โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชีวิตตอนกลางคืนของคนกรุงเทพฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นอย่างไร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 05.30 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 00.21 น.
ย่านบางรักและอาคารไปรษณีย์กลาง สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายทางอากาศ ของวิลเลียม ฮันท์

ชีวิตตอนกลางคืนของคนกรุงเทพฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนโรงไฟฟ้าถูกระเบิดถล่ม เป็นอย่างไร?

หลังจากกองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เป็นผลให้ไทยต้องอยู่ฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่นโดยปริยาย จนเมื่อรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศสงครามต่ออังกฤษ และสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 ไทยจึงเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ และนั่นทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของฝ่ายพันธมิตร

การโจมตีนั้นคือการทิ้งระเบิดทางอากาศ มีเป้าหมายเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการทหาร และจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น สถานีรถไฟบางกอกน้อย สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) สะพานพระพุทธยอดฟ้า สะพานพระราม 6 ซึ่งสถานที่เหล่านี้ล้วนเป็นจุดสำคัญในการคมนาคมลำเลียงกำลังทหาร และอาวุธยุโธปกรณ์

นอกจากนี้ เป้าหมายการโจมตีทางอากาศยังรวมถึงโรงไฟฟ้า 2 แห่งในกรุงเทพฯ นั่นคือ โรงไฟฟ้าวัดเลียบ (วัดราชบุรณราชวรวิหาร) และโรงไฟฟ้าสามเสน

การทิ้งระเบิดทางอากาศมักจะทำในตอนกลางคืน เพราะเครื่องบินทิ้งระเบิดมักจะใช้ความมืดอำพรางตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับและการยิงสกัดจากปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยาน ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยก็ประกาศให้ประชาชนแต่ละบ้านพรางแสงไฟในยามค่ำคืน เพราะแสงไฟอาจช่วยเป็นเป้าบอกจุดพิกัดตำแหน่งสำคัญของกรุงเทพฯ ได้นั่นเอง

ผลของการพรางแสงไฟทำให้กรุงเทพฯ ยามค่ำคืนตกอยู่ในความมืด แต่ก็ไม่ถึงกับมืดมิด เพราะยังสามารถใช้ไฟฟ้าได้อยู่ ชีวิตตอนกลางคืนของคนกรุงเทพฯ ในช่วงนี้จึงยังดำเนินไปอยู่บ้าง ย่านกลางคืนหลายแห่งยังเปิดบริการลูกค้าเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นย่านเยาวราช ราชวงศ์ ตลาดบำเพ็ญบุญ บางรัก ฯลฯ แต่อาจปิดบริการเร็วขึ้นกว่าเดิม เพราะกลัวเครื่องบินจะบินมาทิ้งระเบิด หรือปิดบริการเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศหรือเสียงหวอดังขึ้น

สรศัลย์ แพ่งสภา นักเขียนสารคดีผู้มีประสบการณ์ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เล่าถึงสภาพกรุงเทพฯ ในยุคที่ต้องพรางแสงไฟเอาไว้ว่า

“ในภาวะที่ต้องพรางแสงไฟทั้งเมือง ถ้าเป็นต่างจังหวัดไม่ถึงสองทุ่มก็ปิดบ้านเงียบหมดแล้ว แต่ในเมืองกรุงยังมีรถโดยสารประจำทาง รถราง บริการประชาชนอยู่ แต่ก็ไม่กี่คัน นานทีจะมีขึ้นหรือล่องมาสักคัน ไฟส่องทางหรือไฟหน้าริบหรี่ ห้องผู้โดยสารเกือบมืดสนิท

ไม่ถึงสี่ทุ่มก็หยุดเดิน บนถนนโล่งเงียบเหมือนเมืองร้าง มีแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สารวัตรทหาร และผู้เกี่ยวข้องกับการป้องกันภัยทางอากาศเดินกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ราษฎรธรรมดาออกไปมาน้อยมาก จะมีผ่านไปมาบ้างก็สามล้อรับจ้าง โรงภาพยนตร์บางโรงยังฉายให้ความบันเทิงอยู่ แต่ก็เลิกไม่เกินสองทุ่ม ถ้าหวอมาก็ตัวใครตัวมัน”

กิจการที่เปิดให้บริการยามค่ำคืนก็เช่น โรงมหรสพ โรงภาพยนตร์ สถานที่เต้นรำ (เรียกกันว่า ฮอลล์) วิกลิเก ภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงน้ำชา สถานกินดื่น (เช่น บาร์) ร้านค้า บ่อนการพนัน สำนักโสเภณี ฯลฯ

ต่อมา เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายสงคราม ฝ่ายพันธมิตรทิ้งระเบิดโจมตีกรุงเทพฯ ถี่มากขึ้น และยังโจมตีช่วงกลางวันอีกด้วย ปรากฏว่าช่วงบ่ายของวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2488 เครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายพันธมิตรโจมตีกรุงเทพฯ จนสามารถทำลายโรงไฟฟ้าวัดเลียบและโรงไฟฟ้าสามเสนได้

ผลจากการโจมตีทางอากาศทำให้โรงไฟฟ้าเสียหายหนัก ส่งผลให้เมืองขาดไฟฟ้าใช้ แม้แต่โรงประปาที่แยกแม้นศรีก็ได้รับผลกระทบ จนไม่สามารถจ่ายน้ำประปาได้ ทำให้คนในกรุงเทพฯ ตกอยู่ในความมืด และไม่มีน้ำประปาใช้ถึงราว 5 เดือน

เมื่อไม่มีไฟฟ้าใช้ก็ต้องกลับไปใช้อุปกรณ์ให้แสงสว่างเหมือนแต่ก่อน อย่างเครื่องตามประทีป และตะเกียง บางครอบครัวที่มีอันจะกินก็ใช้ตะเกียงแก๊สให้แสงสว่างแทนหลอดไฟฟ้า แต่ครอบครัวใดยากจนก็จะใช้เทียนไข ตะเกียงน้ำมันมะพร้าว น้ำมันก๊าด หรือน้ำมันหมู จุดให้แสงสว่างแทน

กิจการที่เปิดให้บริการยามค่ำคืนได้รับผลกระทบหนัก บรรยากาศชีวิตตอนกลางคืนของคนกรุงเทพฯ ในช่วงนี้ สรศัลย์ บรรยายไว้ว่า

“ชีวิตกรุงเทพฯ ยุคตะเกียงนั้นมืดทึบและเงียบ ผู้คนอพยพออกไปกว่าครึ่งเมือง ไฟฟ้าหยุดสว่าง รถรางหยุดวิ่ง กระดิ่งสามล้อยังดัง พรรค์ยังงั้นยังมีดี ทั้งนี้ทั้งนั้นต่างอยู่ภายใต้แสงเรือง ๆ ริบหรี่ของตะเกียงน้ำมันมะพร้าว ตกค่ำร้านริมถนนรนแคมปิดเงียบ ที่ไหนเปิดสามล้อรู้ แต่ถ้าจะไปก็ต้องช่วยกันปะยางสูบยางตามโอกาสนะครับ สามทุ่มจัดว่าดึกมากแล้วตอนนั้น”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

วีระยุทธ ปีสาลี.กรุงเทพฯ ยามราตรี. มติชน, 2557.

ณัฐพล ใจจริง. ชะตากรรมชาวพระนคร เมื่อโรงไฟฟ้าวัดเลียบ และโรงฟ้าสามเสนถูกทำลาย (จบ), จาก https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_774151

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 ตุลาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชีวิตตอนกลางคืนของคนกรุงเทพฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นอย่างไร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...