CPALL หุ้นค้าปลีกรายใหญ่ ราคาหุ้นไม่หวือหวา แต่ธุรกิจมั่นคง แนะหาจังหวะ “ซื้อ” รับการฟื้นตัวครึ่งปีหลัง
เชื่อว่าหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับหุ้น CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ 7-Elevenและลงทุนในธุรกิจสนับสนุนร้านสะดวกซื้อ เช่น ผลิตและจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปและเบเกอรี่ ตัวแทนรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจศูนย์จำหน่ายสินค้าแบบชำระเงินสดและบริการตนเองภายใต้ชื่อ "แม็คโคร"
โดย ณ สิ้นปี 2564 ร้านสะดวกซื้อ 7-Elevenมีสาขาทั่วประเทศรวม 13,134 สาขา แบ่งเป็น ร้านของบริษัท 6,280 สาขา คิดเป็น 48%, ร้าน Store Business Partner 6,020 สาขา คิดเป็น 46% และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 834 สาขา คิดเป็น 6%
ในด้านการลงทุน CPALL มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap)อยู่ที่ 597,376.24 ล้านบาท นับเป็นหุ้นที่มี Market Capสูงเป็นอันดับที่ 5 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พ.ค. 65)และถือเป็นหนึ่งในหุ้นใหญ่กลุ่มค้าปลีกยอดฮิตของนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ
CPALL ธุรกิจเข้าใจง่าย สร้างการเติบโตผ่านสาขา
สำหรับประเด็นที่ CPALL เหมาะจะเป็น “หุ้นตัวแรก”ในการเริ่มต้นทุนหรือไม่นั้น คุณกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า รูปแบบธุรกิจของ CPALL ค่อนข้างเข้าใจง่าย การเติบโตจะมาจาก 2 ทาง คือ การขยายสาขาใหม่เพิ่มเติม หากยอดขายสาขาเดิมมีการเติบโต แสดงว่าภาคการบริโภคโดยรวมยังดีอยู่ แต่ก็อาจมีบางช่วงที่ยอดขายสาขาเดิมติดลบ แต่ภาพรวมบริษัทไม่แย่ เพราะมีการขยายสาขาใหม่ ซึ่งเข้ามาบาลานซ์ให้กำไรเติบโตดีอยู่ เพราะฉะนั้นการดูยอดขายสาขาเดิมและยอดขายสุทธิก็จะบอกได้ว่าสถานะของบริษัท ณ เวลานั้นเป็นอย่างไร
ในแง่การทำธุรกิจ CPALL ไม่ได้มีความซับซ้อนมาก เพราะกลยุทธ์ที่บริษัทใช้ คือ พยายามให้ผู้บริโภคใช้บริการได้ง่ายและมีการซื้อซ้ำบ่อย ให้ยอดซื้อต่อใบเสร็จเพิ่มสูงขึ้น โดยใช้วิธีเปิดสาขาเยอะๆ เพื่อสะดวกต่อการใช้บริการ ส่วนการทำให้ยอดซื้อต่อใบเสร็จสูงขึ้นอาจทำได้ยาก แต่บริษัทใช้การนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผู้บริโภคใช้บ่อยมาจำหน่ายเพิ่ม แก็ดเจ็ตไอทีต่างๆ หรือเครืองสำอางและครีมบำรุงผิว ซึ่งจะช่วยเพิ่มขนาดใบเสร็จได้
นอกจากการเพิ่มรายได้และความถี่ในการใช้บริการแล้ว CPALL ยังมีการเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น โดยการปรับโปรดักต์มิกซ์เพื่อให้มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้นและเหมาะสมกับแต่ละสาขา ซึ่งสินค้าประเภทอาหารพร้อมทาน เครื่องดื่ม และอาหารปรุงสด มีอัตรากำไรที่สูงกว่าการขายสินค้าปกติทั่วไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มได้ทั้งยอดซื้อต่อใบเสร็จและอัตรากำไรขั้นต้น
เพราะฉะนั้น CPALL จึงเหมาะเป็นหุ้นตัวแรก ในแง่ธุรกิจที่มีความง่าย แต่จุดที่ต้องระมัดระวังก็มีเช่นกัน คือ ธุรกิจค้าปลีกจะอิงกับภาพรวมเศรษฐกิจ หากช่วงไหนคนไม่มีกำลังซื้อ รายได้อาจไม่ดี แต่ช่วงไหนกำลังซื้อฟื้นตัว คนมีรายได้เพิ่มขึ้น รายได้ของ CPALL ก็จะดีตามไปด้วย ซึ่งนักลงทุนสามารถติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจเพื่อประเมินการเติบโตของ CPALL ได้จาก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และราคาสินค้าเกษตร หรือหากเข้าใจบริบททางเศรษฐกิจ เช่น ไตรมาส 1/65 ที่มีการระบาดของโอไมครอนและไตรมาส 2/65 มาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของภาครัฐจะหมดลง ทำให้เดือน 5-6 คนจะมีเงินน้อยลง และอาจทำให้รายได้ของกลุ่มค้าปลีกปรับลดลง แต่พอถึงช่วงครึ่งปีหลังการเปิดประเทศเดินหน้าได้ต่อเนื่อง เราอาจเห็นภาพของการฟื้นตัว ซึ่งจังหวะการเข้าซื้อที่ดี
ส่วนประเด็นที่ซับซ้อนมากขึ้น อย่างการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนของบริษัทลูกเพราะปัจจุบัน CPALLเน้นโตในประเทศเป็นหลัก แต่ CPALL อาจใช้แม็คโครเป็นกลไกลในการเติบโตต่างประเทศ หรือใช้โลตัสซึ่งมีแพลตฟอร์มการไปต่างประเทศที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นธุรกิจของบริษัทย่อย ผลบวกที่ CPALL จะได้รับก็จะเป็นส่วนรองลงมา ดังนั้นหุ้น CPALL จึงเป็นหุ้นที่ต้องเน้นการเติบโตในประเทศเป็นหลัก ส่วนการเติบโตต่างประเทศอาจเป็นส่วนเสริมที่ต้องติดตามในระยะยาว
ในส่วนของเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาเป็นผลบวกให้กับหุ้น CPALL นั้น มองว่าจะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนต่างชาติเห็นการบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัว
“หุ้น CPALL เป็นหุ้นขนาดใหญ่ มีธุรกิจที่มั่นคง แต่มีข้อเสีย คือ พอสาขาเยอะ หน่วยสร้างรายได้เยอะ โอกาสที่จะเกิดภาวะแย่มากๆ จึงไม่บ่อย ดังนั้น ด้วยธุรกิจที่แข็งแกร่ง หุ้นจึงซื้อขาย P/E ค่อนข้างแพง และราคาไม่หวือหวา การซื้อหุ้นตัวนี้ในภาวะที่ทุกอย่างดีและหวังจะได้กำไรจึงยากมาก เพราะฉะนั้นนักลงทุนต้องหาจังหวะเข้าซื้อในช่วงที่ธุรกิจไม่ดี แต่ไม่ได้กระทบกับพื้นฐานของบริษัท ต้องเป็นช่วงไม่ดีที่เกิดจากวัฏจักรเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเราจะเห็นแล้วว่ารอยต่อระหว่างไตรมาส 2/65 ไปยังไตรมาส 3/65 อาจสะดุด จากเม็ดเงินที่หายไปจากการสิ้นสุดมาตรการรัฐหลายอย่าง ซึ่งทำให้การบริโภคชะลอ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังหากการเปิดประเทศต่อเนื่อง เศรษฐกิจน่าจะเริ่มกลับมาเติบโต นักลงทุนจึงต้องเล็งภาวะในลักษณะแบบนี้ เพื่อให้ได้อัพไซด์”คุณกิจพณ กล่าวปิดท้าย