โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำราอาหารฝรั่งเล่มแรกของสยาม ร.ศ.114

The101.world

อัพเดต 11 มิ.ย. 2567 เวลา 13.43 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2567 เวลา 02.00 น. • The 101 World

“ข้าพเจ้า ขอแสดงความให้ท่านทั้งหลายทราบทั่วกันว่า หนังสือตำราของหวานคาวเล่มนี้ ข้าพเจ้าได้แปรออกจากภาษาเยอรมัน เปนคำไทย มีของหวานคาวต่าง ๆ รวม 200 อย่าง เพราะเห็นว่า จะเปนประโยชน์แลวิชาแก่ชาวสยามเปนอันมาก”

คำนำ หนังสือเรื่องตำราทำเครื่องคาวหวานอย่างฝรั่งต่าง ๆ รวม 200 เรื่อง

ตีพิมพ์คราวแรก 1000 เล่ม ที่โรงพิมพ์วัชรินทร์ แต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ร,ศ,114

ทุกวันนี้ ตำรับตำราอาหารเก่าๆ เป็นหมวดหนังสือที่มีอุปสงค์ (Demand) สูงระดับต้นๆ สำหรับนักสะสมหนังสือเก่า ขณะที่ด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องน่ายินดีว่าห้องสมุดชั้นนำของประเทศให้ความสำคัญกับการแปลงกรุกระดาษเก่ากรอบเหล่านี้เผยแพร่เป็นวิทยาทานแก่สาธารณชนเช่นกัน จำเพาะในบทความนี้ขออ้างถึงศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ผู้สร้างคุณูปการดังว่าผ่านหมวด ‘หนังสือเก่าชาวสยาม’ ตามคำเกริ่นนำไว้ว่า

“หนังสือเก่าชาวสยาม เป็นโครงการนำร่องของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เพื่อใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยต่ออายุหนังสือ และเอกสารเก่าของประเทศไทย ด้วยการคัดเลือกหนังสือ และเอกสารสิ่งพิมพ์โบราณที่มีคุณค่า พ้นลิขสิทธิ์แล้ว และหาอ่านได้ยาก มานำเสนอในรูปแบบที่อ่านง่าย ค้นง่าย ใช้สะดวก สำหรับบริการนักค้นคว้า และผู้สนใจทั่วไป การหารือในเรื่องนี้เริ่มมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2550 และเริ่มเปิดให้ใช้บริการครั้งแรก ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551 โดยนำเสนอหนังสือวชิรญาณวิเศษ เป็นชุดปฐมฤกษ์”[1]

ภายในฐานข้อมูลหนังสือโบราณอันทรงคุณค่าแห่งนี้ พบว่ามีตำราอาหารเก่าอยู่เล่มหนึ่งชวนสะดุดใจอย่างยิ่งยวด ชื่อว่า ‘หนังสือเรื่องตำราทำเครื่องคาวหวานอย่างฝรั่งต่าง ๆ รวม 200 เรื่อง’ รหัสชุดข้อมูลเลขที่ SRB-3316 โดยมูลนิธิคุณแม่เชย ฮับดุลราฮิม เป็นผู้บริจาคข้อมูล จากปีพิมพ์บนปกหนังสือเล่มนี้เมื่อ ร.ศ.114 เทียบได้กับ พ.ศ.2438 (ปฏิทินเก่า)[2]

ปีพิมพ์ที่ปรากฏบนหน้าปกตำราเล่มนี้ เพียงพอจะอ้างได้ว่านี่คือตำรับรวมเล่มกับข้าวฝรั่งปีลึกสุดเท่าที่ค้นพบ!

ตำราทำเครื่องคาวหวานอย่างฝรั่งต่าง ๆ ร.ศ.114

สังเขปตำรากับข้าวไทยนับจากอดีตกาล

ตั้งแต่ยุคกรุงเก่า วิถีชีวิตการกินอยู่ของผู้คนในสังคมไทยมักปรากฏอยู่ในบันทึกการเดินทางของชาวต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น โยสต์ สเคาเต็น (Joost Schouten), วัน วลิต หรือ ฟาน ฟลีต (Jeremias van Vliet), ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de La Loubère), อิบน์ มูฮัมเหม็ด อิบราฮิม หรือ ฟรังซัวส์ อังรี ตุรแปง[3] เป็นต้น จนล่วงถึงยุครัตนโกสินทร์ เอกสารภาษาต่างประเทศปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ยุคสมัยรัชกาลที่ 3-4 ของทั้งบาทหลวงปาลเลอกัวร์ และเซอร์จอห์น เบาว์ริง ก็ล้วนฉายภาพหลากแง่มุมเรื่องอาหารการกินของประเทศสยามได้ดียิ่ง โดยเฉพาะบันทึกของเซอร์จอห์น เบาว์ริง กล่าวได้ว่าเป็น “หลักฐานชิ้นแรกที่แสดงว่าได้มีการร่วมโต๊ะเสวยกับพระเจ้ากรุงสยาม เมื่อวันที่ 4 เมษายน ราชทูตก่อนหน้านั้นไม่เคยมีใครได้รับเกียรติยศนี้ หรือไม่เคยมีธรรมเนียมนี้มาก่อนในประเทศสยาม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มเป็นพระองค์แรก”[4]

ด้านเอกสารของชาวสยาม เรื่องอาหารการกินมักสอดแทรกอยู่ในวรรณกรรมคลาสสิกต่างๆ เช่น รามเกียรติ์ ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี โดยเฉพาะพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 2 เรื่อง ‘กาพย์เห่ชมเรื่องคาวหวาน’ มักถูกหยิบยกขึ้นอ้างในงานวิจัยเกี่ยวเนื่องเรื่องอาหารสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้นเอ่ยถึง ‘ตำราอาหาร’ โดยตรง ภายในหอสมุดแห่งชาติก็พบการจารด้วยลายมือลงในสมุดไทย เช่น ตำราเบ็ดเตล็ด ตำรา ปรุงอาหารต่างๆ ค้นพบโดย พีระ พนารัตน์ [5] และอีก 3 ชิ้นคือตำราเบ็ดเตล็ด บัญชีผลไม้ (เลขที่ 46) ตำราทำของหวาน (เลขที่ 66) และตำราทำกับข้าว (เลขที่ 67) ค้นพบโดย อภิลักษณ์ เกษมผลกูล ผู้สันนิษฐานว่าเอกสารตัวเขียนเหล่านี้อาจเขียนขึ้นในราวรัชกาลที่ 4-5[6]

ตำรากับเข้า ของ ซ่มจีน (ราชานุประพันธ์)

ด้านตำราอาหารล้วนในรูปแบบ ‘สมุดฝรั่ง’ เล่มแรกเท่าที่ค้นพบมีชื่อว่า ‘ตำรากับเข้า’ โดย ซ่มจีน (ราชานุประพันธ์) โรงพิมพ์วัชรินทร์ ระบุปีพิมพ์ครั้งแรก ร.ศ.109 (พ.ศ.2433) อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นเพียง 2 ปี เมื่อ พ.ศ.2431 ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ได้เริ่มทยอยเขียนบทความ ‘ปากะวิชา ตำราทำกับข้าวของกินอย่างไทยอย่างฝรั่งและตำราเตร็ดต่างๆ’ ตีพิมพ์ลงในวารสาร ‘ประทินบัตร แลจดหมายเหตุ’ ซึ่งมีนายนิล เปรียญ เป็นบรรณาธิการ

ฉะนั้น ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ จึงวินิจฉัยไว้ว่า “อาจจะอนุโลมได้ว่าท่านผู้หญิงเปลี่ยนฯ เป็นคนไทยคนแรกที่เขียนและจัดพิมพ์ตำรากับข้าว”[7] ก่อนที่เมื่อเวลาล่วงผ่านมาอีก 2 ทศวรรษ ท่านผู้หญิงเปลี่ยนได้รวบรวมข้อเขียนเหล่านี้มาปรับปรุงรวมเข้าเป็นตำรากับข้าวเลื่องชื่อที่รู้จักกันในปัจจุบัน ชื่อ ‘ตำราแม่ครัวหัวป่าก์’ [8] พิมพ์ฉลองในวาระอายุครบ 61 ปี และฉลองงานสมรส 40 ปี เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ร.ศ.127 (พ.ศ.2451)

ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ (พ.ศ.2390-2454)

ตำราอาหารฝรั่งเล่มแรกของสยาม ร.ศ.114

การระบุปีพิมพ์ ร.ศ.114 หรือ พ.ศ.2438 ของหนังสือ ‘เรื่องตำราทำเครื่องคาวหวานอย่างฝรั่งต่างๆ’ ภายในหอสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เพียงพอจะอ้างได้ว่านี่คือหนังสือปีลึกสุดเท่าที่พบในหมวดตำราอาหารฝรั่ง ความน่าสนใจอีกข้อคือตำราฉบับนี้จัดพิมพ์สถานที่เดียวกับ ‘ตำรากับเข้า’ ของซ่มจีน (ราชานุประพันธ์) คือโรงพิมพ์วัชรินทร์ (ถนนเฟื่องนคร บ้านหม้อ กรุงเทพฯ) ซึ่งพิมพ์ไปก่อนหน้าเพียง 5 ปี คือ ร.ศ.109 (พ.ศ.2433)

ในวงการนักสะสมหนังสือเก่า เดิมเห็นพ้องกันว่าตำราอาหารฝรั่งเล่มแรกของสยามคือ ‘ปะทานุกรม การทำของคาวของหวาน อย่างฝรั่งแลสยาม’ โดย ‘กูลสัตรีวังหลัง (ประทับตราโรงเรียน)’ ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์พวกครูอเมริกัน คริสต์ศักราช 1898 ร.ศ.117 (พ.ศ.2441) ซึ่งสองผู้ทรงคุณวุฒิแห่งดงหนังสือเก่าเคยแสดงทัศนะต่อหนังสือเล่มนี้ไว้ ดังนี้

ท่านแรก สมบัติ พลายน้อย (พ.ศ.2472-2565) เขียนไว้เมื่อ พ.ศ.2546 ว่า “‘ปะทานุกรม การทำของคาวของหวาน อย่างฝรั่งแลสยาม’ ผมดูแล้วก็คิดว่าเล่มนี้น่าจะเก่ากว่าเพื่อน เพราะพิมพ์เมื่อ ค.ศ.1898 (พ.ศ.2441) เป็นหนังสือตำราทำอาหารโดยตรง และเป็นหนังสือที่ผมคิดไม่ถึงว่าจะมีและจะได้เห็น ที่สำคัญเป็นหนังสือของ ‘กูลสัตรีวังหลัง’”[9]

ท่านที่สอง ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ แถลงไว้เมื่อ พ.ศ.2557 ว่า “ประวัติการจัดพิมพ์ หนังสือ ‘แม่ครัวหัวป่าก์’ เดิมนับถือกันว่าเป็นตำรากับข้าวที่ได้รับการจัดพิมพ์ที่เก่าที่สุด คือพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ร.ศ. 127 (พ.ศ.2451) ต่อมามีการพบว่าตำรากับข้าวฉบับโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ชื่อ ปะทานุกรมการทำของคาวของหวานอย่างฝรั่งแลสยาม พิมพ์เมื่อ พ.ศ.2441 มีอายุการพิมพ์เก่ากว่าหนังสือตำราอาหาร ‘แม่ครัวหัวป่าก์’ จึงเป็นอันยุติว่าหนังสือ ‘ปะทานุกรมทำของคาวของหวานอย่างฝรั่งแลสยาม’ เป็นตำราอาหารฉบับพิมพ์ที่เก่าที่สุด”

ปะทานุกรม การทำของคาวของหวาน อย่างฝรั่งแลสยาม โดย กูลสัตรีวังหลัง (ประทับตราโรงเรียน) ร.ศ.117

อย่างไรก็ตาม พึงหมายเหตุไว้ว่า แม้หนังสือ ‘ปะทานุกรมฯ’ จะจัดพิมพ์ขึ้นเมื่อปี ร.ศ.117 (พ.ศ.2441) ช้ากว่าฉบับหอสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรอยู่ 4 ขวบปี ทว่าเมื่อพลิกดูหน้า ‘แจ้งความ’ เจ้าของหนังสือจะเกริ่นนำไว้ว่า “ข้าพเจ้านักเรียนดรุณี โรงเรียนกูลสัตรีวังหลัง ได้แปลแลเรียบเรียงตำราทำของคาวหวานอย่างสยามแลฝรั่งอันประณีตบรรจงไว้สำหรับแม่หนูดรุณี จะได้ฝึกหักทำให้สมแก่สิทธิชาติ์ ซึ่งได้ดำเนิรตามความงามความเจริญของประเทศสยาม” วันลงท้ายยุติไว้เมื่อ ‘วันที่ 1 พฤศจิกายน ร ศ 114’ ซึ่งถือว่าได้บันทึกไว้ปีเดียวกับการจัดพิมพ์หนังสือ ‘เรื่องตำราทำเครื่องคาวหวานอย่างฝรั่งต่างๆ’

หากแต่เมื่อนับตามลำดับเวลาแล้ว ‘ปะทานุกรมฯ’ กลับเขียนขึ้น ‘ก่อน’ การพิมพ์หนังสือ ‘เรื่องตำราทำเครื่องคาวหวานอย่างฝรั่งต่างๆ’ ที่ระบุวันไว้บนปกเมื่อ ‘วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ร,ศ, 114’ ด้วยเหตุที่ว่าในสมัยนั้นประเทศสยามยังนับเดือนเมษายนเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ ฉะนั้น เดือนพฤศจิกายนนับเป็นเดือน 8 จึงถึงก่อนเดือนกุมภาพันธ์ที่นับเป็นเดือน 11 ของปี

อาคารโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ภาพจากศิลปวัฒนธรรม

สำรับฝรั่งในตำรา

เบื้องต้นผู้เขียนยังไม่สามารถสืบค้นต้นฉบับภาษาเยอรมันตามอ้างโดยผู้เรียบเรียง หากแต่การสำรวจเทียบเคียงระหว่างของ ‘ตำราเครื่องคาวหวานอย่างฝรั่งต่างๆ ร.ศ.114’ กับ ‘ปะทานุกรมฯ ร.ศ.117’ พบข้อแตกต่างหลักคือเรื่องรายการอาหาร โดยฉบับแรกเป็น ‘ฝรั่งล้วน’ แบ่งเป็น 24 หมวด 200 ตำรับ ด้านฉบับหลังปรากฏรายการอาหารใกล้ด้วยจำนวนใกล้เคียงกันคือ 199 ตำรับ แต่กลับเจือด้วยสำรับไทยนับจากลำดับที่ 159 เริ่มด้วย ‘วิธีทำคาวอย่างสยาม’ จนถึงรายการสุดท้าย ‘พล่าดอกพะยอม’

24 หมวดจากสารบัญ ‘ตำราเครื่องคาวหวานอย่างฝรั่งต่างๆ ร.ศ.114’ ดังกล่าวแจกแจงได้ดังนี้ (สะกดตามต้นฉบับ)

1.ต้มซุบต่าง ๆ

2.ทอดแลต้มปลาต่าง ๆ

3.ต้มแลทอดเนื้อต่าง ๆ

4.ใส้กรอกกระต่าย, นก, ไก่, เป็ด, กบ, ทอด, ต้ม, (ไม่ชัด), ต่าง ๆ

5.ต้มมันฝรั่งต่าง ๆ

6.ต้มผัดต่าง ๆ

7.เพศตรีต่าง ๆ

8.ลูกชิ้นต่าง ๆ

9.ยำสลัดต่าง ๆ

10.น้ำซอดต่าง ๆ

11.น้ำวุ้นต่าง ๆ

12.ทำใส้กรอกต่าง ๆ

13.เนื้อโคเนื้อสุกกรรมฟัน

14.ทำเครื่องดองแลเช่อิ่มต่าง ๆ

15.วิธีใช้เครื่องกระป๋อง

16.แต่งหม้อแลขวดสำหรับใส่เครื่องดอง

17.ทำแป้งหมากโรนี ตั้งแต่นำเบอร์ 111

18.ทำหมากโรนี

19.เปียกเข้ากับผลไม้ต่าง ๆ

20.อิตาเลียนโพเลนต้า

21.เข้าต้มกับมันกุ้ง

22.ทำขนมต่าง ๆ

23.ทำเหล้าหวาน

24.ทำน้ำส้มผลไม้

คำศัพท์จำนวนหนึ่งใช้วิธีสะกดคำแบบทับศัพท์ Transliterate เช่น อิตาเลียนโพเลนต้า (Italian Polenta)[10] เพศตรี (Pastry) อมมะเล็ดซูเฟล Omelette Souffle[11] เป็นต้น และเป็นที่น่าสังเกตว่ามีการระบุภาชนะที่คาดว่ามิได้แปลมาจากต้นฉบับเช่น การใช้ ‘กะทะจีน’[12] ทั้งนี้ผู้แปลได้ออกตัวไว้ในคำนำว่า “อนึ่งตำราคาวหวานเล่มนี้ ข้าพเจ้าพึ่งแปรเปนคราวแรก ถ้อยคำสำนวนไม่สู้จะดีแลถูกต้องนัก ท่านทั้งหลายอ่านแล้วขออย่าได้ติเตียนเลย” ด้านเครื่องปรุง ‘ชื่อฝรั่ง’ ผู้แปลได้แนะนำให้ไปหาซื้อที่ ‘ห้างบีกริม’

เมื่อสำรวจเนื้อหาตำรากับข้าวฝรั่งทั้ง 2 เล่มข้างต้นแล้ว ในแง่ความสลับซับซ้อนและอรรถาธิบาย ย่อมนับว่าห่างชั้นจากตำราแม่ครัวหัวป่าก์ หนังสือของท่านผู้หญิงเปลี่ยนเป็นมากกว่าคู่มือประกอบอาหารทั่วไป เพราะได้สอดแทรกเทคนิค กรรมวิธีการปรุงอย่างละเอียด รวมถึงฝากความรุ่มรวยทางประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม นิรุกติศาสตร์ ฯลฯ ผ่านผลงานไว้อย่างลึกซึ้ง ถึงระดับเข้าข่ายวรรณกรรมชั้นสูงที่มาในรูปแบบของตำราอาหาร

อนึ่ง ขอบเขตระยะเวลาที่ตำราอาหารฝรั่งทั้ง 2 เล่มนี้จัดพิมพ์ขึ้น อยู่ในบริบทตั้งแต่ประเทศสยามเกิดกรณีพิพาทกับนักล่าอาณานิคม (ร.ศ.112) จนถึงการเสด็จพระพาสยุโรปครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ร.ศ.116) กระทั่งนับล่วงถึงการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 (ร.ศ.127) ในอีก 10 ปีต่อมา จึงประจวบกับปีที่ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ถือกำเนิดพอดี สันนิษฐานว่าคงเป็นช่วงนี้ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงนิพนธ์ (แปล) ‘ตำราทำกับข้าวฝรั่ง’ ทว่ากว่าต้นฉบับจะดำเนินการจัดพิมพ์ขึ้น ก็ต้องรอจนหลังพระองค์เสด็จสวรรคตแล้วเกือบ 30 ปี ในวาระการทำบุญอายุ 60 ปีของเจ้าจอมน้อม (นามสกุลเดิม โชติกเสถียร ชาตะ พ.ศ.2420 มตะ 14 มกราคม พ.ศ.2509) เมื่อ พ.ศ.2479 ครั้นต่อมาเมื่อเจ้าจอมท่านนี้ถึงแก่อนิจกรรม พ.ศ.2509 จึงได้จัดพิมพ์ซ้ำเป็นคำรบสองเพื่อแจกของชำร่วยเมื่องานพระราชทานเพลิงศพ เนื้อความคำนำแจกแจงไว้ว่า

“พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ตำราทำกับข้าวในเล่มนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เคยทรงทดลองทำเป็นบางอย่าง คุณพี่ท่าน เจ้าจอมเชื้อ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์จรวย ในรัชกาลที่ 5 ได้เคยถวายการรับใช้ในการทรงทำกับข้าวเหล่านี้

พระราชนิพนธ์ตำราทำกับข้าวฝรั่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงแปลจากภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส โดยทรงบอกให้จด ฉะนั้นถ้อยคำที่จดอาจเพี้ยนจากคำฝรั่งไปบ้าง แต่ก็ยังเข้าใจได้ว่าอะไรเป็นอะไร ตำรานี้เมื่อได้ทรงแปลเสร็จแล้ว ได้พระราชทานแก่คุณพ่อท่าน (มหาเสวกโท พระยาธรรมจรรยานุกูลมนตรี) 1 ชุด”[13]

หนังสืออนุสรณ์งานศพเจ้าจอมน้อม พ.ศ.2509

พระราชนิพนธ์ ‘ตำราทำกับข้าวฝรั่ง’ ถึงแม้จะมิได้ระบุเวลาว่าประพันธ์ขึ้นปีไหน กระนั้นย่อมเป็นข้อเท็จจริงว่านี่คือเอกสารชิ้นสำคัญร่วมสมัยกับตำราอาหารฝรั่งทั้ง 2 ฉบับ รวมถึงตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ในแง่เนื้อหามีความชัดเจนละเมียดลึกซึ้งกว่าตำราอาหารฝรั่งทั้งฉบับ ร.ศ.114 และ ร.ศ.117 อย่างเด่นชัด และเป็นที่น่ายินดีว่าเมื่อ พ.ศ.2545 ทางสำนักพิมพ์อมรินทร์ทำหนังสือพระราชทานพระบรมราชนุญาตจัดพิมพ์ขึ้นจำหน่ายอีกครั้งโดยคงรูปแบบภาษาและตัวสะกดตามต้นฉบับที่จัดพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าจอมน้อมเมื่อ พ.ศ.2509 ที่สำคัญได้จัดทำดรรชนีค้นคำและอภิธานศัพท์เทียบคำศัพท์อย่างดีไว้ท้ายเล่มอีกด้วย

ส่งท้าย

เป็นที่น่าเสียดายว่าผู้แปลตำราอาหารฝรั่งฉบับพิมพ์ ร.ศ.114 มิได้ระบุตัวตนดังเช่นหนังสือ ‘ปะทานุกรมฯ’ โดยนักเรียนโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง กระนั้นหนังสือทั้งสองเล่มนี้ย่อมพอจะสะท้อนบรรยากาศความนิยมสำรับฝรั่งต่อสังคมไทยและอาหารไทย รวมถึงอิทธิพลด้านภูมิปัญญาความรู้จากโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (ต่อมาใช้ชื่อว่า ‘โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย’[14]) ที่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2417 โดยมิชชันนารีคณะเพรสไบทีเรียนมิชชันจากสหรัฐอเมริกา และยังดำเนินงานจวบถึงปัจจุบัน ด้วยอายุยาวนานถึง 150 ปี [15]

ตลอดประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาแห่งนี้เปรียบประหนึ่งตักศิลาแห่งการบ่มเพาะบูรพาจารย์ชื่อก้องด้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ม.ร.ว.เตื้อง สนิทวงศ์[16] อดีตครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนสายปัญญา[17] หรือ ‘หลานแม่ครัวหัวป่าก์’ คือ จีบ (ชูโต) บุนนาค หรือ สมรรคนันทพล (6 มิถุนายน พ.ศ.2432 – 21 พฤษภาคม พ.ศ.2507) ผู้มีศักดิ์เป็นหลานป้า มิพักยังต้องรำลึกถึงอีกหนึ่งนารีเรืองนาม ‘หลานแม่ครัวหัวป่าก์’ คือ ‘เจ้าหญิงนักประพันธ์’ นามย่อ จ.จ.ร. หรือจันทร์เจริญ รัชนี พระนามเดิม หม่อมเจ้าจันทร์เจริญศิริ รัชนี (21 เมษายน พ.ศ.2446-18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2486[18]) ผู้มีศักดิ์เป็นหลานยาย ที่แม้ประวัติเขียนโดย น.ประภาสถิต จะกล่าวเพียงว่า “ได้รับความอบรมในราชสำนักฝ่ายไน และสึกสาเล่าเรียนหยู่ในโรงเรียนกุลสตรีชั้นสูง”[19]แต่ก็อาจพอจะสันนิษฐานได้ว่าจะต้องเป็นหนึ่งในโรงเรียนสตรีแห่งใดแห่งหนึ่งยุคนั้น[20] อันนำโดย กุลสตรีวังหลัง (พ.ศ.2417) สตรีสุนันทาลัย (พ.ศ.2423) โรงเรียนเสาวภา (พ.ศ.2439) สตรีวิทยาและศึกษานารี (พ.ศ.2442-2444 โดยศิษย์เก่ากุลสตรีวังหลัง ครูทิม กาญจนโอวาท) โรงเรียนราชินี (พ.ศ.2447) หรือรวมถึงสายปัญญาสมาคม (พ.ศ.2455) ที่ต่อมาสามารถสร้างชื่อเสียงมากที่สุดเรื่องการพัฒนาบุคคลาการด้านการบ้านการเรือนและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทตำราอาหารมาตรฐานสูงจำนวนมากมาย นับจาก ‘ตำหรับสายเยาวภา’ (พ.ศ.2478)[21] จนถึงงานฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี กับเล่ม ‘กับข้าวรัตนโกสินทร์ 2525’[22]

ตำรับสายเยาวภา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2478
กับข้าวรัตนโกสินทร์ 2525 โดย หม่อมหลวง เติบ ชุมสาย

ผู้เขียนยังหวังใจว่าในอนาคตจะยังคงมีตำรับตำราอาหารเก่าแก่ทยอยเผยโฉมอีก เพื่อยังประโยชน์แก่นักประวัติศาสตร์ นักมานุษยวิทยา พ่อครัวแม่ครัว รวมถึงราษฎรสามัญทั่วไปได้ร่วมกันศึกษาแง่มุม Gastronomy วัฒนธรรมการกินของสังคมไทย รวมถึงการเสริมเติมองค์ความรู้ในมิติของ Culinary Literature แก่วงวรรณกรรมไทยสืบไปเทอญ

[1] ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ต้นทางหนังสือเก่า จุดเชื่อมต่อ https://db.sac.or.th/siamrarebooks/about

[2] ฐานข้อมูลหนังสือเก่า, ตำราทำเครื่องคาวหวานอย่างฝรั่งต่าง ๆ รวม 200 เรื่อง จุดเชื่อมต่อ https://db.sac.or.th/siamrarebooks/books/2898/SRB-3316

[3] สุกัญญา สุจฉายา, อาหารไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา ใน สำรับอาหารไทย จากบ้านสู่วัง, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2561, (สามลดา), น.7-23.

[4] อ้างแล้ว, น.66-67.

[5] พีระ พนารัตน์, ตำราปรุงอาหารต่างๆ : เอกสารตัวเขียนว่าด้วยวัตถุดิบ เครื่องปรุง และการถนอมอาหาร ใน วารสารภาษาและวรรณคดีไทย ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 เดือนธันวาคม พ.ศ.2557.

[6] อภิลักษณ์ เกษมผลกูล, กำเนิดและพัฒนาการของ “ตำรากับข้าวชาววัง” ในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงการตั้งโรงเรียนสตรี ใน สำรับอาหารไทย จากบ้านสู่วัง, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2561, (สามลดา), น.74.

[7] ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์, ถ้อยแถลงของสำนักพิมพ์ ใน ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ของ ท่านผู้หญิงเปลี่ยนภาสกรวงศ์, พิมพ์ครั้งที่ 10 พ.ศ.2564, (สถาพรบุ๊คส์), น.12.

[8] ประสาทศรี, แม่ครัวหัวป่าก์ ตำรากับข้าวเล่มแรกของไทย ป่าก์ ก็คือ ปาก ไม่ใช่ หัวป่า หัวดง เมืองไหน ดู https://www.silpa-mag.com/culture/article_6578

[9] ส.พลายน้อย, ปะทานุกรมการทำของคาวของหวานอย่างฝรั่งแลสยาม แปลและเรียบเรียงโดย นักเรียนดรุณีโรงเรียนกูลสัตรีวังหลัง ร.ศ.117, พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2546, (ศรีปัญญา), นำเรื่อง.

[10] หนังสือ เรื่องตำราทำเครื่องคาวหวานอย่างฝรั่งต่าง ๆ รวม 200 เรื่อง, ร.ศ.114 (พ.ศ.2439), (โรงพิมพ์วัชรินทร์) น.188-189.

[11] อ้างแล้ว, น.193.

[12] อ้างแล้ว, น.65.

[13] ผาด โชติกเสถียร, พระราชโอรสและพระราชธิดา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และ ตำราทำกับข้าวฝรั่ง พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมน้อมในรัชกาลที่ 5 ณ เมรุวัดธาตุทอง วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2509, คำนำ.

[14] “วัฒนาวิทยาลัย” โรงเรียนมิชชันนารีหญิงแห่งแรกของสยาม ดู https://www.silpa-mag.com/history/article_19680 และโรงเรียนสตรีประจำแห่งแรกของประเทศไทย ดู https://www.wattana.ac.th/wattana/

[15] ประวัติโรงเรียน https://www.wattana.ac.th/wattana/เกี่ยวกับโรงเรียน/ประวัติโรงเรียน/

[16] ตำรับอาหาร ของ ม.ร.ว.หญิงเตื้อง สนิทวงศ์, โรงเรียนสายปัญญา และ สายปัญญาสมาคม ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ม.ร.ว.หญิงเตื้อง สนิทวงศ์ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2511, (โรงพิมพ์วิจิตรศิลป), น.(39)-(40).

[17] ประวัติโรงเรียนสายปัญญา ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ดู https://saipanya.ac.th/?page_id=99

[18] มักมีความเข้าใจผิดว่าท่านสิ้นชีพเมื่อปี พ.ศ.2515 ตามที่อ้างอิงไว้ในวิกิพิเดีย ดู https://th.wikipedia.org/wiki/จันทร์เจริญ_รัชนี แต่ข้อเท็จจริงคือเสียชีวิตในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2486 ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา

[19] น.ประภาสถิต, สุภมัสดุ, สุภาพบุรุส เล่มที่ 36 วันอาทิจ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ส.2486, น.7.

[20] อภิลักษณ์ เกษมผลกูล, กำเนิดและพัฒนาการของ “ตำรากับข้าวชาววัง” ในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงการตั้งโรงเรียนสตรี ใน สำรับอาหารไทย จากบ้านสู่วัง, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2561, (สามลดา), น.124.

[21] เข้าขวัญปรุงตามตำหรับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท, “ตำรับสายเยาวภา” บอกวิธีปรุงอาหารคาวหวาน มีภาพประกอบ บรรดาพระประยูรญาติและข้าหลวง พิมพ์แจก ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท ณ เมรุวัดเบญจมบพิตร พ.ศ.2478, (โรงพิมพ์กรุงเทพมหานคร).

[22] เติบ ชุมสาย, กับข้าวรัตนโกสินทร์ 2525 Rattanakosin Dishes 1982, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2525 โดย สายปัญญาสมาคม ในพระบรมราชินูปถัมภ์, (อมรินทร์การพิมพ์).

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...