โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แจ้งความดำเนินคดี ร้องทุกข์ ลงบันทึกประจำวัน มีผลต่างกันอย่างไร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 พ.ค. 2565 เวลา 11.19 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. 2565 เวลา 07.19 น.

เทียบความแตกต่าง “เจตนา-ผลทางกฎหมาย” ระหว่าง การแจ้งความร้องทุกข์ ลงบันทึกประจำวัน และการกล่าวโทษ

หลายคนอาจคุ้นชินกับคำว่า “แจ้งความ” หากตนเองเคยเป็นหรือตกเป็นเหยื่อที่ได้รับความเดือดร้อนหรือความเสียหายจากการกระทำของบุคคลอื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่แท้จริงแล้วขั้นตอนทางกฎหมายถูกแบ่งลักษณะการแจ้งความเอาไว้ อีกทั้งยังมีความหมาย และจะปรากฏผลทางคดีที่แตกต่างกัน

การแจ้งความร้องทุกข์ คืออะไร

การแจ้งความถูกแบ่งออกเป็น 2 กรณีที่ชัดเจน ได้แก่ การแจ้งความร้องทุกข์ โดยคำว่า “คำร้องทุกข์” ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 หมายความถึง “การที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ”

ใครแจ้งความร้องทุกข์ได้บ้าง

จากคำนิยามข้างต้น อธิบายได้ว่า ผู้ร้องทุกข์ต้องเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายหรือเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหาย โดยต้องร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจรับคำร้องทุกข์ คือ พนักงานสอบสวน หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่รองหรือเหนือพนักงานสอบสวน และเป็นผู้ซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายก็ได้

การแจ้งความร้องทุกข์ มีลักษณะอย่างไร

ผู้ที่ต้องการร้องทุกข์จะต้องมีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ โดยต้องระบุอย่างละเอียดว่า มีความประสงค์จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย หากมีเพียงเจตนาแจ้งให้พนักงานสอบสวนรับทราบไว้เป็นหลักฐานเท่านั้นจะไม่ใช่การร้องทุกข์

อีกทั้งการร้องทุกข์ไม่จำเป็นต้องระบุฐานความผิดเอาไว้ หรือไม่จำเป็นต้องรู้ข้อกฎหมายว่าเป็นความผิดข้อหาใด เพียงแค่เล่าเรื่องราวให้พนักงานสอบสวนฟังเพราะเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนที่จะตั้งข้อหาเอง

และการร้องทุกข์จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ได้ แม้ไม่รู้ว่าผู้ใดกระทำความผิดอาจระบุเพียงลักษณะแห่งความผิดและพฤติการณ์ต่าง ๆ และความเสียหายที่ได้รับเท่าที่จะบอกได้ก็เพียงพอที่จะเป็นคำร้องทุกข์ได้ หรืออธิบายให้เห็นภาพชัดเจน ดังนี้

  • การร้องทุกข์ต้องมีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น
  • การร้องทุกข์จะต้องรู้ตัวผู้กระทำผิดหรือไม่ก็ได้
  • การร้องทุกข์ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย
  • การร้องทุกข์มีการกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่
  • การร้องทุกข์กล่าวหาโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ

การลงบันทึกประจำวัน คืออะไร

ส่วนการแจ้งความอีก 1 รูปแบบ อย่าง “การลงบันทึกประจำวัน” คือ การแจ้งให้พนักงานสอบสวนจดข้อความลงไปในรายงานประจำวันเพื่อเป็นหลักฐาน ไม่ใช่การมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ถือเป็นการร้องทุกข์ เพราะไม่มีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ เป็นเพียงการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น

ลงบันทึกประจำวันกรณีใดได้บ้าง

ส่วนใหญ่การลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานจะเป็นเรื่องเอกสารสำคัญหาย เช่น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง เพื่อจะได้นำบันทึกประจำวันไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานเพื่อทำเอกสารฉบับใหม่ขึ้นมา หรือกรณีใบเสร็จรับเงิน สัญญา สูญหาย เป็นต้น

การแจ้งความร้องทุกข์ มีลักษณะอย่างไร

หากผู้เสียหายประสงค์จะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต้องตรวจสอบว่าการที่ไปแจ้งความนั้น ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดหรือไม่ เพราะหากเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ เช่น คดีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ทำให้เสียทรัพย์ ฉ้อโกง หมิ่นประมาท บุกรุก เป็นต้น จะมีอายุความเพียง 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

ถ้าเพียงลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานอาจจะทำให้คดีขาดอายุความได้ และไม่สามารถแจ้งความร้องทุกข์ให้เอาผิดกับผู้กระทำความผิดได้อีกเนื่องจากขาดอายุความร้องทุกข์

การยื่นคำกล่าวโทษ

สำหรับการยื่นคำกล่าวโทษ ผู้ที่ยื่นเรื่องสามารถเป็นใครก็ได้ ที่พบเห็นเหตุการณ์ พบผู้เสียหาย หรือ พบการกระทำผิด แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีการทำผิดหรือความเสียหายเกิดขึ้น โดยจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวผู้กระทำผิดก็ได้ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาดำเนินคดีต่อไป

จะเห็นว่า ไม่ใช่เพียงแค่ผู้เสียหายจะเดินขึ้นโรงพักเพื่อแจ้งเรื่องราวกับตำรวจและจะสามารถทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษอย่างง่ายดาย แต่ต้องตรวจสอบให้ดีอีกครั้งว่า ที่ได้แจ้งความไปนั้น เป็นการ “แจ้งความร้องทุกข์” หรือ “บันทึกประจำวัน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...