บล.บัวหลวง คาดหุ้นไทยสิ้นปี 68 ที่ 1,280 จุด แนะ ‘สะสม’ หุ้นกลุ่ม Global Play รับเศรษฐกิจเข้าสู่จุดต่ำสุดใน Q3/68
บล.บัวหลวง ประเมินตลาดหุ้นไทยช่วง Q3/68 มีโอกาสปรับฐาน รับเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงที่ต่ำที่สุดจากหลายปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ พร้อมคาดว่าดัชนีจะเริ่มฟื้นตัวใน Q4/68 หากความเสี่ยงทางการเมืองคลี่คลาย โดยตั้งเป้า SET Index สิ้นปี 68 ที่ 1,280 จุด และแนะนำให้ใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานทยอยสะสมหุ้นกลุ่ม Global Play
19 สิงหาคม 2568 นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานประเมินสถานการณ์ตลาดหุ้นครึ่งปีแรก พร้อมวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนโค้งสุดท้ายของปี 68 ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทย (SET INDEX) ในช่วงไตรมาส 3/68 มีโอกาสปรับฐานสูง
เนื่องจากยังเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯที่มีความเสี่ยงต่อภาคการส่งออกไทย,ทิศทางกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีโอกาสอ่อนตัวลง,การเมืองในประเทศ รวมถึงแนวโน้มเม็ดเงินฟันด์โฟลว์ต่างชาติที่เริ่มไหลออก
อย่างไรก็ตามประเมินแนวรับของดัชนีรอบนี้กรณีแย่สุดที่ 1,150 จุด ซึ่งถือเป็นการเทรดที่ต่ำกว่าระดับ -1SD และส่วนตัวไม่คิดว่าดัชนีหุ้นไทยจะทำจุดต่ำสุดใหม่ จากเดิมที่ระดับ 1,050 จุดแล้ว หากไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯถดถอยหรือการเมืองภายในประเทศมีปัญหาจนไปต่อไม่ได้
ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 3/68 จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยแตะระดับต่ำสุดก่อนจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4/68 หากความเสี่ยงทางการเมืองไม่มีความรุนแรงและสามารถหาจุดลงตัวได้
ขณะเดียวกันมาตรการภาษีของสหรัฐฯมีแนวโน้มไม่ส่งผลกระทบเกินคาด เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยใกล้เคียงกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวมีโอกาสที่หุ้นไทยจะค่อยๆฟื้นตัวสู่เป้าหมาย SET Index สิ้นปี 2568 ในกรอบ 1,280 จุด โดยอ้างอิงสมมติฐานการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ระดับ 6.6% และค่า P/E เฉลี่ย 15.7 เท่า
ขณะที่ภายใต้กรอบดังกล่าวแนะนำนักลงทุนใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานทยอยสะสมหุ้น โดยมองว่าหุ้นกลุ่ม Global Play ที่มีการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกและมูลค่าหุ้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เช่น กลุ่มปิโตรเคมี,กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ผลิตอาหารสัตว์มีแนวโน้มจะเป็นกลุ่มนำตลาดรอบนี้
ขณะที่หุ้นกลุ่ม Domestic Play ยังถูกกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งกลุ่มที่ถูกกระทบมาก เช่น อสังหาริมทรัพย์, การก่อสร้าง, ไฟแนนซ์เช่าซื้อ,สินเชื่อบุคคล และสื่อมีเดีย ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบปานกลางถึงน้อย ได้แก่ ธนาคาร, ร้านสะดวกซื้อ, โรงพยาบาล และท่องเที่ยว
นายชัยพร กล่าวว่า ปัจจัยด้านการเมืองในประเทศที่อาจเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะในประเด็นศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ อย่างไรก็ดีประเมินว่ารัฐบาลจะไม่มีการยุบสภา แต่อาจเห็นนายกรัฐมนตรีลาออก และพรรคเพื่อไทยแต่งตั้ง นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อชิงความได้เปรียบก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งในครั้งถัดไป
หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้ตอบรับเชิงบวกมากนัก เนื่องจากอยู่ในช่วงของการปรับฐาน จึงแนะเป็นจังหวะเข้าสะสมในช่วงที่ตลาดย่อตัวลง แต่หากเกิดกรณียุบสภาคาดตลาดจะมีแรงขายออกมาในช่วงระยะสั้น
ในส่วนของปัจจัยภายนอกประเทศนั้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวหากตัวเลขเงินเฟ้อได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประมาณ 1-2 ครั้ง รวม 0.50% ในช่วงครึ่งหลังของปี และอาจปรับลดเพิ่มเติมในปี 2569 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง ในช่วงครึ่งหลังของปี และอีก 1 ครั้ง ในปี 2569 สอดคล้องกับแนวโน้มเงินเฟ้อไทยที่ยังอยู่ระดับต่ำที่ประมาณ 1%
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดจะได้รับผลกระทบเชิงบวกจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เช่น กลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ เช่น BTG, TFG, GFPT และ CPF ซึ่งได้รับประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่ลดลง เช่น ข้าวโพดและถั่วเหลือง โดยประเมินว่ากลุ่มดังกล่าวจะมีผลบวกต่อกำไรเฉลี่ย 13.7% โดย BTG จะได้รับผลบวกสูงสุด 16.49%
กลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA ที่มีสัดส่วนรายได้จากตลาดสหรัฐฯประมาณ 20-30% แต่ DELTA อาจได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center, Cloud และ AI ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่กลุ่มส่งออกอาหาร เช่น TU และบริษัทลูก ITC ที่มีรายได้จากตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างสูงอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนภาษี แต่ยังมีโอกาสบรรเทาผลกระทบผ่านการเจรจากับผู้นำเข้าสหรัฐฯ
นายชัยพร กล่าวว่า กลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน ให้น้ำหนักการลงทุนตราสารหนี้ในระดับสูงกว่าปกติที่ประมาณ 56% (จากระดับปกติไม่เกิน 20%) เพื่อรับประโยชน์จากแนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ย และสามารถควบคุมความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้ดี ขณะที่ให้น้ำหนักในหุ้น 48% และทองคำ 6% ในส่วนของการลงทุนในหุ้น แนะนำกระจายลงทุนในต่างประเทศ ได้แก่ หุ้นสหรัฐฯ11%, ญี่ปุ่น 4%, จีน (เน้นกลุ่มเทคโนโลยี) 7%, เวียดนาม 7%, อินเดีย 4% และไทย 5%
นอกจากนี้ผู้ที่สนใจลงทุนในต่างประเทศยังสามารถเลือกลงทุนผ่านตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศหรือ DR ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ปัจจุบันหลักทรัพย์บัวหลวง มี DR01 ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) รวมทั้งสิ้น 27 หลักทรัพย์
ครอบคลุมการลงทุนในดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา, จีน, ฮ่องกง,เวียดนาม, อินเดีย, ญี่ปุ่น และหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา, ฮ่องกง และยุโรป โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(มาร์เก็ตแคป) 13,677.5 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดราว 40% ของทั้งอุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ วันที่ 7 ส.ค.68)