โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

บล.บัวหลวง คาดหุ้นไทยสิ้นปี 68 ที่ 1,280 จุด แนะ ‘สะสม’ หุ้นกลุ่ม Global Play รับเศรษฐกิจเข้าสู่จุดต่ำสุดใน Q3/68

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 ส.ค. 2568 เวลา 13.30 น. • เผยแพร่ 19 ส.ค. 2568 เวลา 06.30 น.

บล.บัวหลวง ประเมินตลาดหุ้นไทยช่วง Q3/68 มีโอกาสปรับฐาน รับเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงที่ต่ำที่สุดจากหลายปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ พร้อมคาดว่าดัชนีจะเริ่มฟื้นตัวใน Q4/68 หากความเสี่ยงทางการเมืองคลี่คลาย โดยตั้งเป้า SET Index สิ้นปี 68 ที่ 1,280 จุด และแนะนำให้ใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานทยอยสะสมหุ้นกลุ่ม Global Play

19 สิงหาคม 2568 นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานประเมินสถานการณ์ตลาดหุ้นครึ่งปีแรก พร้อมวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนโค้งสุดท้ายของปี 68 ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทย (SET INDEX) ในช่วงไตรมาส 3/68 มีโอกาสปรับฐานสูง

เนื่องจากยังเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯที่มีความเสี่ยงต่อภาคการส่งออกไทย,ทิศทางกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีโอกาสอ่อนตัวลง,การเมืองในประเทศ รวมถึงแนวโน้มเม็ดเงินฟันด์โฟลว์ต่างชาติที่เริ่มไหลออก

อย่างไรก็ตามประเมินแนวรับของดัชนีรอบนี้กรณีแย่สุดที่ 1,150 จุด ซึ่งถือเป็นการเทรดที่ต่ำกว่าระดับ -1SD และส่วนตัวไม่คิดว่าดัชนีหุ้นไทยจะทำจุดต่ำสุดใหม่ จากเดิมที่ระดับ 1,050 จุดแล้ว หากไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯถดถอยหรือการเมืองภายในประเทศมีปัญหาจนไปต่อไม่ได้

ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 3/68 จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยแตะระดับต่ำสุดก่อนจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4/68 หากความเสี่ยงทางการเมืองไม่มีความรุนแรงและสามารถหาจุดลงตัวได้

ขณะเดียวกันมาตรการภาษีของสหรัฐฯมีแนวโน้มไม่ส่งผลกระทบเกินคาด เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยใกล้เคียงกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวมีโอกาสที่หุ้นไทยจะค่อยๆฟื้นตัวสู่เป้าหมาย SET Index สิ้นปี 2568 ในกรอบ 1,280 จุด โดยอ้างอิงสมมติฐานการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ระดับ 6.6% และค่า P/E เฉลี่ย 15.7 เท่า

ขณะที่ภายใต้กรอบดังกล่าวแนะนำนักลงทุนใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานทยอยสะสมหุ้น โดยมองว่าหุ้นกลุ่ม Global Play ที่มีการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกและมูลค่าหุ้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เช่น กลุ่มปิโตรเคมี,กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ผลิตอาหารสัตว์มีแนวโน้มจะเป็นกลุ่มนำตลาดรอบนี้

ขณะที่หุ้นกลุ่ม Domestic Play ยังถูกกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งกลุ่มที่ถูกกระทบมาก เช่น อสังหาริมทรัพย์, การก่อสร้าง, ไฟแนนซ์เช่าซื้อ,สินเชื่อบุคคล และสื่อมีเดีย ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบปานกลางถึงน้อย ได้แก่ ธนาคาร, ร้านสะดวกซื้อ, โรงพยาบาล และท่องเที่ยว

นายชัยพร กล่าวว่า ปัจจัยด้านการเมืองในประเทศที่อาจเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะในประเด็นศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ อย่างไรก็ดีประเมินว่ารัฐบาลจะไม่มีการยุบสภา แต่อาจเห็นนายกรัฐมนตรีลาออก และพรรคเพื่อไทยแต่งตั้ง นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อชิงความได้เปรียบก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งในครั้งถัดไป

หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้ตอบรับเชิงบวกมากนัก เนื่องจากอยู่ในช่วงของการปรับฐาน จึงแนะเป็นจังหวะเข้าสะสมในช่วงที่ตลาดย่อตัวลง แต่หากเกิดกรณียุบสภาคาดตลาดจะมีแรงขายออกมาในช่วงระยะสั้น

ในส่วนของปัจจัยภายนอกประเทศนั้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวหากตัวเลขเงินเฟ้อได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประมาณ 1-2 ครั้ง รวม 0.50% ในช่วงครึ่งหลังของปี และอาจปรับลดเพิ่มเติมในปี 2569 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง ในช่วงครึ่งหลังของปี และอีก 1 ครั้ง ในปี 2569 สอดคล้องกับแนวโน้มเงินเฟ้อไทยที่ยังอยู่ระดับต่ำที่ประมาณ 1%

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดจะได้รับผลกระทบเชิงบวกจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เช่น กลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ เช่น BTG, TFG, GFPT และ CPF ซึ่งได้รับประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่ลดลง เช่น ข้าวโพดและถั่วเหลือง โดยประเมินว่ากลุ่มดังกล่าวจะมีผลบวกต่อกำไรเฉลี่ย 13.7% โดย BTG จะได้รับผลบวกสูงสุด 16.49%

กลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA ที่มีสัดส่วนรายได้จากตลาดสหรัฐฯประมาณ 20-30% แต่ DELTA อาจได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center, Cloud และ AI ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่กลุ่มส่งออกอาหาร เช่น TU และบริษัทลูก ITC ที่มีรายได้จากตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างสูงอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนภาษี แต่ยังมีโอกาสบรรเทาผลกระทบผ่านการเจรจากับผู้นำเข้าสหรัฐฯ

นายชัยพร กล่าวว่า กลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน ให้น้ำหนักการลงทุนตราสารหนี้ในระดับสูงกว่าปกติที่ประมาณ 56% (จากระดับปกติไม่เกิน 20%) เพื่อรับประโยชน์จากแนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ย และสามารถควบคุมความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้ดี ขณะที่ให้น้ำหนักในหุ้น 48% และทองคำ 6% ในส่วนของการลงทุนในหุ้น แนะนำกระจายลงทุนในต่างประเทศ ได้แก่ หุ้นสหรัฐฯ11%, ญี่ปุ่น 4%, จีน (เน้นกลุ่มเทคโนโลยี) 7%, เวียดนาม 7%, อินเดีย 4% และไทย 5%

นอกจากนี้ผู้ที่สนใจลงทุนในต่างประเทศยังสามารถเลือกลงทุนผ่านตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศหรือ DR ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ปัจจุบันหลักทรัพย์บัวหลวง มี DR01 ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) รวมทั้งสิ้น 27 หลักทรัพย์

ครอบคลุมการลงทุนในดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา, จีน, ฮ่องกง,เวียดนาม, อินเดีย, ญี่ปุ่น และหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา, ฮ่องกง และยุโรป โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(มาร์เก็ตแคป) 13,677.5 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดราว 40% ของทั้งอุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ วันที่ 7 ส.ค.68)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...