โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

CPALL หุ้นค้าปลีกรายใหญ่ ราคาหุ้นไม่หวือหวา แต่ธุรกิจมั่นคง แนะหาจังหวะ “ซื้อ” รับการฟื้นตัวครึ่งปีหลัง

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 00.04 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 10.14 น. • ศุภมาศ ศรีขำ

เชื่อว่าหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับหุ้น CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ 7-Elevenและลงทุนในธุรกิจสนับสนุนร้านสะดวกซื้อ เช่น ผลิตและจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปและเบเกอรี่ ตัวแทนรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจศูนย์จำหน่ายสินค้าแบบชำระเงินสดและบริการตนเองภายใต้ชื่อ "แม็คโคร"
โดย ณ สิ้นปี 2564 ร้านสะดวกซื้อ 7-Elevenมีสาขาทั่วประเทศรวม 13,134 สาขา แบ่งเป็น ร้านของบริษัท 6,280 สาขา คิดเป็น 48%, ร้าน Store Business Partner 6,020 สาขา คิดเป็น 46% และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 834 สาขา คิดเป็น 6%
ในด้านการลงทุน CPALL มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap)อยู่ที่ 597,376.24 ล้านบาท นับเป็นหุ้นที่มี Market Capสูงเป็นอันดับที่ 5 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พ.ค. 65)และถือเป็นหนึ่งในหุ้นใหญ่กลุ่มค้าปลีกยอดฮิตของนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ

CPALL ธุรกิจเข้าใจง่าย สร้างการเติบโตผ่านสาขา

สำหรับประเด็นที่ CPALL เหมาะจะเป็น “หุ้นตัวแรก”ในการเริ่มต้นทุนหรือไม่นั้น คุณกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า รูปแบบธุรกิจของ CPALL ค่อนข้างเข้าใจง่าย การเติบโตจะมาจาก 2 ทาง คือ การขยายสาขาใหม่เพิ่มเติม หากยอดขายสาขาเดิมมีการเติบโต แสดงว่าภาคการบริโภคโดยรวมยังดีอยู่ แต่ก็อาจมีบางช่วงที่ยอดขายสาขาเดิมติดลบ แต่ภาพรวมบริษัทไม่แย่ เพราะมีการขยายสาขาใหม่ ซึ่งเข้ามาบาลานซ์ให้กำไรเติบโตดีอยู่ เพราะฉะนั้นการดูยอดขายสาขาเดิมและยอดขายสุทธิก็จะบอกได้ว่าสถานะของบริษัท ณ เวลานั้นเป็นอย่างไร
ในแง่การทำธุรกิจ CPALL ไม่ได้มีความซับซ้อนมาก เพราะกลยุทธ์ที่บริษัทใช้ คือ พยายามให้ผู้บริโภคใช้บริการได้ง่ายและมีการซื้อซ้ำบ่อย ให้ยอดซื้อต่อใบเสร็จเพิ่มสูงขึ้น โดยใช้วิธีเปิดสาขาเยอะๆ เพื่อสะดวกต่อการใช้บริการ ส่วนการทำให้ยอดซื้อต่อใบเสร็จสูงขึ้นอาจทำได้ยาก แต่บริษัทใช้การนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผู้บริโภคใช้บ่อยมาจำหน่ายเพิ่ม แก็ดเจ็ตไอทีต่างๆ หรือเครืองสำอางและครีมบำรุงผิว ซึ่งจะช่วยเพิ่มขนาดใบเสร็จได้
นอกจากการเพิ่มรายได้และความถี่ในการใช้บริการแล้ว CPALL ยังมีการเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น โดยการปรับโปรดักต์มิกซ์เพื่อให้มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้นและเหมาะสมกับแต่ละสาขา ซึ่งสินค้าประเภทอาหารพร้อมทาน เครื่องดื่ม และอาหารปรุงสด มีอัตรากำไรที่สูงกว่าการขายสินค้าปกติทั่วไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มได้ทั้งยอดซื้อต่อใบเสร็จและอัตรากำไรขั้นต้น
เพราะฉะนั้น CPALL จึงเหมาะเป็นหุ้นตัวแรก ในแง่ธุรกิจที่มีความง่าย แต่จุดที่ต้องระมัดระวังก็มีเช่นกัน คือ ธุรกิจค้าปลีกจะอิงกับภาพรวมเศรษฐกิจ หากช่วงไหนคนไม่มีกำลังซื้อ รายได้อาจไม่ดี แต่ช่วงไหนกำลังซื้อฟื้นตัว คนมีรายได้เพิ่มขึ้น รายได้ของ CPALL ก็จะดีตามไปด้วย ซึ่งนักลงทุนสามารถติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจเพื่อประเมินการเติบโตของ CPALL ได้จาก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และราคาสินค้าเกษตร หรือหากเข้าใจบริบททางเศรษฐกิจ เช่น ไตรมาส 1/65 ที่มีการระบาดของโอไมครอนและไตรมาส 2/65 มาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของภาครัฐจะหมดลง ทำให้เดือน 5-6 คนจะมีเงินน้อยลง และอาจทำให้รายได้ของกลุ่มค้าปลีกปรับลดลง แต่พอถึงช่วงครึ่งปีหลังการเปิดประเทศเดินหน้าได้ต่อเนื่อง เราอาจเห็นภาพของการฟื้นตัว ซึ่งจังหวะการเข้าซื้อที่ดี
ส่วนประเด็นที่ซับซ้อนมากขึ้น อย่างการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนของบริษัทลูกเพราะปัจจุบัน CPALLเน้นโตในประเทศเป็นหลัก แต่ CPALL อาจใช้แม็คโครเป็นกลไกลในการเติบโตต่างประเทศ หรือใช้โลตัสซึ่งมีแพลตฟอร์มการไปต่างประเทศที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นธุรกิจของบริษัทย่อย ผลบวกที่ CPALL จะได้รับก็จะเป็นส่วนรองลงมา ดังนั้นหุ้น CPALL จึงเป็นหุ้นที่ต้องเน้นการเติบโตในประเทศเป็นหลัก ส่วนการเติบโตต่างประเทศอาจเป็นส่วนเสริมที่ต้องติดตามในระยะยาว
ในส่วนของเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาเป็นผลบวกให้กับหุ้น CPALL นั้น มองว่าจะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนต่างชาติเห็นการบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัว
“หุ้น CPALL เป็นหุ้นขนาดใหญ่ มีธุรกิจที่มั่นคง แต่มีข้อเสีย คือ พอสาขาเยอะ หน่วยสร้างรายได้เยอะ โอกาสที่จะเกิดภาวะแย่มากๆ จึงไม่บ่อย ดังนั้น ด้วยธุรกิจที่แข็งแกร่ง หุ้นจึงซื้อขาย P/E ค่อนข้างแพง และราคาไม่หวือหวา การซื้อหุ้นตัวนี้ในภาวะที่ทุกอย่างดีและหวังจะได้กำไรจึงยากมาก เพราะฉะนั้นนักลงทุนต้องหาจังหวะเข้าซื้อในช่วงที่ธุรกิจไม่ดี แต่ไม่ได้กระทบกับพื้นฐานของบริษัท ต้องเป็นช่วงไม่ดีที่เกิดจากวัฏจักรเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเราจะเห็นแล้วว่ารอยต่อระหว่างไตรมาส 2/65 ไปยังไตรมาส 3/65 อาจสะดุด จากเม็ดเงินที่หายไปจากการสิ้นสุดมาตรการรัฐหลายอย่าง ซึ่งทำให้การบริโภคชะลอ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังหากการเปิดประเทศต่อเนื่อง เศรษฐกิจน่าจะเริ่มกลับมาเติบโต นักลงทุนจึงต้องเล็งภาวะในลักษณะแบบนี้ เพื่อให้ได้อัพไซด์”คุณกิจพณ กล่าวปิดท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...