วยเหลือ เพราะว่าตัวเองหมดที่พึ่งแล้ว หมดเงินแล้ว มันจึงทำให้ผมคิดว่าในวันหนึ่งที่ผมหมดหนทาง มันยังมีคนยื่นมือมาช่วยเหลือผม ผมก็เลยคิดว่าการที่ผมได้รับ ผมก็อยากเป็นผู้ให้บ้าง
ตอนนี้ผมก็ได้มีการแนะนำทางคุณตา ตามขั้นตอนว่า ให้ตาไปลงบันทึกประจำวัน แล้วก็ไปขอเอกสารตั้งแต่ที่ดิน การรถไฟ และก็ธนาคารครับ มันจะมีเอกสารสำคัญที่จะทำให้ทางของลูกสาว ได้มีสิทธิ์ที่จะโอนที่ แล้วก็เอาเงินตาไปขึ้นประมาณนี้ มันแปลกที่ว่าเช็คความจริงคุณตาจะต้องเป็นคนเซ็นรับ แต่ว่าลูกสาวเป็นคนไปเซ็นรับมาแล้วก็เอาเช็คไปขึ้น แล้วเงินตัวนี้ก็เข้าไปสู่ในบัญชีของตา ผมก็แค่สงสัยว่าลูกสาวเอาวิธีไหนที่จะนำเงินตรงนี้ของคุณตาออกไป ทั้งๆที่ธนาคารก็ยืนยันว่าตาไม่เคยได้ไปธนาคารเลย
และทางผมยังไม่ได้พาตาไปไหน ตาจะดำเนินการด้วยตนเอง เนื่องจากระยะทางที่มันห่างกัน ก็คือให้ตาไปหาเอกสารมาแล้วส่งให้ผม ผมก็ได้ประสานงานไปทางทีมกฎหมาย กับทางทีมทนายเพื่อที่จะหาข้อผิดพลาดในส่วนนี้ ไม่ว่าใครจะผิดพลาดก็แล้วแต่ แต่ตาก็ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะยกให้ลูกสาวคนเล็กเพียงคนเดียว
และผมเคยพูดคุยกับทางลูกสาวคุณตา ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ทางลูกสาวบอกว่าตาเป็นคนยกให้ แต่การยกให้ ผมมองว่า ณ วันนี้ ในการที่จะเซ็นมอบให้กับทางรถไฟ มันจะต้องเป็นชื่อของทางลูกสาว แต่ชื่อผู้ครอบครองมันยังเป็นของตาอยู่ ตรงนี้มันก็เลยทำให้มีข้อผิดพลาดอยู่
หลังจากการพูดคุยล่าสุดมีใจความสรุปว่า ก็มีการให้คุณตาและลูกสาวพูดคุยกันเพื่อที่จะหาทางออก ไม่อยากให้ทะเลาะกัน แต่ด้วยทั้งสองฝ่ายมีแต่การใช้อารมณ์ ตาก็ยืนยันว่าอยากจะได้ส่วนของตาคืน เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่เคยเห็นเงินไม่เคยเห็นเช็คตัวนี้เลย ทางลูกสาวก็ยืนยันว่าเขาเอาเงินตรงนี้ไปใช้หมดแล้วให้พ่อรอ ทางพ่อก็ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ทางพี่น้องจะได้แบ่งกัน
จริงๆแล้วที่ผมโพสต์ลงโซเชียล คือขอความช่วยเหลือแน่นอน อยากจะให้ทางสังคมได้รู้ ว่าความเป็นมาอย่างไร หลังจากที่ผมได้ดูเอกสารผมถึงโพสต์ลงสื่อโซเชียล ในการดูเอกสารทั้งหมดยืนยันได้จริงว่า ลูกสาวเป็นคนเอาเงินคุณตาไป แล้วก็ดำเนินการตั้งแต่แรก
นายสนิท หรือ ตาตุ๋ย เล่าว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพื้นที่ตรงนั้นมันเป็นที่ของ นส.3 ทีนี้ทางรถไฟความเร็วไฟสูง ที่บ้านไร่ซับม่วง ตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่ทางรถไฟจะอยู่อีกฝั่งนึง ที่ของผมอยู่ทางนี้เป็น นส.3 เขาขอซื้อเป็นเขตของทางรถไฟ เผื่อเค้าจะสร้างทางสาม ทางสี่ เขาซื้อเอาไว้ ผมก็เลยให้ลูกไปบริหารงานแทน
ทีนี้เขาก็เอาหนังสือมาให้ผมเซ็น ผมก็ไม่ทราบ ไม่สบายหูตาก็ไม่ดี เค้าเอาใบมอบอำนาจอะไรมา แต่ว่าลูกสาวคนเล็กอยู่ด้วยกันผมก็ไว้ใจ เขาเอาใบอะไรมาให้เซ็นเราก็เซ็นให้เขา ผมก็ไม่รู้ไม่ได้อ่าน ตั้งแต่ก่อนปีใหม่ครับ แล้วพอมาช่วงเดือนมีนาคม เขาเอาใบมาให้ผมเขียนมอบอำนาจอีก 2 ที กระดาษมันหลายใบผมก็ไม่ได้อ่าน เค้าเอาใบมาแล้วทำเครื่องหมายกากบาทให้ผมเขียนตรงนี้ ผมก็เซ็นตามที่เขาบอก ไว้ใจลูก
หลังจากเซ็นไปแล้วทางรถไฟเขาก็จ่ายเงินมาให้ จำนวนเงิน 4,600,000 กว่าบาท เขาไม่บอกผมเลย ผมเสียใจตรงนี้ ตอนนั้นผมอยู่กับเขาผมป่วยเขาเอาผมไปรักษา ผมโทรไปถามน้องชายน้องชายบอกว่าได้เงินมาแล้ว ผมก็ก็ถามน้องชายว่ากรมรถไฟเขาจ่ายเงินให้หรือยัง น้องชายผมเขาก็บอกว่าจ่ายมาตั้งหลายเดือนแล้ว เค้าจ่ายตั้งแต่มกราคม วันที่อยู่ในใบสัญญา
ผมถามลูกสาว เขาบอกว่าเอาเงินไปซื้อที่ดินหมดแล้ว ขอหนูเอาไปลงทุนก่อนถ้าหนูขายที่ได้ จะคืนเงินให้ ผมจึงบอกว่าทำไมไม่บอกพ่อได้เงินมา พ่อจะได้แบ่งสันปันส่วนให้พ่อส่วนนึง ให้พี่ชาย พี่สาว คนละส่วน
ผมก็เลยถามว่าเมื่อไหร่จะได้คืน จะได้แบ่งให้พี่เขาบ้าง พี่เขาก็ยากจนเหมือนกัน เพราะผมจะขอให้พี่ชายเขาซักหนึ่งล้านบาท แล้วก็พี่สาวล้านนึง ผมจะขอไว้ 1,200,000 บาท เงินที่เหลือ 1,400,000 บาทผมก็จะยกให้เขา ตั้งใจไว้แบบนี้ ถามทีไรเขาก็จะหงุดหงิดใส่ผม ผมก็เลยบอกว่าถ้าเป็นแบบนี้พ่อไม่อยู่ด้วยแล้ว พ่อกลับไปอยู่บ้านพ่อ ผมขอเงินเขา เขาก็ไม่ให้ เค้าให้ทีละ 1000 บาท ทีละ 500 บ้าง 200 บ้าง พอได้ซื้อขนมกิน ค่าน้ำค่าไฟเขาเป็นคนจ่ายเอง เพราะบ้านของเขา อยู่ที่หมู่บ้านแคลิฟอร์เนีย นิคมสร้างตนเอง จังหวัดลพบุรี
หลังจากที่ผมย้ายมาอยู่ที่นี่เขาไม่เคยช่วยเหลืออะไรเลย ครั้งนี้ที่เขาทำผมรู้สึกเสียใจ ลูกไม่น่าทำกับพ่อ ลูกคนสุดท้องพ่อก็รักดั่งดวงใจ ถ้าทำแบบนี้ผมก็ต้องตัด รักคนเดียวเสียสองคน ทีนี้ถ้าผมรักสองคนผมก็ได้สามคน หลังจากนี้ผมก็อยากให้ทนายช่วยเอาเงินคืนให้ผม เอาให้ครบจำนวน