วันสิ้นโลกล่ะ แต่ก็ยังอยากเป็นปลาเค็มอยู่ดี
ข้อมูลเบื้องต้น
ตอนที่ได้รู้ว่าครอบครัวของเขา มีทรัพย์สมบัติมหาศาลคือวันที่พ่อของเขากำลังจะหมดลมหายใจ หลังจากที่พ่อตายจากไปก็เหลือเพียงแค่เขากับแม่สองคนเท่านั้น แล้วทำไมเขาจะต้องไปเรียนหนังสือหรือดิ้นรนทำงานให้มันลำบากด้วย สู้เอาเวลาที่เหลือของชีวิต มาดูแลแม่และตัวเองดีกว่า
ฝากนิยายเรื่องใหม่ของไรท์ด้วยนะคะ
เป็นนิยายเบาสมอง ไม่มีดราม่า
จะมีการติดเหรียญเพื่อหารายได้
ขอบคุณค่ะ
กลายเป็นคนรวยแล้ว แต่ไม่ดีใจเลยซักนิด
ประเทศ T
หนึ่งในประเทศที่กำลังถูกจับตามองจากทั่วโลก ด้วยจุดที่ตั้งซึ่งเชื่อมต่อกับหลากหลายประเทศ เป็นศูนย์กลางการค้า มีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามทั้งป่าเขาและทะเล ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวหลากหลายประเทศ จำนวนมากมาย เดินทางมาที่นี่เพื่อท่องเที่ยว
ในช่วงที่กำลังรุ่งเรือง ทุกอย่างกลับต้องหยุดชะงักด้วยการปรากฎตัวของเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ไม่เพียงแค่ประเทศ T เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ มันยังรวมไปถึงทุกประเทศบนโลกใบนี้ที่ได้รับกันถ้วนหน้า มากบ้างน้อยบางตามแต่สภาพเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ
มุมหนึ่งของเมืองหลวง บ้านชั้นเดียว ที่มีสนามหญ้ารอบๆบ้าน
“พ่อจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้นะครับ โทรไปทีไรก็บอกแต่ว่าสบายดี อาการดีขึ้นมากแล้ว แต่ผมมองดูหน้าตาของพ่อแล้ว มันไมน่าจะใช่แบบนั้นเลย มันดูซีดเซียว ไม่มีชีวิตชีวา แล้วจุดที่รัฐบาลจัดให้พ่ออยู่ก็คนเยอะมาก อยากจะย้ายไปโรงพยาบาลที่ดีกว่านี้ ก็ไม่มีที่ไหนมีเตียงว่างเลย”
ที่หน้าทีวี มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งและหญิงวัยกลางคนพูดคุยกันอยู่ ทั้งสองคนกำลังดูข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคระบาด ที่กำลังเล่นงานหน้าทั่วโลกอยู่ในขณะนี้
“แม่เองก็จนปัญญาแล้ว ติดต่อใครไปก็ไม่มีใครช่วยได้เลย คนที่ได้รับเชื้อไวรัสมีมากจริงๆ ในทีวีก็บอกว่าเริ่มเจอศพอยู่ตามข้างถนน ไม่ก็อยู่ตามห้องเช่าหรือบ้านเรือนหลายศพด้วยกัน จำนวนคนที่เสียชีวิตเพราะเชื้อโรคตัวนี้มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่แค่ประเทศของเรา แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆด้วย มันน่ากลัวมากจริงๆ"
มนัส แซ่หวัง หรือหวังอี้ของพ่อแม่ มองแม่ของเขาที่นั่งกลุ้มใจอยู่ตรงหน้าแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปดี ด้วยสถานการณ์ที่โรคระบาดกำลังกระจายไปทั่วแบบนี้ นายมานิต พ่อของเขากลับติดเชื้อโรคร้ายตัวนี้มา เป็นเหตุให้ต้องเข้ารับการรักษาในสถานที่ที่ทางรัฐบาลจัดเอาไว้ให้ ขยับตัวไปไหนก็ไม่ได้ เพราะนั่นอาจจะเป็นการนำเชื้อโรคไปแพร่ให้กับคนอื่นๆในสังคม
มนัส หันไปมองรอบๆบ้าน จากที่เมื่อก่อนมันเคยมีเสียงหัวเราะเสียงพูดคุย แต่ในตอนนี้มันกลับเงียบจนวังเวง
ครอบครัวของเขาเหลือกันแค่สามคนเท่านั้น คือ
คุณพ่อ มานิต แซ่หวัง อายุ 48 ปี พนักงานขนส่งสินค้า
คุณแม่ สายธาร แซ่หวัง อายุ 45 ปี แม่บ้าน
นาย มนัส แซ่หวัง ( หวังอี้ ) อายุ 20 ปี นักศึกษาปี 2 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
“แม่ครับ ใจเย็นๆ มันก็ไม่แน่ซะหน่อยว่าอาการของพ่อจะแย่ลง มีตั้งหลายคนไม่ใช่เหรอครับ ที่หายจากการติดเชื้อกลับออกมาข้างนอก ในข่าวก็มีอยู่ ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้พ่ออาจจะกลับบ้านได้แล้วก็ได้”
แม้ในใจของหยังอี้จะยังคงรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับอาการของพ่อมากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่สามารถพูดกับแม่ว่า อาการของพ่อจะแย่ลงไปมากกว่านี้อีกได้
“แต่ว่าเสี่ยวอี้ แม่รู้สึกไม่ดีจริงๆ ใจมันหวิวๆ เมื่อคืนแม่ก็ฝันเห็นญาติๆของพวกเราที่ตายไปแล้ว เห็นหมดทุกคนเลยนะ พวกเขากำลังจัดห้องกันอยู่ บอกว่าจัดห้องให้พ่อ เสี่ยวอี้ แม่กลัว กลัวมากจริงๆ”
สายธารน้ำตาไหล เธอไม่เคยฝันถึงญาติพี่น้องที่ตายจากไปมาก่อนเลย ประจวบกับที่สามีของเธอกำลังป่วยอีก มันจึงทำให้เธอคิดมาก
หวังอี้ที่เห็นว่าแม่ของเขาเริ่มร้องไห้ จึงได้เอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้
“แม่ครับ แม่คิดมากจนเก็บเอาไปฝันแล้ว ไม่มีอะไรหรอกครับ เอาแบบนี้ไหมครับ เราโทรหาพ่ออีกครั้งกันเถอะ จะได้ถามอาการของพ่อในวันนี้ด้วย”
พอได้ยินว่าจะโทรศัพท์หาสามี สายธารก็รีบเช็ดน้ำตาบนหน้าให้แห้ง
ในตอนนั้นเองเสียงโทรศัพท์ของหวังอี้ก็ดังขึ้นซะก่อน
“ดูสิครับ ไม่ใช่แค่เราสองคนที่คิดถึงพ่อ พ่อเองก็คิดถึงเราสองคนเหมือนกัน แถมเร็วกว่าเราสองคนอีก”
หวังอี้ชูหน้าจอให้แม่ของเขาดู เป็นมานิตที่โทรวีดิโอเข้ามา เขากดรับสายทันที
“สวัสดีครับพ่อ วันนี้เป็นยังไงบ้าง หน้าพ่อดูซีดๆนะ หมอว่ายังไงบ้างครับ”
“คุณคะ เป็นยังไงบ้าง”
ทั้งหวังอี้และสายธารต่างส่งเสียงทักทายมานิต
“คุณ เสี่ยวอี้ ผมรู้สึกแย่มากเลย หมอมาดูอาการแล้ว แต่ก็แค่ให้ยาเหมือนเดิม ผมคิดถึงคุณกับลูกมากเลยโทรมาหา พวกเรามาคุยเปิดอกกันเถอะ ถ้าผมไม่ไหวจริงๆ คุณกับลูกจะได้เตรียมทำใจตั้งแต่ตอนนี้”
มานิตไม่อยากพูดแบบนี้กับภรรยาและลูกชายเลย แต่เขาคิดว่าร่างกายของเขาน่าจะไม่ไหวแล้ว มันเหนื่อยล้าจนแทบไม่อยากจะขยับตัวทำอะไร อยากแต่จะนอนท่าเดียว เขากลัวจริงๆว่าถ้าเขาหลับไปแล้วจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย แล้วภรรยาและลูกจะทำใจไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจที่จะพูดคุยเปิดใจกับทั้งสองคนตั้งแต่ตอนนี้ที่ยังมีสติครบถ้วนอยู่
หวังอี้และสายธารตกตะลึงไปแล้ว หลังจากที่ฟังคำพูดของมานิตจบ
“ทำไมพ่อถึงพูดแบบนี้ล่ะครับ ผมไม่อยากฟัง พ่อต้องหายแล้วกลับมาอยู่กับผมและแม่สิ อย่าพูดแบบนี้”
หวังอี้พูดเสียงสั่น พ่อของเขาเป็นคนเงียบๆ ไม่ชอบพูดล้อเล่นให้เขาและแม่ตกใจ คำพูดของพ่อในวันนี้ มันทำให้เขากลัวจริงๆ
“คุณคะ อย่าพูดอย่างนี้สิคะ คุณต้องหายดี จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น”
สายธารน้ำตาไหลนอง ส่ายหัวให้กับสามี เธอไม่ยินยอมให้สามีพูดเป็นลางแบบนี้
มานิตส่งยิ้มให้เมียและลูก
“พ่อรู้อาการป่วยของตัวเองดี มันหนักมากแล้ว เวลาหายใจก็เริ่มเจ็บแปล๊บๆ พ่อคงจะไม่รอดแล้วล่ะ คงจะไม่ได้ออกไปจากสถานที่แห่งนี้ในตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่แน่ๆ ให้พ่อได้พูดในสิ่งที่อยากพูดเถอะนะ”
“ถ้าอาการของพ่อมันแย่ขนาดนั้นแล้ว พวกเราทำเรื่องย้ายสถานที่รักษาไม่ได้เหรอครับ มันต้องใช้จ่ายมากเท่าไร ผมก็ยอม ไปกู้มาก่อนก็ได้ ขอแค่พ่อได้รักษาตัวดีๆ”
หวังอี้ไม่ยินยอมที่จะให้พ่อของเขายอมแพ้ต่อเชื้อโรคร้ายนั่น ถ้าหากว่าพ่อของเขาสามารถเข้ารับการรักษาที่ดีกว่าได้ในตอนนี้ ให้เสียเงินมากมายเท่าไร ต้องกลายเป็นคนมีหนี้สินติดตัว เขาก็ยอม
“มันไม่ใช่เรื่องเงิน พ่อกับแม่ไม่เคยบอกเสี่ยวอี้ ครอบครัวเรามีเงินเก็บจำนวนมหาศาลทีเดียว พ่อได้ติดต่อกับเพื่อนๆแล้ว ทุกคนอยากจะช่วยแต่มันไม่มีหนทาง ไม่มีที่ไหนยอมรับตัวพ่อไว้เลย ทุกโรงพยาบาลที่ติดต่อไปต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเตียงเต็มแล้ว ไม่มีเตียงว่างเลย บอกว่าการรักษาของที่นี่กับที่อื่นๆ ก็ใช้ยาต้านเชื้อไวรัสตัวเดียวกันนี้
ถึงเราจะมีเงินมากพอแต่พวกเราไม่มีเส้นสาย มันเลยไม่มีหนทาง พ่อทำใจแล้วล่ะ ว่าวันนี้ต้องมาถึง”
“คุณคะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ ฉันทำใจไม่ได้”
หลังจากที่ได้ยินสามีพูดว่า พวกเรามีเงินมากพอแต่ไม่มีเส้นสาย สายธารก็ยิ่งนํ้าตาไหลนอง เป็นเพราะความที่ทั้งครอบครัวอยากอยู่เงียบๆแท้ๆ เลยติดต่อคบหาคนเท่าที่จำเป็น ล้วนแล้วแต่เป็นคนทั่วไป ไม่ได้มีตำแหน่งสูงหรือหน้าที่การงานใหญ่โต ใครจะคิดว่าวันนี้ถึงมีเงินมากมาย ก็ไม่สามารถขอให้ใครซักคนยื่นมือช่วยเหลือได้
"คุณครับ เสี่ยวอี้ ฟังในสิ่งที่พ่อจะพูดต่อไปนี้ให้ดีนะ มันสำคัญมาก
เสี้ยวอี้ พ่อขอโทษนะที่โกหกลูกมาตลอดว่าบ้านเราไม่ได้มีเงินมากมาย ทำให้ลูกต้องทำงานรับจ้างตั้งแต่เด็ก โตมาก็ยังรับงานประจำในตอนเย็นอีก ความจริงแล้วพวกเรามีเงินเก็บที่คุณปู่ของลูกฝากเอาไว้ให้ มันเยอะมาก ถ้ารวมกับทรัพย์สินอื่นๆ ก็น่าจะถึงร้อยล้านล่ะมั้ง แต่พ่อไม่ค่อยสนใจเงินในส่วนนี้มากเท่าไรนัก
พ่อกับแม่จึงเก็บมันเอาไว้เป็นสมบัติของลูกในภายหน้า ที่พ่อกับแม่ยังไม่บอกเรื่องนี้และมอบสมบัติต่างๆให้กับลูก ก็เพราะพ่อกับแม่ไม่อยากให้ลูกกลายเป็นคนไม่เอาไหนที่คอยพึ่งแต่เงินเก่า ทำงานหาเงินมาใช้เองไม่เป็น พ่อกับแม่คิดถูกแล้วที่ทำอย่างนี้ เพราะลูกกลายเป็นคนจริงจัง รู้จักหาเงินมาใช้จ่ายเอง ไม่เป็นภาระของพ่อแม่
เรื่องต่อไปนี้เป็นสิ่งที่พ่อเริ่มเตรียมมาหลายเดือนแล้ว เพราะพ่อยังไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นไปได้หรือเปล่า จึงยังไม่เล่าให้ทั้งสองคนฟัง
คุณครับ เสี่ยวอี้ ทั้งสองคนคงจะรู้แล้วว่าผมมีลางสังหรณ์ที่แม่นยำมาก เมื่อหลายเดือนก่อนผมรู้สึกไม่ดีเลย ฝันร้ายก็บ่อย ในความฝันนั้นมีคนที่เนื้อตัวเน่าเปื่อยวิ่งไล่กัดกินคนไปทั่ว คนที่ไม่ตายเพราะถูกกัดก็กลายเป็นศพเดินได้ คอยไล่กัดกินคนเป็นต่อไป มีสัตว์ร้ายตัวใหญ่ยักษ์ออกมาทำร้ายผู้คน ส่วนคนเป็นก็มีพลังวิเศษ แต่ก็มีบางคนที่ยังคงเป็นคนธรรมดาอยู่เหมือนเดิม อาหารการกินก็ขาดแคลน สภาพอากาศก็แปรปรวน ไม่แน่นอน ผู้คนหันมาทำร้ายกันเองเพื่อความอยู่รอด
หลังจากที่ฝันแบบนี้อยู่หลายครั้งด้วยกัน รวมกับลางสังหรณ์ของพ่อ พ่อรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นแน่ๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไรเท่านั้นเอง
เสี้ยวอี้ ถ้าว่าพ่อเป็นอะไรไปจริงๆ อยู่ดูแลลูกกับแม่ไม่ได้ ลูกสัญญากับพ่อได้ไหมว่าจะดูแลตัวเองและแม่ของลูกให้ดีที่สุด"
มานิตถามหวังอี้อย่างจริงจัง
หวังอี้สบตากับพ่อของเขานิ่ง ดวงตาแดงก่ำ มีนํ้าตาคลอ
“ครับ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ผมจะดูแลตัวเองและแม่ให้ดีที่สุด แต่ผมยังหวังสุดใจให้พ่อกลับมาดูแลผมกับแม่ได้”
“เท่านี้พ่อก็พอใจแล้ว คุณครับ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น คุณห้ามอยู่ห่างจากลูกนะครับ ลูกจะปกป้องคุณเอง ผมคงจะอยู่ดูแลคุณไม่ได้แล้ว ขอโทษด้วยนะครับ”
“คุณอย่าพูดเป็นลางแบบนี้นะคะ ฉันไม่ชอบเลย”
สายธารยิ่งร้องไห้หนักมากกว่าเดิม หลังได้ยินคำพูดของสามี
"เสี่ยวอี้ ตั้งใจฟังในสิ่งที่พ่อจะพูดต่อไปนี้ให้ดีนะ มันสำคัญกับชีวิตของลูกและแม่ ลูกต้องพาแม่ย้ายกลับไปอยู่บ้านเดิมของพ่อ พ่อได้จัดการบางสิ่งบางอย่างเอาไว้บ้างแล้ว เงินในบัญชีของลูกที่พ่อกับแม่ฝากเอาไว้ ลูกสามารถใช้ได้ตามใจ อะไรที่ควรซื้อควรมี ก็จัดการซื้อหามาไว้ให้ครบ มีเยอะเข้าไว้เป็นดี
กำไลลูกประคำที่พ่อมอบให้ลูกก่อนหน้านี้ อย่าให้ห่างจากตัวของลูก กำไลประคำนี้เป็นสมบัติสืบทอดของตระกูลหวังของพวกเรา อยู่คู่กับตระกูลหวังมายาวนานมากแล้ว
ตอนที่คุณปู่มอบให้พ่อ ท่านเล่าว่ามันสร้างมาจากไม้กลายเป็นหยก มีการบันทึกเอาไว้ว่ามันมีอิทธิฤทธิ์บางอย่าง แต่สมุดบันทึกเก่าแก่มากเกินไปจึงชำรุดเป็นบางส่วน ทำให้ไม่อาจรู้ได้ว่ามันมีอิทธิฤทธิ์อะไร พ่อคิดว่าคงเป็นคนที่มีวาสนาเท่านั้น ถึงจะได้รับโชค
ในช่วงที่พ่อใส่เอาไว้กับตัวก่อนที่จะมอบให้ลูก ก็คิดอยู่ว่ามันพิเศษมากๆ แต่มันคงไม่ใช่ของๆพ่อ พ่อถึงไม่เคยรู้ถึงความพิเศษที่มันมีอยู่เลย ลูกต้องรักษามันเอาไว้ให้ดี มันอาจจะช่วยลูกได้ ใครจะไปรู้ แอ๊… อืม…"
หลังจากที่พูดมานาน มานิตก็เริ่มไอออกมาอย่างหนัก เขากลัวว่าลูกและเมียจะเป็นห่วงมากกว่าเดิม จึงรีบดื่มน้ำให้ชุ่มคอ แต่มันก็ไม่ช่วยอะไรเลย ลูกกับเมียของเขาเป็นกังวลกับอาการของเขานานแล้ว
“พ่อ!!”
“คุณ!!!”
หวังอี้และสายธารส่งเสียงออกมา เมื่อเห็นว่ามานิตไอหนักมาก
“ทำไมไม่มีหมอมาดูเลยล่ะ”
หวังอี้ถามออกมา
“พ่อแค่ไอเท่านั้น มันเป็นอาการปรกติของคนที่ติดเชื้อ ถึงหมอมากก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก อีกอย่างที่นี่มีคนป่วยเยอะมาก หมอและพยาบาลไม่เพียงพอ แล้วหมอกับพยาบาลก็กลายเป็นคนป่วยเองก็เยอะอยู่ รัฐบาลเองก็ลำบากเหมือนกัน พ่อไม่โทษใครทั้งนั้น”
มานิตปลงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว เขาเองก็ได้พูดในสิ่งที่เขาสังหรณ์ใจกับลูกและเมีย จนหมดห่วงแล้ว
“ผมเหนื่อยมากแล้ว ขอพักก่อนนะ อยากจะหลับซักพัก อาการคงจะดีขึ้นเมื่อตื่นขึ้นมา คุณนํ้า ผมรักคุณนะครับ เสี่ยวอี้ พ่อรักลูกนะ ดูแลตัวเองและแม่ให้ดี”
“ผมก็รักพ่อครับ พ่อจะหายดี ผมเชื่ออย่างนั้น”
“ฉันก็รักคุณค่ะ กลับมาอยู่กับฉันนะคะ”
ทั้งสามคนรํ่าลากัน ไม่มีใครคาดคิดว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาสามคนจะได้พูดคุยกัน มีใครคนหนึ่งจากไปตลอดกาล
ตัดสินใจ
“แม่ครับ พวกเราไปเช่าโรงแรมแถวสถานพยาบาลของพ่อดีไหมครับ”
หลังจากที่มานิตวางสายไปแล้ว หวังอี้ก็ต้องสงบจิตใจของเขาลง มุ่งเน้นในสิ่งที่สมควรทำในตอนนี้ก่อน
“ในเมื่อไม่สามารถย้ายพ่อไปที่อื่นได้ พวกเราเองก็เข้าไปหาพ่อที่ข้างในนั้นก็ไม่ได้ การไปอยู่ใกล้ที่นั่นมากที่สุดก็ดีเหมือนกัน เสี่ยวอี้ ตัดสินใจเลยว่าจะทำอะไร แม่จะทำตามที่ลูกบอกทุกอย่าง”
การพูดคุยของสามคนพ่อแม่ลูกในครั้งนี้ มันสูบพลังชีวิตของสายธารไปเกือบหมด เธอไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอที่จะทำอะไรแล้ว
“แม่ครับ ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น พ่อต้องไม่เป็นอะไร”
หวังอี้เอื้อมมือไปกุมมือของแม่เอาไว้ สายตากระทบกับกำไลลูกประคำที่เขาสวมอยู่ที่ข้อมือข้างขวา พ่อบอกว่ามันมีอิทธิฤทธิ์บางอย่างที่จะช่วยเขาได้ แต่จากที่เขาสวมมาตั้งนานจนจะเป็นปีแล้ว ก็ไม่เห็นว่ามันจะมีข้อแตกต่างอะไรกับสร้อยข้อมือหยกธรรมดาทั่วๆไป ไม่มีอะไรแตกต่างกันแม้แต่น้อย นอกจากที่มันเป็นไม้จริงๆที่กลายเป็นหยก มีบ้างบางครั้งที่มันก็สะท้อนแสงอาทิตย์จนเปล่งประกายสีแดงเลือด ซึ่งก็ไม่บ่อยนัก
หวังอี้ติิดต่อโรงแรมแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆสถานพยาบาลของมานิตเอาไว้ กว่าที่จะได้ห้องมาก็ต้องเจรจาอยู่นาน เพราะที่นั่นก็กลัวว่าพวกเขาจะนำเชื้อโรคไปแพร่ให้ จึงต้องมีข้อตกลงกันบางประการ
ตอนนี้เขากับแม่กำลังช่วยกันเก็บของกินที่สามารถอยู่นานๆได้โดยที่ไม่เน่าเสีย เพราะคาดว่าน่าจะอยู่ที่นั่นนาน ในเมื่อตอนนี้รู้แล้วว่าตัวเองมีเงินอยู่มาก หวังอี้ก็ไม่ลังเลที่จะใช้เงินที่มีอยู่เพื่อความสบายใจของเขาและแม่
ทว่าชีวิตไม่เป็นดังที่หวัง ก่อนที่หวังอี้กับแม่จะขับรถออกจากบ้าน พวกเขาก็ได้รับข่าวร้าย มานิตเสียชีวิตแล้ว จากที่จะเป็นการย้ายไปอยู่ใกล้ๆเพื่อความอุ่นใจ กลับกลายเป็นว่าพวกเขาต้องไปดำเนินการรับศพของมานิตแทน
เพราะว่ามานิตเสียชีวิตด้วยการติดเชื้อโรคระบาดร้ายแรง รัฐบาลไม่อนุญาตให้จัดงานศพ ห้ามดูหรือสัมผัสศพ ห้ามฝัง ทั้งยังต้องเผาภายในวันนั้น
หวังอี้รู้สึกเหมือนว่าเขากำลังฝันไป ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก จนเขาอยากจะเป็นบ้าให้มันรู้แล้วรู้รอดไป จะได้ไม่ต้องมารับรู้อะไร แต่เขาทำตัวแบบนั้นไม่ได้ เขายังเหลือแม่ที่ต้องดูแล ก่อนตายพ่อได้สั่งเสียเอาไว้ ให้เขาดูแลตัวเองและแม่ให้ดี เขาจะไม่ทำผิดต่อคำสัญญาที่เขาได้ให้กับพ่อเอาไว้
หวังอี้ส่งโถบรรจุเถ้ากระดูกของพ่อในมือยื่นให้กับสายธาร
“แม่ครับ พวกเราพาพ่อกลับบ้านกัน”
สายธารน้ำตาไหล ลูบโถในมือเบาๆ
“อืม…พาพ่อกลับบ้านกัน”
3 วันต่อมา
“เสี่ยวอี้ ลูกคิดหรือยังว่าจะทำยังไงต่อไปดี”
สายธารเริ่มทำใจได้บ้างแล้ว แม้จะยังคิดถึงสามีอยู่มาก แต่เธอมีลูกชายอยู่ใกล้ตัว ถ้ายังเศร้าโศกไม่เลิก ลูกของเธอก็จะเป็นกังวล
“พ่อบอกแล้วว่าให้พวกเราย้ายไปอยู่ที่บ้านเดิมของพ่อซึ่งอยู่ที่ภาคเหนือ เงินทองของเราก็มีอยู่มหาศาล
ผมยังกังวลใจในเรื่ิองที่พ่อบอกเกี่ยวกับความฝันและลางสังหรณ์นั่นอยู่ ผมไม่อยากเรียนต่อแล้ว ที่ข้างนอกนั่น เชื้อโรคยังคงระบาดอยู่ ผมอยากดูแลแม่ให้ดีที่สุด
ตอนนี้ผมเหลือแม่เพียงแค่คนเดียวแล้ว แทนที่ผมจะเสียเวลาไปเรียนให้จบ สู่เอาเวลาเหล่านั้นมาดูแลแม่ดีกว่า ใบปริญญาก็แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง ในเมื่อเรามีเงินมากขนาดนั้นแล้ว ไม่ทำงาน นอนอยู่ที่บ้านเฉยๆ พวกเราก็สุขสบายไปหลายสิบปี
ที่บ้านเดิมของพ่อ ชาวบ้านเขาก็ทำไร่ทำสวน พ่อเองก็พอจะมีที่ทาง พวกเราสามารถเป็นชาวสวนชาวไร่ได้ ถ้าหากพวกเราไม่อยากทำเองก็แค่ปล่อยเช่าเอาเงินก็ได้”
ในช่วง 3 วันที่ผ่านมานี้ หวังอี้ได้มีโอกาสตรวจสอบทรัพย์สินของครอบครัว ลำพังแค่เงินที่อยู่ในบัญชีลับที่พ่อกับแม่ฝากเอาไว้ในชื่อของเขาก็มีหลายสิบล้านแล้ว ยังมีบัญชีของพ่อกับแม่ ไหนจะบัญชีที่เขาเปิดเองอีก รวมแล้วที่บ้านมีเงินเยอะมาก นี่ยังไม่รวมที่ดินอีกหลายแห่ง หลังจากที่เห็นทรัพย์สินทั้งหมดของครอบครัวแล้ว หวังอี้ก็รู้สึกเห็นใจตัวเขาในอดีตจริงๆ ที่พยายามช่วยเหลือครอบครัวทุกอย่าง ทำงานหาเงินมาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ประหยัดอดออม กลายเป็นว่าเขาเป็นทายาทเศรษฐีที่สมถะที่สุดแล้ว
พอได้รับรู้เรื่องนี้แล้ว รวมกับคำบอกเล่าของพ่อ หวังอี้ตัดสินใจโดยไม่มีการลังเล เขาจะไม่เรียนต่อแล้ว เอาเวลามาดูแลตัวเองและแม่ดีกว่า ในเมื่อไม่จำเป็นต้องมีใบปริญญา เพื่อเอาไว้สำหรับการสมัครงานแล้ว เขาก็จะไม่ทำให้ตัวเองลำบากอีกต่อไป
“ลูกคิดดีแล้วเหรอ เสี่ยวอี้”
“ครับ ผมคิดดีแล้ว ในยุคนี้สมัยนี้ ใบปริญญาแทบไม่มีค่าอะไรเลย ผมสามารถหาความรู้ทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง”
“ถ้าลูกคิดดีแล้ว ก็ตามใจ ส่วนเรื่องย้ายไปอยู่บ้านเดิมของพ่อ แม่ไม่ขัด แม่อยู่ที่ไหนก็ได้ที่มีลูก แล้วบ้านหลังนี้ล่ะจะทำยังไง”
สายธารไม่คัดค้านในการตัดสินใจของหวังอี้
“ผมจะขายครับ ผมจะไม่กลับมาอยู่ที่เมืองหลวงอีกแล้ว พวกเราไม่จำเป็นต้องมีบ้านที่นี่ก็ได้ ขายๆไปให้เรียบร้อย เอาเงินที่ได้มาทำประโยชน์อย่างอื่นดีกว่า
แม่เองก็รู้เรื่องความฝันของพ่อแล้วนี่ครับ นั่นน่ะเหมือนหนังวันสิ้นโลกที่ผมเคยดูเลย และถ้าในอนาคตมันจะมีเหตุการณ์ต่างๆตามที่พ่อบอกมาจริงๆ ถึงเวลานั้นเงินทองก็ไม่มีค่าแล้ว สู้เราขายบ้านเอาเงินมาซื้อข้าวของจำเป็นเอาไว้เยอะๆดีกว่าครับ พ่อเองก็บอกให้มีมากเข้าไว้”
หวังอี้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เขาเคยเจอเหตุการณ์ต่างๆมามาก เพราะลางสังหรณ์ของพ่อ ในเมื่อครั้งนี้พ่อของเขามั่นใจมาก ถึงขนาดเริ่มเตรียมการบางอย่างเอาไว้บ้างแล้ว เมืองหลวงก็ไม่น่าจะใช่สถานที่ตั้งหลักของพวกเขาแม่ลูก
“ตามใจลูกก็แล้วกัน แต่ขายบ้านในสถานการณ์แบบนี้ จะขายได้ราคาดีเหรอ ใครๆก็เริ่มรัดเข็มขัดกันมากขึ้นแล้ว ที่ใช้จ่ายมากหน่อยก็พวกอาหารกับยารักษาโรค”
สายธารเห็นด้วยกับลูกชาย เพียงแต่กังวลว่าจะขายบ้านไม่ได้ในเวลาอันสั้นนี้ หรือขายได้ราคาน้อยกว่าที่ควร
“ได้อยู่แล้วครับ แม่จำไม่ได้เหรอว่าลุงวิเชียรที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้ามของเราเคยมาพูดกับพ่อว่า อยากได้บ้านในระแวกนี้ให้กับลูกชาย ให้พ่อช่วยดูๆให้ด้วย ถ้าราคาสมน้ำสมเนื้อก็พร้อมจ่ายเงินสดทันที
ตอนนี้ก็เริ่มมีข่าวการที่รัฐบาลจะซื้อวัคซีนต้านเชื้อไวรัสเผยแพร่ออกมาบ้างแล้ว สถานการณ์ข้างนอกน่าจะดีขึ้น ผมจะรีบจัดการเรื่องขายบ้าน โอนบ้าน ลาออกจากมหาลัยให้เรียบร้อย พวกเราจะใช้โอกาสที่ข้างนอกเริ่มผ่อนปรน ย้ายกลับไปอยู่บ้านพ่อที่ภาคเหนือ แล้วจะไม่กลับมาที่นี่อีก ที่นั่นคนน้อย ถ้าเกิดเหตุการณ์ซอมบี้ไล่กินคน ผมน่าจะพอรับมือได้”
หวังอี้หาข้อมูลเยอะมากในช่วงนี้ พยายามหาจังหวะพาแม่ออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุด
“เอาตามที่ลูกว่าแล้วกัน แม่จะเริ่มเก็บของแล้วนะ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยเราจะเดินทางกันเลย”
“ครับ แม่เริ่มได้เลย พวกของชิ้นใหญ่อย่างตู้ โต๊ะ ขนย้ายลำบากแม่ก็ติดราคาขายเอาไว้นะครับ คิดราคาถูกๆ เราจะขายให้กับคนแถวๆนี้ หรือถ้าลุงวิเชียรจะซื้อต่อก็จะได้ขายไปด้วยเลย ผมจะออกไปหาลุงวิเชียรก่อนนะครับ”
“ใส่หน้ากากอนามัยสองชั้นด้วยนะ เสี่ยวอี้ พกเจลแอลกอฮอล์ไปด้วย แล้วอย่ายืนใกล้ลุงเขามากนักล่ะ”
สายธารไม่ลืมเตือนลูกชาย
“ครับแม่ ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะระวังให้มาก”
“กว่าจะได้ย้ายออก เสียเวลาไปตั้งเดือนกว่า ต้องให้ฉีดวัคซีน 1 เข็มก่อน ต้องมีเอกสารยืนยันอีก ยุ่งยากจริง ทำยังกับพวกเราจะย้ายออกไปนอกประเทศ แล้วเข็มที่ 2 เราจะต้องไปฉีดที่โรงพยาบาลแถวบ้านเหรอ เสี่ยวอี้”
สายธารเริ่มบ่น ขณะนี้เธอกำลังนั่งรถบรรทุก 6 ล้อ ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นสมบัติที่ยังเหลืออยู่ มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ สมบัติข้าวของที่ขายได้ล้วนขายไปหมดแล้ว เหลือเพียงของที่ควรจะเก็บเอาไว้ เช่นพวกเสื้อผ้าอาหารยารักษาโรค ของใช้ประจำวันต่างๆ
ตอนที่เห็นพื้นที่ของรถยังมีเหลืออยู่ เธอและลูกชายก็หาซื้อเมล็ดพันธุ์ผัก อาหารแห้ง ยารักษาโรค เพื่อเติมให้เต็มพื้นที่ รอให้ถึงบ้านเดิมของสามีก่อน ดูว่าสามีเตรียมอะไรไว้บ้างแล้ว ค่อยหาซื้อเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดไป
“ดีเท่าไรแล้วครับ ที่เรายังสามารถฉีดวัคซีนได้ มีหลายคนเลยที่ยังต้องรอของรอบหน้า ผมน่ะลุ้นแทบแย่ว่าเราจะได้ฉีดหรือเปล่า เพราะถ้าพลาดรอบนี้ก็ต้องรอไปอีกเดือนหนึ่งเชียวนะครับ กว่าที่วัคซีนอีกชุดจะมาถึงประเทศเรา”
น้ำเสียงของหวังอี้เต็มไปด้วยความโล่งใจ ในที่สุดเรื่องที่ตัองจัดการก็หมดสิ้นซะที
“เสี่ยวอี้ไม่ต้องรีบนะ ขับช้าๆก็ได้ ถ้าเหนื่อยก็แวะพักที่ปั้มนํ้ามันข้างทาง”
สายธารพนายามปรามหวังอี้เอาไว้ เพราะกลัวว่าอีกคนจะขับรถเร็วเกินไป
“ผมเข้าใจแล้ว ไม่รู้ที่บ้านเดิมของพ่อจะมีสภาพเป็นยังไงบ้างนะครับ ไม่ได้ไปที่นั่นเกือบปีแล้ว”
หวังอี้ชวนแม่ของเขาคุยไปเรื่อย
“ไม่รู้สิ คงจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วล่ะ ก็พ่อบอกว่าได้เริ่มทำอะไรที่นั่นบ้างแล้วนี่ เสี่ยวอี้คิดเอาไว้หรือยังว่าจะทำยังไงเมื่อถึงที่นั่น”
“พ่อบอกว่าสามารถใช้เงินที่มีอยู่ได้ตามใจชอบ อะไรที่ควรมีควรซื้อก็ซื้อหามาให้ครบ ก็็็คงต้องสำรวจก่อนว่ามีอะไรแล้ว ขาดอะไรบ้าง ส่วนเรื่องซื้อของกินของใช้ ไม่น่าจะลำบากอะไร ถึงที่นั่นจะอยู่แถวชานเมือง แต่ในตัวเมืองมีบริษัทขนส่งอยู่สามารถใช้บริการได้ หรืออยากไปเลือกซื้อเองก็ได้เพราะเรามีรถบรรทุกคันนี้อยู่ แต่การเลือกซื้อของเองคงต้องรอจังหวะที่เหมาะสม กลัวว่าออกมากันแล้ว จะติดเชื้อกลับไปด้วย ทีนี้ล่ะยุ่งเลย”
ทั้งสองคนคิดเหมือนกัน บ้านเดิมมีบางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว จะซื้ออะไรมากน้อยแค่ไหน คงต้องให้ไปถึงที่นั่นแล้วสำรวจดูข้าวของก่อน ถึงจะเริ่มดำเนินการขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ทั้งนั้นยังต้องคำนึงถึง การระบาดของเชื้อไวรัสที่ยังวางใจไม่ได้ด้วย
สำรวจบ้าน
ภาคเหนือของประเทศ T
อุณหภูมิ 27 ํํc สำหรับช่วงปลายฝนต้นหนาวคือกำลังดี
เช้าวันนี้ที่บ้านสวนชานเมืองแห่งหนึ่ง ซึ่งจะให้ถูกต้องคือรอบนอกของตัวจังหวัด หนุ่มหน้าใส สูง 178 เซนตริเมตร. น้ำหนัก 60 กก. ผิวขาวตามเชื้อขาติของบิดา กำลังเดินสำรวจรอบๆบ้านอยู่
หนุ่มหน้าใสคนนี้ไม่ใช่ใคร เขาก็คือหวังอี้นั่นเอง เมื่อวานนี้เขาและแม่เดินทางมาถึงบ้านเดิมของพ่อในช่วงเวลา 23.00 น. มันดึกแล้ว จึงยังไม่มีเวลาทำอะไร เพียงแค่เปิดบ้าน อาบนํ้าแล้วก็นอนหลับพักผ่อนเช้านี้เขาเลยถือโอกาสตอนที่แม่ยังไม่ออกมาจากห้อง เดินสำรวจรอบๆบ้านไปก่อน
สิ่งที่สะดุดตาเขาตั้งแต่เมื่อคืนคือประตูรั้วและกำแพงรอบๆบ้าน มันคือประตูทึบสูง 2.5 เมตร ไม่พอยังมีเหล็กแหลมเป็นซี่ๆต่อขึ้นไปอีก แต่ละซี่สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ระบบเปิดปิดรั้ว มีทั้งระบบไฟฟ้าที่ต้องใช้รีโมทสั่งงาน และมีกุญแจเปิดปิดแบบธรรมดาอีกสองชุดด้วยกัน ที่จุดนี้มีช่องตาข่ายเหล็กสำหรับมองออกไปดูภายนอกขนาดเล็กอยู่
กำแพงก็ไม่ต่างกัน เป็นกำแพงทึบและซี่เหล็ก มีความสูงเท่ากับประตูรั้ว และจุดที่ต่างจากประตูคือมีลวดนำไฟฟ้าสำหรับปล่อยกระแสไฟอยู่ และมีกำแพงรั้วเหล็กซี่อีกขั้นสูง 1.5 เมตรแน่นอนว่าตรงปลายต้องแหลมคมเหมือนๆกัน ถ้ามีคนสามารถข้ามกำแพงชั้นนอกเข้ามาได้ ก็คงจะได้รับบาดเจ็บจากกำแพงชั้นที่ 2 นี้บางล่ะ
บ้านหลังนี้มีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ เป็นบ้านอิฐชั้นเดียว ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องเก็บของ
ที่ด้านนอกมีอาคารเอนกประสงค์ใช้สำหรับจอดรถ วางเครื่องมือเครื่องใช้ในสวน รวมถึงสามารถใช้คัดแยกผลผลิตทางการเกษตรในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวได้ด้วย
หน้าบ้านติดถนนสายหลัก มุ่งตรงสู่ตัวจังหวัด ทางซ้ายมือเป็นวัดขนาดเล็ก ชื่อว่าวัดจินหลง ( มังกรทอง ) เป็นวัดจีนที่บรรพบุรุษของตระกูลหวังและสหายร่วมกันบริจาคที่ดินสร้างขึ้นมา หวังอี้เคยตามคุณปู่และคนอื่นในครอบครัวมาไหว้พระที่นี่ตั้งแต่เด็กๆแล้ว จึงมีความคุ้นเคยกันดี
ทางขวามือของบ้านเป็นสวนผลไม้ เป็นสมบัติอีกชิ้นของตระกูลหวังที่หวังอี้รับรู้ตั้งแต่แรกแล้ว มีขนาด 20 ไร่ ปัจจุบันยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพียงขายผลไม้ที่ได้ให้กับพ่อค้าคนกลางเขานั้น เป็นการให้เขาเข้ามาเก็บเกี่ยวถึงในสวนเลย
“เสี่ยวอี้ ลูกอยู่แถวนี้หรือเปล่า”
เสียงร้องเรียกของแม่ทำให้หวังอี้ยิ้มออกมา
“ผมอยู่ตรงนี้ครับ”
รอไม่นานแม่ของเขาก็เดินมาถึงตัวเขา
“ดูอะไรไปบ้างแล้ว”
สายธารรู้ว่าลูกชายคงเดินมาดูรอบๆบ้าน
“ยังไม่ทันได้ดูอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยครับ แม่ก็มาซะก่อน แม่จะเดินไปกับผมไหมครับ”
“ไปสิ ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ไปดูรอบๆบ้านซักเที่ยวแล้วค่อยมาหาอะไรกิน”
สายธารเองก็อยากจะดูรอบๆบ้านก่อน
“ไปครับ”
“เมื่อก่อนตรงนี้ไม่มีอาคารนี่ครับ เป็นศาลานั่งพักเท่านั้น”
หวังอี้ชี้มือไปที่อาคารหลังเล็กๆที่ถูกสร้างขึ้นบนเนินดินขนาดเล็ก ถือเป็นบริเวณที่สูงที่สุดของเขตบ้านหลังนี้ เขาจำได้ว่าเมื่อก่อนมันเคยเป็นสวนดอกไม้มาก่อน มองจากตัวบ้านยามดอกไม้บ้านแล้วสีสันสดใสสวยงามมาก มีศาลาไม้เอาไว้นั่งชมดอกไม้ด้วย
แต่ในตอนนี้มันมีอาคารก่ออิฐขนาดเล็ก ด้านบนหลังคามีแผงโซล่าเซลล์ติดอยู่ กะด้วยสายตาน่าจะมีขนาด 4 × 4 เมตร มีหน้าต่างแค่ สามบานเท่านั้น รอบๆที่เคยมีกอดอกไม้ก็ถูกขุดออกไป และมีการลงต้นไผ่เอาไว้รอบเนินเล็กๆนี้
ที่ประตูมีการล๊อคกุญแจเอาไว้ หวังอี้มองแม่กุญแจนิ่ง คงต้องไปค้นในบ้านดูว่าจะมีลูกกุญแจเก็บเอาไว้หรือเปล่า ถ้าไม่มีก็คงต้องตัดแม่กุญแจนี่ทิ้ง แล้วหากุญแจชุดใหม่มาแทน อยากรู้จริงๆว่าในตัวอาคารนี่ มันจะมีอะไรอยู่ข้างใน
“ไม่ใช่แค่นี้นะ นั่นเป็นสระน้ำหรือเปล่า น่าจะกว้างอยู่นะ ไม่รู้ว่าพ่อได้เอาพันธุ์ปลามาปล่อยแล้วหรือยัง”
ที่ไกลออกไปมีบ่อดินถูกขุุดขึ้นมา สายธารเดาว่าน่าเป็นสระน้ำที่สามีวางแผนจะเลี้ยงสัตว์น้ำแน่ๆ
“ไปดูกันครับ ที่แปลกไปก็มีแค่บริเวณเนินดินนั่นกับสระน้ำ ส่วนพวกต้นผลไม้ต่างๆ สวนครัว ทุกอย่างยังเหมือนเดิมนะครับผมว่า”
“แม่ว่าลูกต้องไปตรวจวัดระดับสายตาแล้วนะ มีเพิงอีกหลังหนึ่งไม่เห็นเหรอ”
สายธารชี้มือไปที่มุมหนึ่งของสวนหลังบ้าน ที่มีกลุ่มต้นไม้บังเอาไว้บางส่วน
“จริงๆด้วย ไปดูอาคารนั่นก่อนไหมครับแม่ มันอยู่ใกล้กว่าสระน้ำ”
หวังอี้ที่มองตามมือของแม่ ตอนนี้มองเห็นอาคารที่ว่าแล้ว
“ไปสิ”
เพิงหลังนั้นมีขนาดกว้างประมาณ 10 ตารางเมตร เป็นอาคารโปร่ง ส่วนล่างก่ออิฐขึ้นมาสูงเพียง 4 ก้อนเท่านั้น ส่วนบนเป็นตาข่ายเหล็ก ด้านในมีคอกเล็กๆจำนวนมาก มีฟางกองเอาไว้ด้านใน 5 ก้อน
“ผมว่าเพิงนี้ พ่อคงวางแผนให้เป็นคอกเลี้ยงไก่แน่ๆ”
หวังอี้มองทุกอย่างแล้วสรุปออกมา
“คงจะเป็นอย่างนั้น หลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เสี่ยวอี้ก็หาซื้อลูกไก่มาเลี้ยงนะ เอาไก่พันธุ์ไข่ จะได้กินทั้งเนื้อและไข่”
สายธารน้ำตาซึมเมื่อเห็นหลายๆอย่างที่สามีเตรียมเอาไว้ มันคงจะดีกว่านี้มาก ถ้าหากว่าสามีจะได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ด้วยกัน
“แม่ครับ ไปดูสระน้ำกันต่อไหมครับ”
ไม่เพียงแต่สายธารที่คิดถึงสามี หวังอี้เองก็คิดถึงพ่อเช่นกัน
“ไปกัน นี่คือความห่วงใยที่พ่อมีต่อเรา ไม่ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เราสองคนจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อไม่เป็นการทำผิดต่อความรัก ความห่วงใยของพ่อ”
ชีวิตต้องเดินต่อไป ไม่ควรจมอยู่กับความทุกข์ จนลืมสิ้นถึงความรัก ความห่วงใยของผู้ที่จากไป
“ดูเหมือนว่าพ่อจะเอาพันธุ์ปลาลงสระนํ้าไปแล้วนะครับ ไม่รู้ว่ามีพันธุ์อะไรบ้าง”
บ่อดิินขนาด 10 × 20 เมตร หวังอี้สังเกตเห็นว่ามีปลาว่ายไปมาอยู่ ที่มุมหนึ่งของบ่อเลี้ยงปลามีที่ให้อาหารเม็ดอัตโนมัติที่ใช้พลังงานจากแผงโซล่าเซลล์อยู่
ภายในบ่อเลี้ยงปลามีการปลูกผักบุ้งและบัวอยู่ หวังอี้คิดว่าน่าจะปลูกเพื่อเป็นที่หลบแดดของลูกปลา
บริเวณขอบดินของบ่อมีการปลูกต้นพันธุ์ผลไม้เอาไว้ด้วย น่าจะเพื่อเป็นการยึดหน้าดินไม่ให้เกิดการพังทลายในภายหน้า
“เราไปหาของกินกันเถอะ จะได้เริ่มสำรวจในตัวบ้านกัน น่าจะมีงานให้เราสองคนทำกันอีกมากเลย”
สายธารพูดชวนหวังอี้
“ครับ ไปกัน จัดการในตัวบ้านก่อนค่อยมาจัดการด้านนอก ดีที่พ่อจัดการเรื่องกำแพงและประตูเรียบร้อยแล้ว”
มานิตจัดการเรื่องกำแพงได้ดีมาก ไม่มีการทำแบบขอไปที เขาจัดการรื้อของเดิมทิ้งแล้วทำใหม่ทั้งหมด ตัดปัญหาเรื่องกำแพงจะไม่แข็งแรงทนทานไปได้ และระบบป้องกันก็ถือว่าดีเยี่ยมแล้ว
อาหารเช้าของวันนี้ผ่านไปอย่างง่ายๆด้วย ซาลาเปาที่แวะซื้อจากร้านสะดวกซื้อเมื่อคืนนี้กับกาแฟคนละถ้วย
การสำรวจบ้านเริ่มจากห้องรับแขก ที่แทบจะไม่ใช่ห้องรับแขกอีกต่อไปแล้ว ด้วยจำนวนชั้นวางของแบบทึบที่ยึดพื้นที่ข้างผนังไปทั้งหมด ในห้องเหลือเพียงชุดโซฟาชุดเดียว ข้าวของตกแต่งห้องถูกนำออกไปหมดแล้ว
เช่นเดียวกับห้องนอนของสายธารและหวังอี้ที่มีเพียงเตียงนอนและตู้เสื้อผ้าที่เป็นของเดิม อย่างอื่นๆถูกนำออกไปทั้งหมด และถูกแทนที่ด้วยชั้นเก็บของแบบทึบทั้งหมด
ห้องนอนอีกห้องถูกดัดแปลงให้เป็นห้องเก็บของ แน่นอนว่านอกจากชั้นวางของแบบทึบเหมือนห้องอื่นๆแล้ว ที่นี่ยังมีตู้แช่แข็งขนาดใหญ่อีก 3 เครื่อง ถ้าใส่ของสดเข้าไปจนเต็มทุกใบ น่าจะจุของได้หลายตันอยู่
ห้องเก็บของมีชั้นเหล็กสำหรับวางของเต็มผนังเหมือนกัน และมีกระสอบอาหารปลาวางอยู่ 20 กระสอบ
“พ่อเตรียมทุกอย่าง คิดทุกอย่างให้เราสองคนจริงๆ”
สายธารเข้าใจในตัวของสามีดี เพราะลูกชายอายุยังน้อย เรียนหนังสืออยู่ ประสบการณ์ชีวิตยังน้อย ภรรยาอยู่แต่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยออกไปพบปะผู้คน ตอนที่เขาเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้น จึงได้คิดและจัดการสิ่งต่างๆคนเดียวตั้งแต่เนิ่นๆ
เห็นแม่เริ่มนํ้าตาไหลอีกครั้ง หวังอี้เอื้อมมือไปกุมมือแม่เอาไว้
“แม่ครับ เราสัญญากับพ่อแล้วว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี เราจะไม่ทำให้พ่อผิดหวัง ในตู้เก็บของพวกนี้ยังไม่มีอะไรเลย แม่นั่งคิดอยู่ในบ้านนะครับว่าเราควรจะซื้ออะไรมาเติมพวกมันให้เต็ม เน้นที่ของที่เก็บเอาไว้ได้นาน
ผมจะออกไปสำรวจข้างนอกอีกรอบ เมื่อกี้ผมเจอพวงกุญแจที่คิดว่าน่าจะเป็นลูกกุญแจที่เปิดอาคารบนเนินนั่นได้แล้ว ผมอยากไปดูที่นั่นซักหน่อย”
“ไปเถอะ แม่จะนั่งคิดอยู่ที่นี่เอง เสี่ยวอี้ไม่ต้องห่วงนะ แม่จะไม่คิดมาก”
สายธารตบมือของลูกที่กุมมือของเธออยู่เบาๆ
“ครับ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังนะครับว่าที่นั่นมีอะไรบ้าง”
เมื่อเห็นว่าสายธารตั้งสติได้แล้ว หวังอี้ก็ถือพวงกุญแจเดินออกจากบ้านไป
หวังอี้ยังไม่ได้ไปที่อาคารบนเนินเป็นที่แรก เขาเดินไปทางอาคารอเนกประสงค์ พบว่าข้าวของต่างๆที่ถูกย้ายออกจากตัวบ้านถูกวางเอาไว้ที่นี่ทั้งหมด แยกประเภทอย่างเป็นระเยียบ
ที่นี่ยังมีรถไถเดินตามคันเล็กอีกสองคัน จักรยานธรรมดา 3 คัน แน่นอนว่ามีชุดอะไหล่อยู่ใกล้ๆ ที่มุมหนึ่งของอาคารมีถังน้ำมันขนาด 1,000 ลิตร จำนวน 2 ถัง
ตัวอาคารยังมีที่ว่างอยู่ สามารถวางของหรือจอดรถได้อีกหลายคัน หวังอี้มองทุกอย่างๆ ยังไม่มีความคิดว่าจะซื้ออะไรเป็นอย่างต่อไป
หวังอี้เดินไปที่อาคารบนเนิน เขารู้สึกว่าเนินเล็กๆนี้ ใหญ่กว่าเดิม ในความทรงจำของเขามันไม่ได้กว้างและสูงมากขนาดนี้ เหมือนมีการถมดินเพิ่มเติม
เมื่อไขกุญแจและเปิดประตูเข้าไป ข้างในเป็นพื้นที่โล่ง ผนังทั้ง 4 ด้าน เป็นชั้นวางของทำจากเหล็ก สูงจากพื้นถึงเพดานแบ่งเป็น 4 ชั้นด้วยกันเหมือนชั้นเก็บของที่บ้าน เว้นที่ว่างแค่บริเวณหน้าต่าง ตัวช่องหน้าต่างเป็นเพียงกระจกรับแสง มีช่องให้อากาศถ่ายเท มีกรงเหล็กดัดติดเอาไว้ ป้องกันขโมย
ที่กลางห้องมีประตูติดอยู่บนพื้น หวังอี้คิดว่ามันคือประตูห้องใต้ดิน ไม่รอช้าเขาใช้ลูกกุญแจอีกดอกไขเปิดประตู
ทันทีที่เปิดประตูออกก็พบกับบันไดเหล็กที่ทอดยาวลงใต้ดิน หวังอี้ เปิดสวิตช์ไฟที่มองเห็น ก่อนเดินลงไปทันที
ห้องใต้ดินมีขนาดประมาณ 20 × 20 × 5 เมตร มีชั้นวางของที่ทำจากเหล็กชิดผนังทั้ง 4 ด้าน จุดที่ใกล้บันไดมีถังน้ำมันขนาด 1,000 ลิตรอยู่ 10 ใบ ด้วยกัน หวังอี้ไม่รู้ว่าพ่อของเขาใช้วิธีการใดถึงได้พวกมันมา
นอกจากถังน้ำมันที่บรรจุน้ำมันอยู่เต็มถังทุกใบแล้ว ไม่มีสิ่งอื่นอยู่ที่นี่เลย
ดูเหมือนว่าเขาต้องเริ่มสั่งซื้อเสบียงเข้ามาเก็บในทุกชั้น ทุกตู้ ของบ้านและห้องใต้ดินนี้ให้เต็มได้แล้ว
เพราะเมื่อดูจากสิ่งของพื้นฐานที่พ่อเตรียมเอาไว้ให้เขาและแม่แล้ว สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่่น่าจะใช่เรื่องเล็กๆเลย