โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกาะเทรนด์ยุค “Climate Positive” ยุคใหม่ที่เป็นมากกว่า “Net Zero”

Wealthy Thai

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2567 เวลา 05.18 น.

โดย: บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด

ในปัจจุบันทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตทางสภาพอากาศ ทั้งมลพิษทางอากาศ, PM2.5 และอุณหภูมิที่กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นวาระระดับโลกที่ทุกคนต้องช่วยกันฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันเป็นยุคที่เราต้องคืนให้ธรรมชาติมากกว่าที่ได้ทำลายลงไป และประเทศต่างๆ ต้องร่วมกันลดมลพิษให้ได้มากกว่าที่ปล่อยออกมาในชั้นบรรยากาศ
ในปี 2023 สำนักข่าว CNBC รายงานว่าหน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (C3S) ระบุว่า อุณหภูมิทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี 2023 จนถึงปัจจุบัน สูงกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม และมีแนวโน้มจะเป็นปีที่ร้อนที่สุดของโลก นอกจากนี้ ในรายงานคุณภาพอากาศโลกปี 2022 พบว่า ประเทศไทยติดอันดับ 5 ของการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลกจากทั้งหมด 9 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่อันดับที่ 57 จากทุกภูมิภาคทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของก๊าซเรือนกระจกยังคงพุ่งสูงขึ้น จากการกิจกรรมของมนุษย์ในการปล่อยมลพิษ ทั้งการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ) การตัดไม้ทำลายป่า การเผาไหม้จากภาคอุตสาหกรรม ที่เร่งให้เกิดภาวะโลกร้อน จนเกิดภัยต่างๆ ทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ภัยแล้งรุนแรง การขาดแคลนน้ำ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย วาตภัยขนาดใหญ่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งผลให้เกิดสภาพอากาศที่แปรปรวน จากข้อมูลข้างต้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง
ในขณะที่หลายองค์กรทั่วโลกประกาศความรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการให้คำมั่นสัญญาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งเป็นเหตุผลให้ปัจจุบันทั่วโลกกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่เรียกว่า “สภาพอากาศเชิงบวก”(Climate Positive)

แล้วอะไรคือความต่างของCarbon Neutral, Net Zero และ Climate Positive?

  • Carbon Neutralคือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน ที่ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน เท่ากับปริมาณก๊าซคาร์บอนที่ถูกดูดกลับมา ซึ่งโดยปกติจะชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้จากการปลูกป่าทดแทน หรือทำการซื้อคาร์บอนเครดิต (*คาร์บอนเครดิต คือสิทธิที่เกิดจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่สิ่งแวดล้อม ถ้าปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ปริมาณคาร์บอนที่เหลือก็จะนำมาตีราคา และถูกขายเป็นคาร์บอนเครดิตให้องค์กรอื่นได้)

  • Net Zeroคือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ ผ่านการกำจัด และจำกัดบางอย่าง อาทิการใช้เทคโนโลยีและพลังงานสะอาดอื่นทดแทน เช่น การใช้รถ EV แทนรถที่ใช้พลังงานก๊าซหรือน้ำมัน รวมไปถึงการเปลี่ยนไปใช้วัสดุรักษ์โลกแทนพลาสติกที่ย่อยสลายได้ช้า เป็นต้น

  • Climate Positiveหรือสภาพอากาศเชิงบวก คือ การที่เราสามารถกำจัดก๊าซเรือนกระจก มลพิษทางอากาศไปได้มากกว่าที่ปล่อยออกมา เพราะยิ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากเกินกว่าที่โลกจะดูดซับได้ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกก็จะยิ่งร้อนมากขึ้น ดังนั้น จึงต้องทำให้มลพิษต่างๆ เหล่านี้ลดลงให้ได้มากที่สุด

แม้ว่า ณ ปัจจุบัน เราได้เห็นการขับเคลื่อนทางด้านนโยบายและกิจกรรมต่างๆ ด้านสภาพภูมิอากาศจากภาครัฐและเอกชน แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับสภาพแวดล้อมหรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สภาวะโลกร้อน” ที่อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มสูงขึ้นถึง 3°C ถึงแม้ดูว่าเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมากนัก แต่สามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตได้มากมายมหาศาล
ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ตัวเลข 1.5 องศาเซลเซียสถือเป็น “จุดเปลี่ยนหลัก” (Climate Tipping Point) ซึ่งเมื่ออุณหภูมิโลกสูงกว่าตัวเลขที่กล่าวมา จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบนิเวศน์โลกอย่างรุนแรงและไม่อาจหวนคืน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถแก้ไขและย้อนกลับได้ ดังนั้น เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องจำกัดอุณหภูมิให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส และจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050
นอกจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ยังมีปัจจัยอีกหลายประการที่ธุรกิจ และองค์กรต่าง ๆ ต้องเร่งผลักดันเรื่อง Net Zero และ Climate Positive ได้แก่

1.ความคาดหวังของลูกค้าที่จะเปลี่ยนไปจากเดิม

ผู้บริโภคใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มองหาผลิตภัณฑ์ และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม โดย 76% ของผู้บริโภคกล่าวว่า จะหยุดซื้อสินค้าจากบริษัทที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม พนักงาน และชุมชนต่าง ๆ
นอกจากนี้ ในรายงานที่จัดทำโดย First Insight และ Baker Retailing Center ในปี 2022 ระบุว่าผู้บริโภค GenX ซื้อผลิตภัณฑ์ด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นเกือบ 25% และพร้อมที่จะใช้เงินไปกับผลิตภัณฑ์ด้านความยั่งยืนมากขึ้นถึง 42% ในขณะเดียวกัน พบว่าแบรนด์ทั่วโลก ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น อาทิเช่น ในปี 2023 Watson ได้มีการนำบรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล (Post-Consumer Recycled : PCR Plastic) และกระดาษที่ได้รับการรับรองจาก FSC2 ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้

2.กฎหมาย และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง

ในหลายประเทศเริ่มมีการใช้ภาษีคาร์บอน หรือภาษีที่รัฐบาลของแต่ละประเทศจะเรียกเก็บจากผู้ประกอบการ และองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กําหนด ตัวอย่างเช่น ภาษีคาร์บอนในประเทศสวีเดน 127 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ และประเทศสิงคโปร์ได้ประกาศขึ้นภาษีคาร์บอนจาก 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 25 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอนไดออกไซค์ในปี 2024 และจะเพิ่มเป็น 45 ดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2026 และ 50-80 ดอลลาร์สิงคโปร์ภายในปี 2030
นอกจากนี้ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้รับแรงกดดันจากประเทศหัวเรือใหญ่ทางเศรษฐกิจหลายๆ ประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมระดับโลก COP27 (การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 27) โดยการรวมตัวกันของประเทศภาคี 200 ประเทศ เช่น จีน สหรัฐ ญี่ปุ่น อังกฤษ เป็นต้น เพื่อทำข้อตกลงกันเรื่องการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส มาตรการลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินและเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และการจัดตั้งกองทุนชดเชยความสูญเสียและเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศให้แก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

3.สภาพอากาศที่ย่ำแย่ส่งผลเสียต่อธุรกิจ

การจัดการธุรกิจที่เน้นแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว สามารถช่วยให้ธุรกิจมีต้นทุนที่ลดลงได้ ตัวอย่างเช่น บทสัมภาษณ์ของคุณศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ฟาร์มเลี้ยงหมูมีการเอาของเสียไปผลิตเป็นพลังงานไบโอแก๊ซกลับมาใช้ พบว่าในระยะ 10 ปี สามารถช่วยประหยัดต้นทุนได้ถึง 3,000 ล้านบาท
หลายคนอาจรู้สึกว่า การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ไม่เร่งด่วน แต่จากรายงานของ UN Climate Report ล่าสุด ระบุว่าต้นทุนของการเพิกเฉยเรื่องนี้จะสูงกว่าต้นทุนของการดำเนินการ ดังนั้น ถ้าเราไม่มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ อาจส่งผลให้เกิดความสูญเสียในการดำเนินธุรกิจในอนาคตได้
เมื่อธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้พลังงานทดแทน หรือวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยมลพิษและของเสีย สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นรางวัลให้กับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการดึงดูดลูกค้า นักลงทุน และชุมชนที่ให้การสนับสนุนได้ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่างแบรนด์หนึ่งที่เห็นชัดเจนถึงการก้าวข้ามธุรกิจสู่ Climate Positive คือ อีเกีย (IKEA) ที่ประกาศอย่างชัดเจนบนหน้าเว็บไซต์ของตนเองว่า บริษัทมีเป้หมาย Climate Positive ภายในปี 2030 ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากกว่าที่ปล่อยออกไป
สิ่งที่อีเกียทำ คือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งหมดให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ตกแต่งใหม่ ผลิตซ้ำ และรีไซเคิล เพื่อยืดอายุการใช้งานและสร้างขยะให้น้อยที่สุด มุ่งมั่นที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ อีเกียยังมีเป้าหมายในการใช้เฉพาะวัสดุหมุนเวียนหรือวัสดุรีไซเคิลในผลิตภัณฑ์ของตัวเองภายในปี 2030 และดำเนินการจัดหาวัสดุ และอาหารจากแหล่งที่ยั่งยืนมากขึ้น จะเห็นได้ว่าการผนวกแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ ทำให้อีเกียมีการเติบโตที่ยั่งยืนมากขึ้นด้วย

แล้วตัวธุรกิจเอง จะสร้างClimate Positive ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร?

ในเว็บไซต์ plana.earth ระบุว่า ธุรกิจต้องเริ่มจากการเข้าใจ Carbon Footprint ของตัวเองก่อนว่าคืออะไร ต้องคำนวณว่าธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์นั้นมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการจัดจำหน่าย ซึ่งทุกๆ ขั้นตอนล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น
นอกจากนี้ ธุรกิจสามารถใช้กลยุทธ์ในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อช่วยให้บรรลุ Climate Positive ได้ ซึ่งประกอบด้วย 2 กลยุทธ์หลักคือ

1.การชดเชย:

สามารถทำได้โดยใช้ป่าไม้ ดิน หรือมหาสมุทรเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ เป็นต้น ตามข้อมูลของ Global Carbon Budget ระบุว่าแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติของโลกมี 3 แหล่งหลักๆ ได้แก่ ทะเลและมหาสมุทร (Blue Carbon) ต้นไม้ และป่าไม้ (Green Carbon) และชั้นบรรยากาศ (Atmosphere) การชดเชยที่ว่าคือ การปลูกป่า เพื่อเพิ่มต้นไม้ที่จะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้น หรือแม้แต่การดูแลพืชทะเลต่าง ๆ ที่จะคอยกักคาร์บอนได้ไปอีกหลายพันปี

2.การหลีกเลี่ยง:

เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อาทิ การลดการใช้ทรัพยากรที่ก่อให้เกิดมลพิษ การออกแบบสิ่งของเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น ห้างสรรพสินค้าให้ส่วนลดพิเศษกับลูกค้าที่งดการใช้ถุงพลาสติก การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งผู้บริโภคสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นต้น
ในฝั่งของนักลงทุนเองก็มีส่วนช่วยให้ Climate Positive เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากผลตอบแทนทางการเงินแล้ว การลงทุนที่ยั่งยืนยังช่วยให้นักลงทุนสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้ อีกทั้งการลงทุนที่ยั่งยืนไม่ใช่แค่การรับผิดชอบต่อสังคมเท่านั้น ยังเป็นกลยุทธ์ทางการเงินที่ชาญฉลาดอีกด้วย เพราะเม็ดเงินของนักลงทุนที่ได้ลงทุนไปนั้น เป็นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดจุดเริ่มต้นใหม่ๆ สู่ความยั่งยืนได้ เพราะการจะเปลี่ยนแปลงธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอาจต้องใช้เงินทุนในการลงทุนกับเทคโนโลยี อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ดังนั้น บางธุรกิจที่เริ่มต้นไม่ได้ทันที เหตุผลหนึ่งก็มาจากการขาดเงินลงทุนที่มากพอ ดังนั้น เม็ดเงินของนักลงทุนจึงอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งที่เนรมิต Climate Positive ให้เกิดขึ้นจริงได้เร็วมากขึ้น
แม้การจัดการธุรกิจไปสู่การสร้างClimate Positive ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้หากทุกคนร่วมมือกัน เพื่อช่วยให้โลกพ้นวิกฤตสภาพภูมิอากาศในวันนี้ และเพื่อสร้างโลกที่ปลอดภัยและยั่งยืนของเราทุกคนในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...